โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

บทวิเคราะห์จากสื่อสิงคโปร์! 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์'ไม่สิ้นซากหากโลกไม่ร่วมปราบ

แนวหน้า

เผยแพร่ 19 มี.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

‘จีน-ไทย’แค่นี้ไม่พอ! สื่อสิงคโปร์แพร่บทวิเคราะห์ ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ปราบไม่สิ้นซากหากทั้งโลกไม่ร่วมมือ

20 มี.ค. 2568 สถานีโทรทัศน์ Channel News Asia ของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษ Southeast Asia’s rampant scam industry still morphing, adapting despite Beijing flexing its muscle ระบุว่า การปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม หรือ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ที่มีฐานปฏิบัติการในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยมีชาติมหาอำนาจอย่างจีนเข้าไปประสานกับประเทศที่เป็นฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงประเทศไทยที่มีพรมแดนติดกับประเทศเหล่านั้นให้เปิดปฏิบัติการกดดันและกวาดล้าง ไม่เพียงพอที่จะจัดการให้สิ้นซากไปได้

องค์กรอาชญากรรมประเภทหลอกลวงทางโทรคมนาคม ส่วนใหญ่มี “บอส” หรือแกนนำเป็นชาวจีนซึ่งมาตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งเมียนมา ลาวและกัมพูชา แก๊งเหล่านี้ว่ากันว่าทำรายได้มากถึงหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อปี จากแรงงานทาสที่ถูกล่อลวงมาจากทุกมุมโลก ด้วยโฆษณาชวนเชื่อ “งานสบายรายได้ดี” ซึ่งส่วนใหญ่อ้างว่าเป็นงานเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต

แต่เมื่อมาถึงกลับถูกบังคับให้ใช้กลอุบายออนไลน์ต่างๆ ตั้งแต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการหลอกลวงทางแอปพลิเคชั่นสนทนาอย่าง WhatsApp และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และการหลอกให้รักแล้วพัฒนาเป็นแผนการลงทุนปลอม แรงงานทาสเหล่านี้ถูกควบคุมตัวอยู่ในบริเวณที่ซับซ้อนซึ่งดำเนินการทั้งในพื้นที่ป่าดงดิบที่ไร้กฎหมายและในใจกลางเมืองในภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ภายใต้แรงกดดันจากจีน ประเทศไทยได้เพิ่มความพยายามในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัดกระแสไฟฟ้าและการเชื่อมต่อโทรคมนาคมไปยังเมืองเมียวดี ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดนในเมียนมา อันเป็นพื้นที่ที่ถูกระบุว่ามีฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่จำนวนมาก การตัดกระแสไฟฟ้าเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2568 ตรงกับช่วงที่นายกรัฐมนตรีของไทย แพทองธาร ชินวัตร (Paetongtarn Shinawatra) เดินทางเยือนจีนระหว่างวันที่ 5-8 ก.พ. 2568 ซึ่งมีรายงานว่าเธอได้หารือเกี่ยวกับปัญหาการหลอกลวงดังกล่าวกับประธานาธิบดีของจีน สีจิ้นผิง (Xi Jinping)

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ส่งทหารไปประจำการที่จุดผ่านแดนที่กลุ่มอาชญากรใช้ และออกหมายจับผู้นำคนสำคัญของกองกำลังติดอาวุธที่ควบคุมพื้นที่ต่างๆ ในเมียนมาที่กำลังเกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่หลอกลวงดังกล่าวด้วย หลังจากการเคลื่อนไหวข้างต้น แรงงานในฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลายพันคนได้รับการปล่อยตัว เครื่องบินลำแรกที่ส่งพลเมืองจีนที่ได้รับอิสรภาพกลับประเทศออกเดินทางในช่วงปลายเดือนนั้น ขณะที่พลเมืองจากชาติอื่นๆ หลายพันคนกำลังรอการส่งตัวกลับประเทศในค่ายต่างๆ บริเวณชายแดนฝั่งเมียนมา

