เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์
ข้อมูลเบื้องต้น
ประพันธ์โดย : 翎晨 แปลและเรียบเรียงโดย:
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ: 逐浪 (Zhulang)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Glory Forever Co.,LTD (สนพ.กวีบุ๊ค)
เหยียดหยามและดูแคลน เป็นสิ่งที่ ‘เนี่ยเฉิน’ ต้องพบเจอมาตลอดตั้งแต่เกิดมาในตระกูลเนี่ย หลังจากที่แม่ผู้ให้กำเนิดเสียชีวิต เขาก็ถูกไล่ออกจากตระกูลโดยอนุภรรยาและ ‘เนี่ยอวิ๋นเหอ’ ลูกของนาง อีกทั้งพ่อแท้ๆ ก็ไม่เคยสนใจไยดีกับเรื่องที่เกิดขึ้น
.
หลังจากออกมาพร้อมเถ้ากระดูกของแม่ เนี่ยเฉินปฏิญาณกับตัวเองแล้วว่าจะต้องกลับไปล้างแค้นพวกคนที่ดูถูกเหยียดหยามตนให้ได้ แต่ยังไปได้ไม่ไกลก็พบว่าตัวเองถูกคนที่เคยเรียกว่าครอบครัวส่งคนมาไล่ตามฆ่าจนทำให้อับจนหนทาง
.
ในขณะที่กำลังตกหน้าผาและคิดว่าจะจบชีวิตลงนั้นก็ปรากฏแสงทองออกมาจากหยกประดับที่แม่ทิ้งไว้ให้เพื่อช่วยชีวิต และได้รับพลังแห่งการสืบทอดวิชาที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่รอดชีวิตเพราะเขายังตายไม่ได้หากยังไม่ได้กลับไปล้างแค้น
เซียวเฉิน บุตรชายที่ถูกทอดทิ้ง
ตระกูลเนี่ย เมืองอวิ๋นไห่ ดินแดนเทียนเสวียน
“ไสหัวออกไปจากตระกูลเนี่ย เจ้าคนใช้ไม่ได้” เนี่ยอวิ๋นเหอมองเด็กหนุ่มที่ล้มอยู่บนพื้นแล้วลุกไม่ขึ้น ดวงตาทอแววชิงชังรังเกียจ “ขนาดท่านพ่อยังไม่สนใจสวะอย่างเจ้า แล้วเจ้ายังมีหน้าจะอยู่ในตระกูลเนี่ยต่อไปอีกหรือ”
“เนี่ยเฉิน ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าคงไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่ เอาหัวโขกกำแพงตายไปนานแล้ว” สตรีโฉมงามทางด้านข้างมองเนี่ยเฉินที่ล้มลงกับพื้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม
เซี่ยซื่อเป็นอนุภรรยาของเนี่ยเทียนไห่ท่านพ่อของเนี่ยเฉินซึ่งท่านพ่อได้แต่งนางเข้ามาในยามที่เซียวอวิ๋นหลันท่านแม่ของเนี่ยเฉินให้กำเนิดเขา และได้รับความโปรดปรานจากท่านพ่อเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังให้กำเนิดเนี่ยอวิ๋นเหอบุตรชายที่มีพรสวรรค์ดีเยี่ยม จึงยิ่งได้รับความโปรดปรานจากเนี่ยเทียนไห่มากขึ้น หลังจากที่นางให้กำเนิดเนี่ยอวิ๋นเหอแล้ว เนี่ยเทียนไห่ก็โยนเนี่ยเฉินซึ่งมีพรสวรรค์ย่ำแย่และมารดาของเขาทิ้งไว้ด้านข้าง
เวลานั้น แม้นท่านแม่ของเนี่ยเฉินจะเป็นภรรยาเอก แต่ในความเป็นจริงวาจากลับมีน้ำหนักน้อยกว่าอนุภรรยาอีกคนหนึ่งลิบลับ ประกอบกับเนี่ยเทียนไห่ไม่ชอบนาง ความรู้สึกของทั้งสองคนจึงยิ่งจืดจางดั่งน้ำ และด้วยความไม่ชอบท่านแม่ของเนี่ยเฉินที่มีอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น นับจากเนี่ยเฉินถือกำเนิดมาจึงไม่ได้รับความสำคัญจากเนี่ยเทียนไห่อีกเลย
ตั้งแต่วัยเยาว์ เนี่ยเฉินนั้นต่ำต้อยกว่าผู้อื่น ต่อให้เขาเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของตระกูลเนี่ยก็ตาม แต่เขากับน้องชายร่วมบิดาผู้นั้นกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อีกทั้งเขากับท่านแม่ยังถูกมารดารองใจร้ายรังแกไปเสียทุกเรื่อง สุดท้ายท่านแม่ของเขาทนไม่ไหวและตายไปอย่างคับแค้นใจ
ส่วนเขาก็ถูกรังแกต่อไป จนกระทั่งถึงวันนี้
เนี่ยเฉินมีสีหน้าปั้นยาก ดวงตายิ่งทอแววเจ็บช้ำ
ทุกคนในตระกูลเนี่ยต่างมองดูอยู่เงียบๆ แม้ไม่ได้เอ่ยวาจาใด แต่สายตาของพวกเขากลับบ่งบอกทุกสิ่งอย่างชัดเจน
ว่าเหยียดหยาม ดูแคลน!
