ปิดฮอร์มุซได้ทุกเมื่อ! ข่าวกรองสหรัฐฯ ชี้แม้สงครามจบอิหร่านยังถือไพ่เหนือกว่า
วันนี้ (17 มิ.ย.2569) สำนักข่าว CNN รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ เปิดเผยผลการประเมินล่าสุดว่า อิหร่านประสบความสำเร็จในการยกระดับขีดความสามารถทางทหาร จนสามารถสั่งปิดการเข้า-ออก บริเวณช่องแคบฮอร์มุซได้ตามอำเภอใจนับจากนี้เป็นต้นไป ซึ่งขีดความสามารถดังกล่าว ถือเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ที่มีอานุภาพร้ายแรงในการสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการเผชิญหน้าทางทหารที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับข้อมูลกรองเปิดเผยกับสำนักข่าว CNN ว่า ในเวลานี้ สหรัฐฯ ได้สูญเสียการควบคุมและทำให้อิหร่านกลายเป็นผู้ควบคุมช่องแคบดังกล่าวโดยพฤตินัย ซึ่งถือเป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างและสร้างแรงบีบคั้นได้มากกว่าอาวุธนิวเคลียร์
ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของ "ทรัมป์"
แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองวิเคราะห์ว่า วิกฤตการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของรัฐบาลทรัมป์ ในขณะนั้นทำเนียบขาวเชื่อมั่นว่าอิหร่านจะไม่กล้าปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่านเอง อีกทั้งยังคาดหวังว่ารัฐบาลปักกิ่งจะใช้อิทธิพลในการยับยั้งเตหะราน ส่งผลให้สหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่การโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางทหาร โดยไม่ได้จัดสรรกำลังรบเพื่อป้องปรามการปิดช่องแคบ
อย่างไรก็ดี อิหร่านได้ตอบโต้อย่างรุนแรงและเป็นระบบ หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเป้าหมายในการล้มล้างระบอบการปกครอง ทำให้อิหร่านมองว่า เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติขั้นสูงสุด และนำไปสู่การสั่งปิดช่องแคบในที่สุด ซึ่งนักวิเคราะห์ทางการทหารชี้ว่านี่คือความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในยุคนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้นอกจากจะต้องใช้กองกำลังทหารขนาดมหาศาลเท่านั้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้อิหร่านยังคงสามารถใช้น่านน้ำนี้เป็นอาวุธได้ เนื่องจากอิหร่านยังคงรักษาคลังแสงส่วนใหญ่เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ ขีปนาวุธร่อน โดรนพลีชีพ แท่นยิงจรวด รวมถึงเรือเร็วติดอาวุธจำนวนหลายร้อยลำ ที่พร้อมปฏิบัติการก่อกวนและวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้ อิหร่านยังสามารถฟื้นฟูอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้รวดเร็วกว่าที่สหรัฐฯ คาดการณ์ไว้ โดยได้เริ่มสายการผลิตโดรนรุ่นใหม่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังได้เรียนรู้ถึงประสิทธิภาพของการโจมตีแบบไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) ต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ซึ่งสร้างความได้เปรียบในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด จนทำให้สหรัฐฯ ต้องยอมเปิดการเจรจาอย่างเข้มข้นเพื่อขอให้มีการเปิดช่องแคบอีกครั้ง
เงื่อนไขในกรอบข้อตกลงและการลงนาม MOU
แม้ว่า ปธน.ทรัมป์ จะเปิดเผยระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ว่า สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงขั้นต้นและเตรียมจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้ที่กรุงเจนีวา (19 มิ.ย.) เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบโดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ย้ำว่า อิหร่านจะไม่ได้รับผลประโยชน์หรือการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรใด ๆ หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและคงเปิดเส้นทางเดินเรืออย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมการเดินเรือระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญยังคงแสดงความกังวลว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวจะยังคงเป็นไปอย่างล่าช้าและมีปริมาณเบาบางไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากความไม่แน่นอนในรายละเอียดของข้อตกลง รวมถึงความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่
ไพ่ตายสุดท้าย "ฮูตี-ทะเลแดง"
สิ่งที่หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ กังวลมากที่สุดในขณะนี้คือ ยุทธศาสตร์สำรองของอิหร่านในกรณีที่การเจรจาโครงการนิวเคลียร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเกิดความล้มเหลว โดยแหล่งข่าวระบุว่าอิหร่านได้เตรียมแผนการ "ทางเลือกนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ" (Economic Nuclear Option) ด้วยการสั่งการให้กลุ่มฮูตีในเยเมน ปิดช่องแคบบับ-เอล-มันเดบ ที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย
หากเกิดการปิดตายทั้งช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบที่ทะเลแดงพร้อมกัน จะส่งผลให้ระบบการค้าและการขนส่งพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะล่มสลายโดยสิ้นเชิง ในปัจจุบันกลุ่มฮูตียังคงจำกัดวงการโจมตีอยู่เฉพาะเรือที่มีความเชี่ยวชาญหรือเกี่ยวข้องกับอิสราเอลเพื่อรักษาบรรยากาศการเจรจา แต่พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีเรือของสหรัฐฯ และยุโรปทันทีหากการทูตล้มเหลวและสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบอีกครั้ง
อ่านข่าวอื่น :
"ร.ต." ยิงสัสดีจังหวัดกาฬสินธุ์เสียชีวิต ปมไม่พอใจคำสั่งย้าย - ผู้ก่อเหตุรอมอบตัว