แม้ว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมอาชญากรรมในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทางการจีนน่าจะเน้นไปที่การช่วยเหลือพลเมืองของตนที่ติดอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ และจัดการกับผู้กระทำความผิดที่หลอกลวงประชาชนในจีนเสียมากกว่า ดังที่ เจค็อบ ซิมส์ (Jacob Sims) ผู้ร่วมก่อตั้ง Operation Shamrock กล่าวว่า จากสิ่งที่เราเห็นในตอนนี้ ไม่มีเหตุผลใดที่จะกล่าวได้ว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปหรือการลดจำนวนปฏิบัติการหลอกลวงลง

Operation Shamrock เป็นองค์กรที่อุทิศตนเพื่อหยุดยั้งการระบาดของ “การเชือดหมู (Pig Butchering)” ซึ่งเป็นศัพท์ในวงการหลอกลวง หมายถึงมิจฉาชีพจะใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อทำให้เหยื่อไว้วางใจจนถึงขั้นหลงรักแล้วจึงหลอกให้โอนเงินโดยอ้างถึงแผนการลงทุนต่างๆ ซึ่งเปรียบเหมือนการเลี้ยงหมูแบบขุนให้อ้วนแล้วจึงส่งเข้าโรงเชือดเพื่อให้ได้เนื้อหมูที่มีคุณภาพดี โดย ซิมส์ มองว่า การลงมืออย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพทางการจีนในการจัดการกับมิจฉาชีพเหล่านี้ ดูเหมือนจะตอบสนองต่อแรงกดดันภายในประเทศค่อนข้างดี

ไม่ต่างจากทางการไทย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็มองว่ามีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองทางการเมือง รวมถึงการจัดการกับมิจฉาชีพตามแนวชายแดนเพราะเห็นว่าซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจ มากเสียกว่าที่จะพยายามกวาดล้างในสิ่งที่สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) อธิบายว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ประสานงานกันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

(รอยเตอร์) 19 ก.พ. 2568 เหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกลวงให้ไปทำงานในฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกส่งข้ามพรมแดนจากเมียนมาไปยังประเทศไทย กำลังเข้าคิวรับอาหารที่ศูนย์พักพิงภายในมณฑลทหารบกที่ 310 ค่ายวชิรปราการ จ.ตาก ประเทศไทย

ความร่วมมือเพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เกิดขึ้นหลังจากที่นักแสดงหนุ่มชื่อดังชาวจีนอย่าง หวังซิง (Wang Xing หรือ “ซิงซิง” ตามที่สื่อไทยเรียก) ถูกล่อลวงไปยังฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมาเมื่อไปเยือนประเทศไทยในเดือน ม.ค. 2568 คำร้องขอการปล่อยตัวเขาถูกแชร์ว่อนบนโลกออนไลน์ของจีน ซึ่งส่งผลให้ทางการของไทยและเมียนมาเจรจากันและปล่อยตัวเขาในเวลาต่อมา

นาธาน พอล เซาเทิร์น (Nathan Paul Southern) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของโครงการ EyeWitness ซึ่งดำเนินการสืบสวนอุตสาหกรรมหลอกลวงทั่วทั้งภูมิภาค กล่าวว่า นับจากจุดนั้น ทางการไทยกับทางการจีนก็ประโยชน์ร่วมกันในความร่วมมือ โดยไทยนั้นไม่ต้องการถูกมองว่าไม่ปลอดภัยหรือมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกลักพาตัว ขณะที่จีนต้องการแสดงให้เห็นว่ารัฐสามารถปกป้องพลเมืองของตนได้ โดยปกติแล้ว เหตุผลก็คือ หากเป็นการหลอกลวงชาวจีนโดยใช้ภาษาจีนหรือบังคับใช้แรงงานชาวจีน หากสิ่งนี้กลายเป็นเรื่องน่าอับอายหรือเป็นปัญหาความมั่นคงสำหรับทางการจีน พวกเขาย่อมมุ่งมั่นที่จะจัดการกับฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหล่านั้น

ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีขาวจีนไปเยือนไทยมากถึง 6.7 ล้านคน ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย คาดหวังว่าในปี 2568 จะเพิ่มเป็น 9 ล้านคน แต่ “ซิงซิงเอฟเฟกต์” ทำให้ชาวจีนราว 10,000 คน ตามรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตัดสินใจไม่ไปเที่ยวประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่ง เจสัน ทาวเวอร์ (Jason Tower) ผู้อำนวยการประจำเมียนมา จากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (USIP) กล่าวว่า ประเทศไทยซึ่งมีชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด ตกเป็นตัวประกันของปัญหาภาพลักษณ์สาธารณะเหล่านี้ และสิ่งนี้ทำให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินการ

