โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทิสโก้ รุกตลาด "รถมือสอง-จำนำทะเบียน" จับมือ "เกรท วอลล" เก็บค่าฟี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ม.ค. 2565 เวลา 09.42 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2565 เวลา 09.42 น.

กลุ่มทิสโก้ เปิดกลยุทธ์ปี 65 ลุยปล่อยสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว-จำนำทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์ ตั้งเป้าโตสินเชื่อ 4-5% พร้อมจับมือค่ายรถยนต์จีน “เกรท วอลล์ มอเตอร์” ตั้ง Captive หวังโกยรายได้ค่าธรรมเนียม

วันที่ 17 มกราคม 2565 นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2565 มองภาพรวมเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และค่อยทยอยฟื้นตัวแบบช้าๆ โดยกลุ่มทิสโก้ยังคงเน้นการเติบโตอย่างระมัดระวัง โดยเลือกกลุ่มเติบโต ซึ่งในส่วนของสินเชื่อในปีนี้จะเน้นขยายไปในกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตให้ผลตอบแทนที่ดี แต่มีความเสี่ยงสูง เช่น

กลุ่มสินเชื่อรายย่อย กลุ่มรถยนต์มือ 2 (Use Car) และกลุ่มจำนำทะเบียนรถยนต์และจักรยานยนต์ (Auto Cash) รถบรรทุก เนื่องจากในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ทำให้คนหันมาซื้อรถรถยนต์มือสองจำนวนมาก และราคาไม่ได้ตกลง จึงเป็นโอกาสที่ธนาคารเข้าไปในตลาดนี้ รวมถึงร่วมมือกับค่ายรถยนต์จีน เช่น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้ง Captive Finance สนับสนุนทั้งสินเชื่อและประกัน

ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ จะเน้นกลุ่มพลังงาน และอสังหารริมทรัพย์ โดยหลังจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลายเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานทางเลือกซึ่งเป็นทิศทางที่โลกไป

และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ทำให้ผู้ประกอบการเริ่มลงทุนในโครงการใหม่ หรือกลุ่มที่รักษาสภาพคล่อง ซึ่งยังคงใช้สินเชื่อ รวมถึงที่ปรึกษาการลงทุน และวาณิชธนกิจเข้ามาดูแล โดยทั้ง 2 เซ็กเตอร์จะเป็นพื้นที่การเติบโตของธนาคารในปีนี้

“การเติบโตสินเชื่อรถยนต์คงเห็นการเติบโตอ่อนๆ โดยในกลุ่มรถใช้แล้วและจำนำน่าจะเติบโตได้ราว 3-4% ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรทกลุ่มพลังงานและอสังหาริมทรัพย์หากมีโอกาสน่าจะเติบโตได้ 2 หลัก ส่วนเอสเอ็มอีเป็นเป็นเซ็กเมนต์ที่ระวังสูงอยู่

โดยรวมสินเชื่อน่าจะโตได้ 4-5% แต่การเหยียบคันเร่งน่าจะเห็นในช่วงครึ่งหลังของปีตามทิศทางเศรษฐกิจที่น่าจะดีขึ้น และการขยายสาขาลงอำเภอที่ผ่านมาเรายังทำได้แค่ครึ่งเดียว ผ่านการขยายสาขา “สมหวัง เงินสั่งได้” เพิ่มเป็น 400 แห่ง จากที่มีอำเภอ 700 แห่ง รวมถึงขยายไปในตลาดรถยนต์อีวีที่เป็นไฮบริดที่ตลาดสนใจ โดยเราจะต้องมีการคำนวณการวางดาวน์และสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ที่เหมาะสม”

สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผลนั้น ในปีนี้ยังคงต้องรอดูทิศทางนโยบายของธปท.จะกำหนดอย่างไร หากธปท.ต้องการให้ดูแลลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยนโยบายอาจจะทำอย่างระมัดระวัง แต่หากสถานการณ์ลูกหนี้ที่ช่วยเหลือดีขึ้นก็คงมีการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ ซึ่งในปีที่ผ่านมากลุ่มทิสโก้ยังคงมีความสามารถในการการจ่ายเงินปันตามเกณฑ์ไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิ

นายเมธา ปิงสุทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยการเติบโตหลักๆ จะมาจากธุรกิจเช่าซื้อ แต่ปีนี้จะเน้นเติบโตในกลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียน และรถมือ 2 โดยกลุ่มธุรกิจรายใหญเห็นโอกาสในกลุ่มสินเชื่อพลังงานและอสังหาริมทรัพย์

โดยจะเสนอโซลูชั่นครบวงจรไม่ใช่เฉพาะแค่การปล่อยสินเชื่อ แต่ยังเป็นที่ปรึกษาการลงทุน รวมถึงการสร้าง Digital Platform ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นให้ลูกค้าได้เข้ามาใช้ ทั้งซื้อและขายรถ

สำหรับการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.รายได้ธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตและประกันภัย ซึ่งธนาคารได้ร่วมมือกับค่ายรถยนต์ผู้ผลิต 3-4 แบรนด์ โดยรับหน้าที่เป็น Captive finance ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้จากประกันภัย รวมถึงการจับมือกับค่ายประกันไม่จำกัดค่าย หรือเป็น Branded Insurance และ 2.รายได้กลุ่มธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)

โดยปีนี้จะเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีเงินฝากและลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่ม Mass-Affluent ที่มีเงินออมและสามารถเติบโตสูง โดยธนาคารจะเสนอผลิตภัณฑ์ประกันและลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล และโมบายแบงกิ้ง My Wealth ในการบริการ

“ตอนนี้มีฐานลูกค้า 1.5 ล้านรายผ่านช่องทางดิจิทัล โดยกลุ่มลูกค้าที่เปิดบัญชีเงินฝากใช้ช่องทางดิจิทัลทำธุรกรรม 100% แต่กลุ่มลูกค้า Private Bank ไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากมี RM ช่วยดูแล ส่วนกลุ่มเช่าซื้อยังใช้ไม่เยอะบางคนยังยอมจะไปจ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือ 7-11 ซึ่งเราจะต้องพยายามโปรโมทการใช้ให้มากขึ้น หรือกลุ่มกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังคงใช้ไม่ถึง 20% เมื่อรวมกันแล้วมีไม่ถึง 1 ใน 4 ที่ใช้ดิจิทัล”

นายชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในปีนี้โอกาสขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากธนาคารขยับไปในพอร์ตที่มีความเสี่ยงสูง แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี

โดยเอ็นพีแอลปัจจุบันอยู่ที่ 2.44% หรืออยู่ที่ 4,950 ล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากจุดพีกในปีก่อนที่อยู่ในระดับ 3.98% โดยคาดว่าปีนี้ขยับเพิ่มแต่คงไม่ถึงจุดพีกเหมือนปีก่อน ทั้งนี้ แม้ว่าจะขยับไปเล่นพอร์ตที่มีความเสี่ยง แต่ธนาคารยังคงมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้เพียงพอในอีก 12 เดือนข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้สำหรับปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 6,781 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน กำไรจากเงินลงทุน และค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง

โดยในรายละเอียด รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 9.7% จากปีก่อน สาเหตุมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุนที่เติบโต 46.2% จากการออกกองทุนใหม่ที่ได้รับการตอบรับที่ดี และการรับรู้ค่าธรรมเนียมตามผลประกอบการของกองทุน รายได้ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.1% จากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจธนาคารพาณิชย์ชะลอตัว 7.8% จากธุรกิจนายหน้าประกันภัย ที่ได้รับผลกระทบในช่วงเศรษฐกิจซบเซาจากการระบาดของโควิด-19 ประกอบกับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่ออ่อนตัวลง ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 4.9% ตามทิศทางการปล่อยสินเชื่อที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ บริษัทมีผลกำไรจากมูลค่าเงินลงทุนที่ตีมูลค่ายุติธรรมผ่านงบกำไรขาดทุน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย จากการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับสถานการณ์การระบาดที่เริ่มคลี่คลาย แม้ว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ในช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 16.8%

สำหรับเงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 มีจำนวน 202,950 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากสิ้นปีก่อนหน้า เนื่องมาจากบริษัทดำเนินนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากการระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) ลดลงจากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 2.4% ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีกว่าความคาดหมาย ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีระดับเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Loan Loss Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงที่ 236.7%

ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 25.2% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20.2% และ 5.0% ตามลำดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...