โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

อินเดีย : ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังมีปัญหาทางความเชื่อ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 ม.ค. 2565 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. 2565 เวลา 07.34 น.

นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 ที่ประเทศอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ จนถึงปัจจุบันก็ร่วม 75 ปีแล้ว แต่ประเทศอินเดียไม่เคยเกิดการรัฐประหารโดยทหารเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆ ที่ประเทศอินเดียมีกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองลงมาจากสหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อปลายเดือนเมษายนต่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2564 เป็นช่วงที่ประเทศอินเดียมีการเลือกตั้งผู้บริหารของรัฐต่างๆ เกือบทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับผู้บริหารประเทศ หรือรัฐบาล ถือเป็นกิจกรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากอินเดียมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน

ประเทศอินเดียปกครองด้วยแบบสหพันธรัฐคล้ายกับสหรัฐอเมริกา แต่มีรัฐบาลแบบรัฐสภาโดยมีรัฐต่างๆ มารวมตัวกัน แล้วมอบอำนาจสำคัญบางส่วน เช่น อำนาจอธิปไตย อำนาจในการติดต่อต่างประเทศ อำนาจในการประกาศสงคราม ฯลฯ ให้แก่รัฐบาลกลางซึ่งอยู่ที่ กรุงเดลี เมืองหลวง ในขณะที่รัฐต่างๆ จะยังคงมีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการภายในของตนเอง เช่น ระบบการออกกฎหมายของรัฐ เก็บภาษีท้องถิ่น จัดการระบบการสาธารณสุข จัดการระบบการศึกษา และมีศาลพิพากษาคดีในอาณาเขตของรัฐตัวเอง เป็นอาทิ

เนื่องจากประเทศอินเดียปกครองโดยระบบรัฐสภา ผู้นำประเทศมาจากรัฐสภาที่ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และผู้นำของประเทศฝ่ายบริหารที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ คือ นายกรัฐมนตรี มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศแต่ไม่มีอำนาจในการบริหารเหมือนประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา หากพิจารณาโดยรวมแล้วประเทศอินเดียมีระบอบการปกครองที่เป็นแม่แบบของประเทศเยอรมนีในปัจจุบัน

ปัญหาที่กัดกร่อนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือความเชื่อเรื่องทฤษฎีสองชาติ (Two-Nation Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีอุดมการณ์ที่ชี้ว่าเอกลักษณ์
พื้นฐานของชาวมุสลิมในอนุทวีปอินเดีย คือ ศาสนา มิใช่ภาษาหรือลักษณะเชื้อชาติ ดังนั้น ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูและที่นับถือศาสนาอิสลามจึงถือว่าเป็นคนละสัญชาติที่แตกต่างกัน โดยไม่คำนึงถึงชาติพันธุ์หรือลักษณะร่วมอื่นๆ ทฤษฎีสองชาติเป็นหลักการก่อตั้งของประเทศปากีสถานโดยการแบ่งประเทศอินเดียใน พ.ศ.2490 อุดมการณ์ที่ว่าศาสนาเป็นปัจจัยกำหนดการจำกัดความสัญชาติของชาวอินเดียมุสลิมยังได้เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจขององค์การชาตินิยมฮินดูหลายองค์กร ซึ่งก่อให้เกิดการจำกัดความใหม่ที่แตกต่างกันของชาวอินเดียมุสลิมว่าเป็นชาวต่างชาติมิใช่อินเดีย การขับไล่มุสลิมออกไปจากอินเดีย การก่อตั้งรัฐฮินดูตามกฎหมายขึ้นในอินเดีย การห้ามเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลาม และการเสนอให้มีการเปลี่ยนศาสนาชาวอินเดียมุสลิมให้มานับถือศาสนาฮินดูและลามปามไปถึงชาวอินเดียที่นับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย

ผลของการตีความในทฤษฎีสองชาตินี้ทำให้เกิดประเทศอินเดียและปากีสถานขึ้นเมื่ออังกฤษถอนตัวออกจากอินเดียถือเป็นการสิ้นสุดการเป็นเจ้าอาณานิคม ในสมัยนั้นอินเดียมีประชากรเกือบ 400 ล้านคน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู โดยมีประชากรที่นับถืออิสลามมีอยู่ราว 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ทางการอังกฤษใช้เวลาเพียง 5 สัปดาห์ ในการแบ่งอนุทวีปอินเดียเป็น 2 ประเทศ คือประเทศอินเดียและประเทศปากีสถาน เนื่องจากในช่วงก่อนที่อินเดียและปากีสถานจะได้รับเอกราช เกิดการปะทะกันระหว่างชาวฮินดูและชาวมุสลิม แต่ไม่มีใครคาดว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในการแบ่งประเทศ มีผู้ลี้ภัยอย่างน้อย 12 ล้านคน อพยพจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง มีผู้เสียชีวิต 5 แสน ถึง 1 ล้านคน และมีผู้หญิงหลายหมื่นคนถูกลักพาตัว

วันที่ทั้งสองฝ่ายได้รับเอกราชคือ วันที่ 14 และ 15 สิงหาคม พ.ศ.2490 ทั้งปากีสถานและอินเดียต่างฉลองเอกราช แต่สองวันหลังจากนั้น เมื่อมีการประกาศว่าเส้นพรมแดนอยู่ที่ไหน ทั้งสองฝ่ายต่างไม่พอใจโดยทางปากีสถานอ้างว่า ดินแดนที่ปากีสถานได้มีลักษณะเหมือน “มอดแทะ” แบ่งเป็น 2 ปีก โดยมีปากีสถานตะวันตกและปากีสถานตะวันออก ที่มีประเทศอินเดียขวางกั้นด้วยพรมแดน 2,000 กิโลเมตร ต่อมาใน
พ.ศ.2514 ปากีสถานตะวันออกแยกตัวเป็นเอกราช กลายเป็นประเทศบังกลาเทศ เนื่องจากเชื้อชาติและภาษาของปากีสถานตะวันตกกับปากีสถานตะวันออกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพียงแต่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนกันเท่านั้นเอง

นับตั้งแต่แยกจากกัน ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดีย-ปากีสถานก็ยังไม่พัฒนาขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ในแคว้นแคชเมียร์ โดยหลังได้เอกราชไม่กี่สัปดาห์ ทั้งสองประเทศก็เริ่มสู้รบกัน เพื่อแย่งชิงหุบเขาในแคชเมียร์ ถือเป็นความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากจะเกิดสงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานขึ้นแล้วถึง 4 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2542

ขณะนี้ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์พร้อมที่จะถล่มซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองจริงๆ หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่าง 2 ประเทศนี้ขึ้นมาจริงๆ จากผลพวงจากความไม่ลงตัวในการแบ่งแยกประเทศเมื่อร่วม 75 ปีที่แล้ว

สำหรับประเทศอินเดียแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ของอินเดียเป็นชาวฮินดู แต่มีชาวคริสเตียนอยู่ประมาณ 24 ล้านคนในประเทศ หรือประมาณ 2% ของประชากร และเป็นที่ตั้งของชุมชนคาทอลิกที่ใหญ่อันดับ 2 ในเอเชีย รองจากฟิลิปปินส์ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างๆ ในอินเดียได้พยายามปราบปรามการรณรงค์เพื่อเปลี่ยนชาวฮินดูเป็นคริสต์และอิสลาม โดยรัฐหลายรัฐหลายแห่งเพิ่งผ่านหรือกำลังพิจารณาที่จะออกกฎหมายที่ห้ามการเปลี่ยนศาสนาเพื่อการแต่งงาน อนึ่ง อาจเอาใจพวกหัวรุนแรงและอนุรักษนิยมที่ต่อต้านศาสนาอื่นๆ ในอินเดีย และพรรคภราติยะ ชนะตะ เป็นพรรครัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เป็นผู้นำพรรค ซึ่งเป็นพรรคฮินดูชาตินิยมอยู่แล้วก็มักจะให้การสนับสนุนโดยปริยายต่อแนวคิดปฏิบัติของทฤษฎีสองชาติโดยรัฐต่างๆ ของอินเดียที่ออกกฎหมายลงโทษการเปลี่ยนศาสนาจากฮินดูเป็นศาสนาอื่นทั้งๆ ที่เป็นสิทธิทางประชาธิปไตยขั้นมูลฐานแท้ๆ

มิหนำซ้ำพรรคภราติยะ ชนะตะ ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ยังเป็นรัฐบาลของอินเดียอยู่เข้าปีที่ 8 แล้วนะครับ เหมือนบางประเทศในภูมิภาค อุษาคเนย์เลยนิ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...