เช่นเดียวกับ โจแอนน์ หลิน (Joanne Lin) นักวิจัยอาวุโสและผู้ประสานงานศูนย์การศึกษาอาเซียนที่สถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ของสิงคโปร์ อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และนักท่องเที่ยวชาวจีนมีสัดส่วนค่อนข้างมากในเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวโดยรวม แน่นอนว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยตกอยู่ในความเสี่ยง และไทยก็อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากจีน

ในเดือน ก.พ. 2568 หลิวจงอี้ (Liu Zhongyi) ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ได้กลายเป็นเจ้าหน้าที่คนแรกของประเทศที่ 3 ที่ได้รับอนุญาตให้ข้ามพรมแดนไทยไปยังเมียวดี นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 เพื่อสังเกตการณ์การปราบปรามองค์กรอาชญากรรม ซึ่ง ซิมส์ มองว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็น "การเตือนที่ดี" สำหรับกลุ่มอาชญากรที่อยู่อีกฝั่งของชายแดน อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมประเภทการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมยังคงดำเนินต่อไปอย่างแทบไม่หยุดชะงัก

เช่นเดียวกับ เซาเทิร์น ชี้ว่า อาชญากรรมนี้ไม่เคยหยุดลง แต่ถูกย้ายไปดำเนินการโดยกลุ่มแก๊งอื่นๆ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทางใต้ของแม่น้ำ รวมถึงทั่วทุกแห่งในภูมิภาค ซึ่งตนคิดว่าโลกไม่ควรละสายตาจากสิ่งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ มาร์ค โคแกน (Mark Coga) รองศาสตราจารย์ด้านสันติภาพและการศึกษาความขัดแย้ง มหาวิทยาลัยคันไซไกได จ.โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่กล่าวว่า แม้การปราบปรามครั้งล่าสุดนี้อาจส่งสารถึงผู้กระทำความผิด แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกปิดกิจการอย่างเหมาะสมเป็นหลักฐานว่าภาพลักษณ์ของสาธารณะและการเมืองยังคงเป็นประเด็นสำคัญทั้งในไทยและจีน

หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบเห็นกลุ่มอาชญากรเพิ่มมากขึ้นตามแนวชายแดนที่มีรูพรุน แม้จะมีการลักพาตัวเหยื่อและกลุ่มอาชญากรจำนวนมากขึ้นตามชายแดน แต่ เซาเทิร์น มองว่า ทางการไทยกลับแทบไม่ได้พยายามเลย ที่จะใช้มาตรการเพื่อหยุดยั้งกิจกรรมดังกล่าว โดยอ้างถึงการขาดการควบคุมพื้นที่ชายแดน โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรที่กลุ่มอาชญากรใช้ ขณะที่ โคแกน กล่าวว่า เวลานี้ พลวัตของภูมิภาคหมายความว่าการคำนวณเพื่อดำเนินการอย่างน้อยบางส่วนได้เปลี่ยนไปแล้ว

(รอยเตอร์) 20 ก.พ. 2568 หลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน เดินตรวจตราการส่งตัวชาวจีนกลับประเทศ ซึ่งถูกลักพาตัวจากศูนย์หลอกลวงในเมียนมาร์ ท่ามกลางการปราบปรามศูนย์หลอกลวงที่ดำเนินการตามแนวชายแดนที่มีช่องโหว่ ที่สนามบินนานาชาติแม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย

เมียนมาเป็นสถานที่ที่แตกต่างไปจากเมื่อห้าปีก่อน โดยมีรายงานว่าอาชญากรรมข้ามชาติขยายตัวอย่างมาก กองกำลังติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ยึดครองพื้นที่ได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน และรัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศก็มีอำนาจปกครองเพียงแบบหลวมๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระดับสูงของไทยกับเพื่อนบ้าน โดยความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมานั้นใกล้ชิดกว่าในสมัยรัฐบาลของนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (Prayut Chan-o-cha) ซึ่งกองทัพมีบทบาทนำ เมื่อเทียบกับยุคของ แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ คนปัจจุบัน