เนี่ยเฉินค่อยๆ ตะกายขึ้นจากพื้น บนตัวมีรอยแผล มุมปากมีโลหิตไหลออกมาช้าๆ ทว่าเขากลับไม่นำพา ดวงตาคู่นั้นแฝงนัยยืนกราน มองเซี่ยซื่อแล้วเอ่ยว่า “แม่รอง ข้าอยากพบท่านพ่อ”
เซี่ยซื่อเอ่ยว่า “ท่านพ่อไม่อยากเจอเจ้า และให้ข้านำความมาบอกว่าเขาไม่มีบุตรชายใช้การไม่ได้อย่างเจ้า ให้เจ้าไสหัวออกจากตระกูลเนี่ยตั้งแต่วันนี้ นับจากนี้ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเจ้า เจ้าไม่ใช่คนของตระกูลเนี่ยอีกต่อไป”
เซี่ยซื่อกำลังถ่ายทอดคำพูดต่อเนี่ยเฉิน แต่กลับดูเหมือนประกาศเรื่องเนี่ยเฉินถูกไล่ออกจากตระกูลต่อหน้าทุกคนมากกว่า
เนี่ยเฉินกำมือสองข้างแน่นจนซีดขาว
“แม่รอง ถึงจะไล่ข้าออกจากตระกูลก็ต้องให้ท่านพ่อมาพูดกับข้าด้วยตนเอง ข้าเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอก ผู้สืบทอดในอนาคตของตระกูลเนี่ย ท่านกับเนี่ยอวิ๋นเหอยังไม่คู่ควร” เนี่ยเฉินเอ่ยเรียบๆ ไม่เหลือบแลนางสักแวบ จากนั้นเขาได้ก้าวเท้าเดินเข้าประตูใหญ่ของตระกูลเนี่ย ทว่าเพิ่งเดินไปหนึ่งก้าวก็ถูกคนขวางไว้
เนี่ยเฉินมองบ่าวไพร่ด้วยแววตาเย็นเยียบ และกวาดสายตามองทุกคน ”ตอนนี้ข้ายังเป็นนายน้อยของตระกูลเนี่ย ใครกล้าขัดขวาง หลีกไปเสีย ข้าจะพบท่านพ่อ”
ราวกับว่าคำพูดของเนี่ยเฉินสามารถสยบบ่าวไพร่ได้ มือที่คว้าเขาไว้จึงคลายออกเล็กน้อย
เมื่อเนี่ยเฉินกำลังเหยียบย่างเข้าประตูใหญ่ตระกูลเนี่ยก็พลันถูกพลังสายหนึ่งลากออกมาและเหวี่ยงลงพื้นอย่างแรง
“เนี่ยเฉิน ท่านพ่อบอกแล้วว่าตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเจ้า เจ้ายิ่งไม่คู่ควรจะเหยียบย่างเข้าประตูใหญ่ของตระกูลเนี่ย ถ้าเจ้ายังไม่รู้จักดีชั่ว ก็อย่าโทษว่าข้าไม่คำนึงถึงความเป็นพี่น้องมานานปี” ระหว่างเอ่ยวาจา ในดวงตาของเนี่ยอวิ๋นเหอมีแววยิ้มแย้ม เพียงแต่รอยยิ้มนั้นเสียดสีถึงเพียงไหน เขาอยากจะกำจัดเนี่ยเฉินโดยเร็วมานานแล้ว แต่ติดที่เนี่ยเฉินมีศักดิ์เป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเนี่ย จึงรีรอไม่ลงมือให้ลุล่วง ในเมื่อบัดนี้เนี่ยเฉินถูกไล่ออกจากตระกูลแล้ว เขาจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร
เนี่ยเฉินไม่ขยับ เขายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ความเจ็บปวดบนร่างกายทำให้เกิดอาการชาหนึบ เรื่องราวในอดีตก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาตรงเบื้องหน้าไม่ขาดสาย
นับตั้งแต่จำความได้ก็ใช้ชีวิตอยู่กับท่านแม่ ที่นั่นเป็นเรือนเล็กๆ ผุพัง ไม่มีบ่าวไพร่ มีเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น ทุกวันท่านแม่ต้องหลั่งน้ำตาอาบหน้า ส่วนเขากลับไม่เข้าใจอะไรเลย
