ต้นมะม่วงในชาดกพระมหาชนกทำให้เห็นสังคมขาดปัญญา
เรื่องพระมหาชนกจบตอนแรกว่า ท่านเสวยราชสมบัติในมิถิลานคร เสกสมรสกับพระนางสิวลี มีพระราชโอรสนามว่าทีฆาวุกุมาร
เรื่องเล่าต่อไปนี้ เป็นตอนสุดท้าย ว่าด้วยมะม่วงในอุทยานหลวง ที่ทำให้เห็นสังคมและพระองค์เกิดสว่าง ณ กลางใจแล้วปลีกวิเวก จนกระทั่งออกบรรพชา
สมเด็จพระมหาชนก เป็นพระราชาผู้ทรงธรรม ปกครองราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ส่วนพระองค์ทรงเกษมสุข วันหนึ่งเสด็จอุทยานหลวงโดยช้างพระที่นั่งพร้อมทั้งเสนามหาอำมาตย์ทั้งหลาย เพื่อสำราญพระราชหฤาทัย ระหว่างนั้นได้ทอดพระเนตร มะม่วง 2 ต้นที่ทางเข้าอุทยานหลวง ต้นหนึ่งมีผลดก สุกบ้าง ห่ามบ้าง เหมาะแก่การเสวย
อีกต้นหนึ่งมีแต่ใบเขียวขจี ไม่มีผลใดๆ
พระราชาจึงให้ไสช้างพระที่นั่งไปเก็บมะม่วงมาเสวยหนึ่งผล
มะม่วงนั้นมีรสชาติหอมหวาน ถูกพระทัย จึงตั้งพระทัยว่า เมื่อเสด็จกลับจากอุทยานตอนค่ำ จะเก็บมาเสวยอีก
ส่วนอำมาตย์และประชาชนทั้งหลาย เมื่อทราบว่าพระราชาเสวยมะม่วงแล้ว คนทั่วไปกินได้แล้ว จึงพากันไปเก็บแต่คนจำนวนมาก มะม่วงมีต้นเดียว จึงแย่งกันเก็บ ใครได้ก็ดีใจ ที่ไม่ได้ก็เสียใจและโกรธ จึงยืัอแย่งจนกิ่งก้านหัก แม้ต้นมะม่วงก็หักโค่นลงมา
ส่วนต้นที่ไม่มีลูกไม่มีผล ยังยืนต้นดีอยู่ ไม่มีใครแตะต้อง
เมื่อสมเด็จพระมหาชนก เสด็จกลับ จะเก็บผลมะม่วงเสวยต่อ แต่มะม่วงนั้นไม่มีอะไรเหลือแม้กระทั่งต้นก็หักโค่น เสนามหาอำมาตย์กราบทูลว่าที่เป็นดังนี้เพราะเสนาอำมาตย์ประชาชนแม้กระทั่งควาญช้างก็มาแย่งกันเก็บ จนต้นมะม่วงหักโค่นย่อยยับลง
ส่วนอีกต้นไม่มีลูกไม่มีผลไม่มีใครแตะต้อง จึงยืนต้นอยู่อย่างดี
สมเด็จพระมหาชนก จึงสลดใจ
ในมหาชนกฉบับการ์ตูนว่าคนยังขาดปัญญา จึงทรงสั่งให้ทำการบำรุงฟื้นมะม่วงต้นนั้น
ส่วนพระองค์ทรงอุปมาว่ามะม่วงมีลูกมีผล จึงมีศัตรูทำร้าย ราชสมบัติคงไม่ต่างกันต้องมีศัตรูแน่นอน
ทรงดำริว่าถ้าเราบรรพชาประพฤติสมณธรรมแต่ผู้เดียว ก็จะหาศัตรูย่ำยีบีฑามิได้ "อาตมาจะเอาอย่างต้นมะม่วงที่ไม่มีผล จะละราชสมบัติออกบรรพชาในครั้งนี้"
เมื่อเสด็จกลับถึงปรางค์ปราสาทแล้ว ตรัสแก่เสนาอำมาตย์ว่า แต่นี้อย่าให้ใครขึ้นมาพบเรา เว้นแต่คนนำอาหาร ไม้สีฟันและน้ำบ้วนปากเท่านั้น
ส่วนกิจราชการทั้งปวง จงเป็นธุระ แก่มหาอำมาตย์ที่พิพากษาความแต่โบราณนั้นเถิด เราจะเจริญสมณธรรมให้เป็นสุข ตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จเข้าสู่ปรางค์ประสาทเบื้องบนเพื่อเจริญสมณธรรม
ส่วนพสกนิกรทวยราษฎร์ทั้งมวล เคยได้เฝ้าชื่นชมพระบารมีเสมอ แต่ไม่ปรากฎพระองค์ให้เห็นจึงปรับทุกข์และปริวิตกต่างๆนานาว่าเกิดอะไรแก่พระราชาของพวกเขา
เมื่อสมเด็จพระมหาชนก ทรงบำเพ็ญสมณธรรมล่วงได้ 4 เดือนจึงตัดสินพระทัยว่าจะละราชสมบัติออกบรรพชา จึงให้เชิญกัลบกมาตัดพระเมาลี ปลงผม โกนหนวดเครา เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพัตร์ สะพายบาตร ถือไม้เท้าเสด็จเข้าสู่วนาไพร พร้อมเปล่งอุทานว่า 'อโห สุขํ ปรมํ สุขํ ' ความว่า "โอ บรรพชานี้เป็นบรมสุขอย่างยิ่งทีเดียวหนอ" (เรื่องพระมหาชนก ผู้บำเพ็ญวิริยะบารมีจบ โดยสังเขป )
อนึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ
พระเถระนักคิด นักหาเหตุผล พูดถึงวิริยะบารมีว่า วิริยะนี้ เป็นธรรมะเครื่องมือ วิริยะแปลว่าความกล้าหาญ ความพากเพียรอย่างกล้าหาญ
ความกล้าหาญกับความเพียรนี้ ถ้าไม่เข้มแข็งไม่กล้าหาญ มันก็เพียรอยู่ไม่ได้ ถ้ามันจะเพียรได้ มันต้องเข้มแข็งและกล้าหาญ
ฉะนั้น คำว่าวิริยะแม้จะแปลว่าเพียร
วิริยะเป็นพิริยะมาเป็นเพียรในภาษาไทยนี้ แต่ภาษาบาลีเขามีความหมาย ทั้งเข้มแข็งกล้าหาญบวกกัน
ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เรียกร้อง ให้สะสางความหมาย วิริยะกันใหม่ โดย ให้คิดทำงานแบบสนุกในการทำหน้าที่ จนกระทั่งยกมือไหว้ตัวเองได้ว่าเป็นผู้มีอะไรดีเพราะการทำหน้าที่
ควรจะมีความสุขที่สุดยกมือไหว้ตัวเองได้
ถ้าไหว้ตัวเองไม่ได้นั่นคือนรก
ให้นึกถึงความดีของตัว ยกมือไหว้ตัวเองได้ ออกปากชมเชยตัวเองได้ นั่นก็คือเมืองสวรรค์ มีวิริยะต้องเป็นอย่างนี้.
(จากชุดลอยปทุม หนังสือที่ระลึก 100 ปีท่านพุทธทาส พ.ศ.2549)
*********************************************************