โคแกน กล่าวว่า แพทองธาร อยู่ภายใต้การตรวจสอบจากสาธารณชนมากขึ้น จนถูกมองว่าเอาจริงเอาจังกับวิกฤติการฉ้อโกงที่ชาวไทยตกเป็นเป้าหมาย ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังตกต่ำเช่นกัน ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะกระตุ้นให้เรียกร้องความร่วมมือด้านความมั่นคงจากจีนมากขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหา และส่งชาวจีนหลายพันคนที่ยังถูกควบคุมตัวใกล้ชายแดนไทยกลับประเทศ

ขณะที่ ทาวเวอร์ กล่าวว่า ไม่น่าแปลกใจที่ทางการจีนใช้โอกาสของวิกฤติชายแดนและกิจกรรมผิดกฎหมายที่แพร่ระบาดเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิบัติการร่วมกันและการแบ่งปันข่าวกรองมากขึ้น ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ที่ฝ่ายจีนประกาศไว้เป็นเวลา 2-3 ปีแล้ว โดย ปธน.สี ได้ส่งเสริมแผนริเริ่มความมั่นคงระดับโลกของจีน (GSI) ตั้งแต่ปี 2565

นโยบายกรอบดังกล่าวเสนอการปฏิรูปความมั่นคงระดับโลก ซึ่งในทางปฏิบัติสามารถช่วยปกป้องผลประโยชน์ในต่างประเทศได้ หลายประเทศในอาเซียนได้ให้การรับรองแผนริเริ่มดังกล่าวอย่างเป็นทางการ รวมถึงกัมพูชา ลาว และเมียนมา ส่วนประเทศไทยมีท่าทีระมัดระวัง โดยแสดงความเต็มใจที่จะสำรวจความร่วมมือภายใต้ GSI เท่านั้น ซึ่ง ทาวเวอร์ มองว่า แรงกดดันจากจีนที่นี่และความต้องการอิทธิพลด้านความมั่นคงของจีนมีความสำคัญมาก

กระทั่งล่าสุด สัญญาณของอิทธิพลด้านความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของจีนต่อไทยได้ปรากฏให้เห็นแล้ว หลังจากแข็งขืนมานานหลายปี รัฐบาลไทยได้ยอมผ่อนปรนและอนุญาตให้ส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนเมื่อเดือน ก.พ. 2568 ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ (Kittharath Punpetch) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้รับคำยืนยันจากฝ่ายจีนว่าผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจะได้รับการดูแล ส่วนนายกฯ แพทองธาร ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุผลของการตัดสินใจดังกล่าว

รัศมิ์ ชาลีจันทร์ (Russ Jalichandra) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า แม้ประเทศอื่นๆ จะเสนอตัวรับกลุ่มดังกล่าว แต่ไทยอาจเผชิญกับการตอบโต้จากจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ขณะที่ในวันที่ 14 มี.ค. 2568 สหรัฐอเมริกาได้คว่ำบาตรวีซ่าต่อเจ้าหน้าที่ของไทย ชาติซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ เนื่องจากเจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีส่วนในการเนรเทศชาวอุยกูร์ โดยทางการสหรัฐฯ ชี้ว่า ชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนจะเผชิญการถูกกดขี่ข่มเหง แต่ ทาวเวอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัยสาธารณะ ประเทศไทยจำเป็นต้องผ่อนปรนเงื่อนไขบางอย่างกับฝ่ายจีน โดยอ้างถึงการส่งกลับชาวอุยกูร์

