“หุ้นอินเดีย” กับ Story of Growth ไม่หวั่น “Trade War”… “ศก.-กำไรบจ.” โตไม่สะดุด หนุนตลาดไปต่อ “ระยะกลาง-ยาว” !!!
ลายแทงกองทุน: “อินเดีย” เจอสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 26% แต่ดูจะทำอะไร “ตลาดหุ้นอินเดีย” ไม่ได้ ปีนี้ดัชนี “Sensex” บวกได้เล็กน้อย +2% มายืนระดับ 80,000 จุด ได้อีกครั้ง
ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ “แพง” ตลาดหนึ่งของโลก มี Forward P/E 12 เดือน 20.85 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.46 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ปีนี้ยังโตสูง +16.70% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 18 เม.ย. 25)
แม้หลายประเทศดูจะได้รับผลกระทบในเชิงลบจาก “ภาษี Trump” แต่ดูผลกระทบค่อนข้างจำกัดสำหรับ “อินเดีย”
ล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ก็ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโตได้ 6.2% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้า (ที่มา: World Economic Outlook, April 2025) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงมีระดับการเติบโตที่สูงของโลกต่อเนื่อง
หนุนให้ภาพของ “หุ้นอินเดีย” เองยังคงน่าสนใจในระยะกลาง-ยาว โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั่นเอง
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นอินเดีย” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นอินเดีย"…ศักยภาพในการเติบโตท่ามกลาง "Trade War"
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น”ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น Active Fund ทั้งหมด ที่มีรูปแบบที่ต่างกันออกไป โดยเป็น “Feeder Fund” 3 กอง และ“Fund of Funds” 1 กอง ประกอบด้วย
- “ASP-INDIA-A: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อินเดีย ไดนามิกส์ อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.แอสเซท พลัส เป็นกองทุนในกลุ่ม “India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มุมไบ (Mumbai Stock Exchange) และตลาดหลักทรัพย์แห่งชาติ (National Stock Exchange) ประเทศอินเดีย
และ/หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่มีรายได้หลักจากการประกอบกิจการในประเทศอินเดียที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับต่างๆ ทั่วโลก ผ่านกองทุนที่มีนโยบายลงทุนดังกล่าวตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไป
โดยกองทุนที่ลงทุนมากสุด (ณ 28 ก.พ. 25) ได้แก่ 1) RAMS Investment Unit Trust - India Equities Portfolio Fund II – Class I USD 74.10% และ 2) Nomura Funds Ireland India Equity Fund - Class I USD 24.79%
- ถัดมาเป็น “B-BHARATA: กองทุนเปิดบัวหลวงภารตะ” ของบลจ.บัวหลวง เป็นกองทุนในกลุ่ม “India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทที่จัดตั้งหรือดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยจะลงทุนในตลาดอินเดียไม่น้อยกว่า 90% ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก ‘RAMS Investment Unit Trust - India Equities Portfolio Fund II, Class I (USD)’ ที่บริหารจัดการโดย Nippon Life India Asset Management (Singapore) Pte. Ltd.
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ม.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย 1) Financials 24.90%, 2) Consumer Discretionary 15.20%, 3) Information Technology 14.13%, 4) Industrials 9.25% และ 5) Health Care 7.96% ตามลำดับ
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) ICICI BANK LTD 6.93%, 2) INFOSYS LTD 6.17%, 3) RELIANCE INDUSTRIES LTD 5.02%, 4) HDFC BANK LIMITED 4.58% และ 5) ZOMATO LTD 3.22%”
มาต่อกันด้วย “ONE-INDIAOPP-RA: กองทุนเปิด วรรณ อินเดีย ออพพอร์ทูนิตี้ ชนิด RA” ของบลจ.วรรณ เป็นกองทุนในกลุ่ม “India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” หรือตราสารที่อ้างอิงกับตราสารทุน (equity-related securities) โดยบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์เป็นบริษัทที่จัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดียเป็นหลัก ผ่านกองทุนหลัก ‘PINEBRIDGE INDIA EQUITY FUND’ ที่บริหารจัดการโดย PineBridge Investments Ireland Limited
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ม.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย 1) Financials 41.4%, 2) Industrials 12.9%, 3) Consumer Discretionary 8.0%, 4) Materials 7.9% และ 5) Consumer Staples 7.7% ตามลำดับ
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Indian Bank 8.2%,2) Bank of Baroda 7.1%,3) HDFC Bank Ltd. 6.5%,4) ICICI Bank Limited 5.6% และ 5) Shree Cement Limited 4.4%”
- ปิดท้ายกันด้วย “MINDIA: กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเดีย ซีเล็ค อิควิตี้” ของบลจ.เอ็มเอฟซี เป็นกองทุนในกลุ่ม “India Equity” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นอินเดีย” ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหรือมีฐานที่ตั้งในประเทศอินเดียเป็นหลัก และแสวงหาโอกาสการลงทุนในปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา ภูฏาน เนปาล และมัลดีฟส์ ผ่านกองทุนหลัก ‘Jupiter India Select Fund’ ซึ่ง Jupiter Asset Management Limited เป็นผู้จัดการการลงทุน (Investment manager) และ Jupiter Asset Management International S.A. เป็นบริษัทจัดการลงทุน (Management company)
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 ก.พ. 25) มีการลงทุนใน 5 หุ้นมากสุด ได้แก่ 1)Godfrey Phillips India Ltd 6.80%, 2) Interglobe Aviation Ltd 4.70%, 3) Hcl Technologies Ltd 4.60%, 4) Fortis Healthcare Ltd 4.60% และ 5) State Bank Of India 4.40%
“ตลาดหุ้นอินเดีย” อาจเป็นหนึ่งในตลาดที่เทรดค่อนข้างแพงตลอดเวลา แต่ก็มีเหตุผลของความแพงนั้น จาก “Story of Growth” นั่นเอง ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรบจ.ที่สำคัญผลกระทบทางภาษีจากสหรัฐค่อนข้างจำกัด เพราะเศรษฐกิจของอินเดียเติบโตมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญที่สำคัญยังมี “ดอกเบี้ยยังเป็นขาลง” ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นอีกตลาดที่ไม่ควรละเลยเช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน