โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สอบผ่านหรือสอบตก? สรุปผลงาน 4 ปี ชัชชาติ ก่อนวัดใจคนกรุงฯ ในคูหาเลือกตั้ง

แนวหน้า

เผยแพร่ 17 พ.ค. เวลา 17.00 น.

22 พฤษภาคม 2565 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนน 1,386,215 เสียง สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งระดับนี้ของไทย ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองกว่าสามเท่า

แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคะแนน คือสิ่งที่ชัชชาติสัญญาไว้ก่อนหน้านั้นคือ นโยบาย 216 ข้อ ครอบคลุม 9 ด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวคือ "กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน"

วันนี้ เวลาผ่านมาครบ 4 ปีแล้ว ถึงเวลาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นจริงไหม? น่าอยู่สำหรับใคร? และสิ่งที่ชัชชาติสัญญาไว้ กลายเป็นความจริงได้มากแค่ไหน?

สัญญาอะไรไว้บ้าง?

สิ่งที่ทำให้ชัชชาติแตกต่างจากนักการเมืองไทยทั่วไปไม่ใช่เพียงเสน่ห์ส่วนตัวหรือมีอินเทอร์เน็ต แต่คือ ความเป็นระบบของนโยบาย ชัชชาติเปิดเว็บไซต์ chadchart.com ให้ประชาชนเข้าไปอ่านรายละเอียดนโยบายทุกข้อ ทุกข้อมีที่มา มีตัวชี้วัด มีกรอบเวลา ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู

กรอบหลักที่ชัชชาติประกาศคือ 9 ด้าน 9 ดี ได้แก่ เดินทางดี ปลอดภัยดี โครงสร้างดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี เศรษฐกิจดี สร้างสรรค์ดี เรียนดี และบริหารจัดการดี และเน้นย้ำถึง 3 เรื่องใหญ่เสมอคือ

คุณภาพชีวิตรายวันของคนกรุง: ฝุ่น PM2.5 ที่สูดเข้าไปทุกเช้า น้ำที่ท่วมซ้ำซากทุกปี ทางเท้าที่เดินไม่ได้ ขยะที่จัดการไม่ดี ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ประสิทธิภาพของระบบราชการ: กทม. ที่ล่าช้า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีทุจริต ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

โอกาสทางเศรษฐกิจ: เมืองที่เอื้อให้คนทำมาหากิน ตั้งธุรกิจ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองแห่งอนาคต

สิ่งที่ทำได้ และทำได้จริง

Traffy Fondue ระบบที่เปลี่ยนวิธีร้องเรียนปัญหา

หากจะเลือกสิ่งหนึ่งที่เป็นมรดกสำคัญที่สุดของยุคชัชชาติ หลายคนอาจชี้ไปที่แอปพลิเคชัน Traffy Fondue ระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแอปที่เชื่อมโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ตัวเลขครบ 3 ปี มีประชาชนร้องเรียนปัญหาผ่านระบบเกือบ 935,000 เรื่อง แก้ไขได้แล้วกว่า 757,000 เรื่อง เฉลี่ยเรื่องละ 1.9 วัน และประชาชนมีความพึงพอใจ 81%

ก่อนยุคชัชชาติ การร้องเรียนปัญหากับ กทม. หมายถึงการโทรศัพท์ไปที่สายด่วน เขียนจดหมาย หรือไปยื่นเรื่องที่สำนักงานเขต ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปในกองเอกสาร Traffy Fondue เปลี่ยนสิ่งนี้ให้กลายเป็นการแจ้งผ่านโทรศัพท์มือถือ มีสถานะให้ติดตาม มีภาพประกอบ และที่สำคัญมีความรับผิดชอบที่ชัดเจน

พื้นที่สีเขียวและสวน 15 นาที

นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้นและสวน 15 นาทีเป็นหนึ่งในนโยบายที่ทำได้เกินเป้า ตัวเลขสามปีชี้ว่าปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 1.8 ล้านต้น และพัฒนาสวน 15 นาทีที่ได้มาตรฐานเกือบ 200 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

สิ่งที่ทำให้นโยบายนี้น่าสนใจคือมันอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ กทม. ทำเองทั้งหมด นี่คือโมเดลที่ชัชชาติพูดถึงตลอดว่า "เมืองไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยคนคนเดียวหรือหน่วยงานเดียว"

ลดขยะ ผลลัพธ์ที่วัดได้

นโยบาย "ไม่เทรวม" ซึ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง สามารถลดปริมาณขยะได้กว่า 12% หรือกว่า 1,000 ตันต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ปริมาณขยะเฉลี่ยลดจาก 10,500 ตันต่อวันในปี 2562 เหลือ 9,200 ตันต่อวัน ประหยัดงบประมาณได้กว่า 1,200 ล้านบาท

ทางเท้าและความเป็นระเบียบ

ตลอด 3-4 ปี กทม. ปรับปรุงทางเท้าไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผันกว่า 446 จุดทั่วกรุงเทพฯ ส่งผลให้ผู้ค้าลดลงกว่า 5,300 ราย

สิ่งที่ยังทำไม่ถึงเป้า

น้ำท่วม คืบหน้า แต่ยังไม่จบ

แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมไปแล้ว 516 จุด จากทั้งหมด 737 จุด หรือประมาณ 70% ฟังดูดี แต่ความจริงคือ ทุกฤดูฝนกรุงเทพฯ ยังคงมีภาพน้ำท่วมถนนสายหลักให้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชั้นนอกที่ระบบระบายน้ำยังเป็นปัญหา

ขนส่งสาธารณะ ปลายทางที่ยังไกล

ชัชชาติพูดถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนตั้งแต่วันแรก แต่ 4 ปีต่อมา ปัญหาที่หนักหนาที่สุดของระบบขนส่งกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ นั่นคือ หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

หนี้สายสีเขียวที่ กทม. ค้างอยู่กับบริษัท BTS มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท เป็นปัญหาที่ชัชชาติเสนอไปยังรัฐบาลกลางแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและการปรับราคาค่าโดยสารให้เป็นธรรมยังคงเป็นเรื่องยาก

โดยสิ่งที่ กทม. ทำได้ในช่วงนี้จึงเป็นแค่การปรับปรุงรายละเอียด เช่น สร้างศาลารอรถเมล์ใหม่กว่า 100 แห่ง เพิ่ม Bike Sharing ปรับปรุงทางเดิน ซึ่งดีกว่าไม่ทำ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาใหญ่ที่ประชาชนรอคอย

ห้องเรียนดิจิทัล เริ่มแล้ว แต่ยังช้า

โครงการ Digital Classroom ที่นำแล็ปท็อปเข้าห้องเรียนโรงเรียน กทม. ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่การขยายผลที่ล่าช้ากว่าที่หวัง — นำร่องเพียง 17 โรงในปีแรก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยาย — ทำให้เด็กนักเรียน กทม. หลายแสนคนยังต้องรอการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

ภาพสะท้อนความ (ไม่) โปร่งใสและความปลอดภัย

แม้ผลงานหลายด้านจะดูจับต้องได้ แต่ในวาระ 4 ปีนี้ก็มีเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นความไม่โปร่งใสและความปลอดภัยที่บั่นทอนคำสัญญา “การบริหารด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้”

ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม.

แม้ตัวชัชชาติจะมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่ในช่วงปี 2567-2568 เกิดกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่ราคาสูงเกินจริง จนนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ กทม. ถึง 14 ราย โดยมีหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. เข้ามาร่วมตรวจสอบเส้นทางการเงิน

แม้ผู้ว่าฯ จะเป็นคนสั่งสอบด้วยตัวเอง แต่เหตุการณ์นี้ก็อาจสะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตใน กทม. ยังไม่ได้หายไปไหน และที่สำคัญคือ จนถึง ณ ปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบและการเอาผิดทางกฎหมายก็ยังคงไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีข้อสรุปชี้ขาดออกมา สิ่งนี้จึงกลายเป็นรอยด่างสำคัญที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในยุคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โศกนาฏกรรมกลางเมือง - รถไฟชนรถเมล์

นอกจากเรื่องความโปร่งใสแล้ว "ความปลอดภัย" ยังเป็นอีกหนึ่งคำถามตัวโต ล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวานนี้ (16 พ.ค. 2569) ที่ขบวนรถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์โดยสาร ขสมก. สาย 206 บริเวณจุดตัดแยกอโศก-เพชรบุรี จนเกิดเพลิงไหม้และมีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นถึง 8 ราย แม้พื้นที่รางรถไฟและไม้กั้นจะอยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฯ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางจุดตัดถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบูรณาการระบบความปลอดภัย สัญญาณไฟจราจร และการบริหารจัดการพื้นที่เมืองอย่างร้ายแรง

เสียงจากคนกรุง ตัวเลขบอกอะไร?

ผลสำรวจของนิด้าโพลเกี่ยวกับการทำงานครบ 3 ปีครึ่งของชัชชาติ สะท้อนภาพการรับรู้ของประชาชนที่น่าสนใจ โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 46.55% ระบุว่า "ค่อนข้างพอใจ" กับผลงานที่ผ่านมา

เมื่อเจาะลึกลงไป ด้านที่ประชาชนให้คะแนนผ่าน ได้แก่ ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ การจัดการร้องเรียน และการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ส่วนด้านที่ยังไม่พอใจ ได้แก่ การแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ชัชชาติให้คะแนนตัวเองอยู่ที่ 5 เต็ม 10 ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความตรงไปตรงมาที่หาได้ยากในวงการการเมืองไทย แต่ก็เป็นการยอมรับกลายๆ ว่ายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เขายังทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

บทพิสูจน์ที่กำลังจะมาถึง

4 ปีผ่านไป กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน บางอย่างดีขึ้นจนสัมผัสได้จริง บางอย่างยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตก และบางอย่างก็ดีขึ้นสำหรับคนกลุ่มหนึ่งแต่กลับสร้างผลกระทบให้คนอีกกลุ่ม

คำสัญญา "เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน" นั้น อาจเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินกว่าระยะเวลา 4 ปี และเกินกว่าอำนาจของผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ภายใต้โครงสร้างการกระจายอำนาจที่ยังมีข้อจำกัด เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนจริง ๆ จำเป็นต้องมีระบบขนส่งที่เข้าถึงง่ายและราคาถูก มีที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมีการกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม ซึ่งหลายเรื่องยังต้องอาศัยกลไกจากรัฐบาลกลางเข้ามาช่วยปลดล็อก

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบว่า "กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นแล้วหรือยัง?" อาจไม่ได้วัดกันที่หน้ากระดาษนโยบายหรือสถิติผลงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกและคุณภาพชีวิตในทุกๆ วันของคนกรุงเทพฯ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ สถานการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ว่าทิศทางและบรรยากาศทางการเมืองจะออกมาในรูปแบบใด และที่สำคัญที่สุดคือ คนกรุงเทพฯ จะยังพร้อมเทคะแนนเสียง ให้ "โอกาส" ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมาสานต่องานในวาระที่สองหรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์ที่แท้จริง ซึ่งชาวกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ให้คำตอบด้วยตัวเองในคูหาเลือกตั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...