ทางการจีนยังผลักดันให้มีการเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้ลงนามข้อตกลงทวิภาคีเมื่อเดือน ก.พ. 2568 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงตามชายแดนร่วมกับเมียนมา ปธน.สี กล่าวระหว่างการหารือกับนายกฯ แพทองธาร ในกรุงปักกิ่งของจีน ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต้องเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือด้านตุลาการต่อไป เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ย้อนไปในปี 2566 รัฐบาลไทยยังได้หารือเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนลาดตระเวนตามแหล่งท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย แต่แนวคิดดังกล่าวถูกประชาชนต่อต้านจนต้องล้มเลิกไป อย่างไรก็ตาม หากมองไปทางประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างกัมพูชา สำนักงานประสานงานความร่วมมือการบังคับใช้กฎหมายจีน-กัมพูชาก่อตั้งขึ้นในปี 2565 ทำให้ทางการจีนมีที่ยืนในประเทศดังกล่าวได้ จีนยังมีกำลังรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นจุดบรรจบของเขตแดนไทย เมียนมาและลาว ที่ขึ้นชื่อเรื่องแหล่งรวมอาชญากรรม

“ประเทศไทยถูกกดดันให้ยอมประนีประนอมมากขึ้น และไม่สามารถยอมให้ตัวเองอยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับจีนได้ ผมคิดว่ามีความเสี่ยงสำหรับประเทศไทย หากไม่รับบทบาทผู้นำ อาจมีเหตุการณ์อื่นๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองและแรงกดดันที่มากขึ้นจากฝั่งจีน และนั่นอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ไทยปราบปรามปัญหาเหล่านี้มากขึ้น” ทาวเวอร์ จาก USIP กล่าว

(รอยเตอร์) 18 มี.ค. 2568 หญิงชาวอินโดนีเซียซึ่งได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากการถูกควบคุมตัวในฐานปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมา เดินทางด้วยเครื่องงบินจากประเทศไทยมาถึงสนามบินนานาชาติซูการ์โนฮัตตาในเมืองตังเกอรัง ใกล้กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ขณะที่ หลิน มองว่า ประเทศไทยต้องปฏิบัติตนให้เป็นจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางการค้าที่ใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงภาวะสุญญากาศของผู้นำสหรัฐฯ และอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหลังจากการหวนคืนเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ด้วยทรัมป์ 2.0 จะทำให้เห็นอิทธิพลของจีนเติบโตในอาเซียนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าประเทศไทยกำลังหันเข้าหาจีนมากขึ้น

ปัญหาความมั่นคงที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นยังคงเกิดขึ้นในเมียนมา ทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันไม่สามารถควบคุมกลุ่มอาชญากรที่แพร่ระบาดท่ามกลางความไม่มั่นคงได้ จีนยังคงมีปัญหาใหญ่ที่ชายแดนทางตอนใต้ติดกับเมียนมา โดยพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังติดอาวุธยังคงเป็นฐานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากการวิเคราะห์ของ USIP พบว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ที่ถูกระบุว่าสูญหายในเมียนมา ถูกพาตัวข้ามพรมแดนระหว่างประเทศจากมณฑลยูนนานและกวางสีของจีน ไม่ใช่จากชายแดนเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย

หลิน กล่าวว่า แม้จีนจะร่วมมือกับรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ แต่ธรรมชาติของการควบคุมที่ไม่ชัดเจนทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อน ซึ่งจีนได้ใช้ตัวแทนและเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเมียนมา เพื่อโจมตีฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่หลายครั้ง อนึ่ง แม้จีนจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหารเมียนมา แต่บทบาทของคณะรัฐประหารในกิจกรรมผิดกฎหมายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ

“เรารู้ว่ารัฐบาลจีนต้องการความร่วมมือจากคณะรัฐประหารจริงๆ แต่ในทางกลับกัน มีกลุ่มที่เชื่อมโยงกับคณะรัฐประหารที่สนับสนุนปฏิบัติการฉ้อโกงเหล่านี้” หลิน จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องต้องกันว่า เนื่องจากจีนมุ่งเน้นการเจรจาและปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ในพื้นที่ของเมียนมา ทำให้ธุรกิจหลอกลวงนี้ไม่ได้รับการตรวจสอบในที่อื่นมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา ซึ่ง หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID) ประเมินว่ามีคนมากกว่า 150,000 คนที่ตกเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมหลอกลวงนี้ และตามข้อมูลของ USIP แก๊งคอลเซ็นเตอร์สามารถรายได้ประมาณ 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท) ต่อปี

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนี้หมายความว่าปัจจุบันการหลอกลวงสร้างรายได้มากกว่าอุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของกัมพูชาอย่างเครื่องนุ่งห่ม โดยมีมูลค่าเกือบ 4 เท่าของภาคการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่ง เซาเทิร์น เปิดเผยว่า การติดตามกลุ่มสนทนาที่กลุ่มอาชญากรใช้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์กำลังพยายามย้ายฐานปฏิบัติการจากเมียนมาไปยังกัมพูชา ซึ่งมีการตรวจสอบน้อยกว่าและกลุ่มอาชญากรทำงานโดยไม่ต้องกลัวถูกปิด

“สถานที่เดียวในภูมิภาคนี้ที่กลุ่มอาชญากรมักดำเนินการอย่างเปิดเผยใจกลางเมืองหลวง คือในกัมพูชา หากไม่มีแรงกดดันจากจีนให้ปราบปรามในตอนนี้ อาชญากรรมก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจที่นั่น” เซาเทิร์น จาก EyeWitness กล่าว

แม้จะมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ ช่วยเหลือผู้คนหลายร้อยคนที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนที่แล้ว และแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เข้มงวดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการพนันมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากิจกรรมทางอาชญากรรมยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ทาวเวอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้กระทำความผิดมีอิทธิพลอย่างมากในกัมพูชาจนแทบจะแตะต้องไม่ได้ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากัมพูชาเป็นสวรรค์สำหรับกิจกรรมของกลุ่มอาชญากร โดยกล่าวโทษสื่อต่างประเทศและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ว่าสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับประเทศ

(รอยเตอร์) 29 ก.พ. 2568 เหยื่อค้ามนุษย์ถูกหลอกบังคับทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ "เคเคปาร์ก" ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ซึ่งได้รับอิสรภาพ หลังการปราบปรามที่ดำเนินการโดยกลุ่่ม Karen BGF ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ที่ปกครองเมือวเมียวดี

รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อปี 2567 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของกัมพูชากำลังบ่อนทำลายความพยายามบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการค้ามนุษย์และการปกป้องเหยื่อ และปัดเป่าข้อกล่าวหาที่รายงานโดยลดความสำคัญและปฏิเสธข้อความสาธารณะเกี่ยวกับความแพร่หลายและความรุนแรงของการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงรายงานการสมรู้ร่วมคิดของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม Chou Bun Eng รองประธานถาวรของคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ของกัมพูชา ได้บอกกับสื่อท้องถิ่นหลายครั้งว่าอย่างน้อยร้อยละ 80 ของคดีค้ามนุษย์ที่รายงานโดยทางการนั้นเป็นเท็จ

กัมพูชาถูกจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการทุจริตมากที่สุดในโลก โดยจากข้อมูลขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) พบว่า ในปี 2567 ประเทศดังกล่าวตกมาอยู่ที่อันดับ 158 จากทั้งหมด 180 ประเทศ เมื่อพิจารณาจากระดับการทุจริตในภาครัฐ ผู้ประกอบการชาวกัมพูชาหลายราย รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ของรัฐบาล ถูกพัวพันในบทบาทที่อำนวยความสะดวกให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผ่านทรัพย์สินที่พวกเขาเป็นเจ้าของ หรือการบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีการระบุว่าเกิดอาชญากรรมขึ้น

มีรายงานการเปิดเผยทรัพย์สินที่เป็นเจ้าของโดย Ly Yong Phat ที่ปรึกษาของ ฮุน มาเนต (Hun Manet) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่ง Ly ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรในเดือน ก.ย. 2567 เนื่องจากมีบทบาทในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อแรงงานที่ถูกค้ามนุษย์ซึ่งถูกบังคับใช้แรงงานในฐานปฏิบัติการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม

ดัชนีอาชญากรรมที่จัดตั้งขึ้นทั่วโลกพบว่าชาวจีนในกัมพูชามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกรรโชกทรัพย์ การรีดไถ การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการฟอกเงินผ่านกาสิโนและโครงการก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ ซิมส์ กล่าวว่ากัมพูชาไม่ตกเป็นเป้าหมายของทางการจีน เนื่องจากกลุ่มอาชญากรดำเนินการอย่างชาญฉลาด กัมพูชาสามารถหลีกเลี่ยงเหยื่อการหลอกลวงจากจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สามารถทำได้เพราะกัมพูชามีการรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมากขึ้น มีคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจสั่งการ

“จีนยังใช้แนวทางที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาแบบทวิภาคี ซึ่งสนับสนุนเพียงเล็กน้อยในการการลดทอนความเป็นอาชญากรรมต่อโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของกัมพูชา ซึ่งไม่มีทางทำได้ แน่นอนว่าจีนมีความแข็งแกร่งทางการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เพียงพอที่จะบีบบังคับกัมพูชาให้ทำอย่างนั้นได้ แต่จีนรู้ดีว่าหากทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างจีนกับกัมพูชาก็จะสั่นคลอน” ซิมส์ จาก Operation Shamrock กล่าว

รายงานของสื่อสิงคโปร์ ทิ้งท้ายว่า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ อิทธิพลของจีนในการปิดฉากกิจกรรมผิดกฎหมายที่มากเกินไปนั้นส่งผลให้กลอุบายหลอกลวงถูกพัฒนาให้หลากหลายมากขึ้น โดย ซิมส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่จีนเพิ่มความพยายามในการควบคุมอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม เหยื่อจะถูกเปลี่ยนจากชาวจีนไปเป็นคนชาติอื่นๆ แทนเสมอ ตนกำลังจับตามองอยู่ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์กำลังเปลี่ยนลำดับความสำคัญ และเปลี่ยนคนที่ส่งไปเพื่อหลอกลวง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้พูดภาษาอังกฤษมากขึ้น รวมถึงเหยื่อในอินเดียและแอฟริกา เพราะองค์กรอาชญากรรมมีความเสี่ยงในการต้องรับผลที่ตามมามากที่สุดหากกำหนดเป้าหมายไปที่ชาวจีน

(รอยเตอร์) 21 ก.พ. 2568 "แม่น้ำเมย" พรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างไทยกับเมียนมา ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก

ยังไม่มีแรงกดดันหรือมาตรการคว่ำบาตรจากภายนอกจากรัฐบาลชาติอื่นๆ ของโลกมากนัก ต่อผู้ที่ช่วยเหลือหรือให้ที่พักพิงแก่กลุ่มอาชญากร ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ในเร็วๆ นี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงที่อุตสาหกรรมการหลอกลวงจะเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบต่อประเทศที่อยู่ห่างไกลโดยไม่มีวิธีการปราบปราม ดังที่ เซาเทิร์น ให้ความเห็นว่า หากในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บุคคลสำคัญบางคนไม่ได้รับการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ดูเหมือนว่ากลุ่มอาชญากรเหล่านี้จะสามารถทำอะไรได้มากมายจนแทบจะไม่มีขีดจำกัด และพวกเขายังสามารถเติบโตต่อไปได้

ยังคงมีอีกหลายอย่างที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ซึ่งกำลังพยายามแก้ไขปัญหาชายแดนและการส่งตัวเหยื่อค้ามนุษย์กลับประเทศ โดยทางการไทยกำลังพิจารณาสร้างกำแพงยาว 50 กิโลเมตรที่ชายแดนกัมพูชาเพื่อควบคุมการข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย ขณะที่ชายแดนไทย บริเวณ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งติดกับเมืองเมียวดีของเมียนมา ยูดาห์ ฮิระ ทานะ (Judah Hira Tana) ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศของ Global Advance Projects กำลังเฝ้าดูเหยื่อหลายพันคนยังคงทนทุกข์ทรมานอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ขณะที่ชาวจีนถูกส่งตัวขึ้นเครื่องบินกลับบ้านหลังจากได้รับการปล่อยตัว

“เราจำเป็นต้องเห็นรัฐบาลจากนานาประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้ และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะตอบสนองและรับผิดชอบต่อพลเมืองของตน” ยูดาห์ กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณภาพจากรอยเตอร์

ขอบคุณเรื่องจาก

https://www.channelnewsasia.com/asia/scamming-compounds-myanmar-cambodia-thailand-crackdown-crimes-5007171

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...