มีวันหนึ่งเขาวิ่งไปซักไซ้ท่านพ่อว่า เหตุใดท่านแม่ที่เป็นภรรยาเอกต้องอาศัยอยู่ในเรือนผุพัง ส่วนมารดารองที่เป็นอนุภรรยากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าท่านแม่ แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นการทุบตีอย่างอำมหิตของเนี่ยเทียนไห่ ท่านแม่สงสารเขาจนต้องไปถกเหตุผลกับท่านพ่อ
ผลคือถูกเนี่ยเทียนไห่ตบคว่ำกับพื้น ท่านแม่ซึ่งเดิมทีร่างกายอ่อนแออยู่แล้วจึงล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น อีกทั้งถูกเซี่ยซื่อเยาะเย้ยถากถางไม่ได้ขาด สุดท้ายในราตรีหนึ่ง ท่านแม่ก็ตายจากไปด้วยความคับแค้นใจ
พอคิดถึงตรงนี้ ในใจของเนี่ยเฉินก็ยิ่งโกรธเกรี้ยว
สองคนที่อยู่เบื้องหน้าเป็นฆาตกรทำร้ายท่านแม่จนตาย แต่ท่านพ่อของตนเองกลับไม่สนใจไยดี วันที่สองหลังจากท่านแม่จากโลกนี้ไปก็ตั้งเซี่ยซื่อเป็นภรรยาเอกทันที ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ในหัวใจเขาก็เย็นเยียบ
สำหรับเขาแล้วตระกูลนี้ไม่มีสิ่งใดให้อาลัยอาวรณ์ สิ่งเดียวที่มีค่าควรแก่การอาวรณ์คือท่านแม่และคำสัญญาก่อนสิ้นลมกับท่านแม่ในตอนนั้น
ขณะที่เนี่ยเฉินกำลังเหม่อลอย มีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาจากประตูใหญ่ตระกูลเนี่ย มองเนี่ยเฉินด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาคือเนี่ยเทียนไห่ ประมุขตระกูลเนี่ย บิดาของเนี่ยเฉิน
เนี่ยเฉินมองเนี่ยเทียนไห่โดยไม่เอ่ยวาจา ส่วนเนี่ยเทียนไห่เอ่ยชืดๆ “ตระกูลเนี่ยจะไม่เก็บเศษสวะเอาไว้ ดังนั้น คำพูดที่เหลือคงไม่จำเป็นต้องให้ข้ากล่าว”
“ในเมื่อท่านไม่เคยรักนาง เหตุใดต้องแต่งงานกับนาง ให้นางถูกเหยียดหยามนานัปการและตายไปด้วยความคับแค้นใจเช่นนี้?” น้ำเสียงของเนี่ยเฉินเปลี่ยนเป็นเย็นชา ดวงตามีเพลิงโทสะเต้นระริกอยู่รางๆ มองเนี่ยเทียนไห่พลางเอ่ยซักไซ้
คนที่เขาพูดถึงคือท่านแม่
“สิบเจ็ดปีมานี้ ท่านไม่เคยเห็นข้าเป็นบุตรชาย ผู้อื่นรังแกข้าแต่ท่านกลับสั่งสอนข้าแทน ข้าทุบตีผู้อื่นไม่ว่าถูกหรือผิด ท่านก็มักจะตำหนิว่าข้าผิด แต่ข้ายังอยู่ในตระกูลเนี่ยดังเดิม ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?” เนี่ยเฉินยิ้มขื่น
เนี่ยเทียนไห่มองเนี่ยเฉินนิ่งๆ โดยไม่เอ่ยวาจา
“ข้าทำเพื่อท่านแม่ เมื่อตอนมีชีวิตอยู่ท่านแม่ของข้าไม่ได้รับความโปรดปรานจากท่าน จนกระทั่งตายท่านก็ไม่ได้อยู่ข้างกายท่านแม่ แต่นางกลับหวังว่าข้าจะรั้งอยู่ข้างกายท่าน ทำหน้าที่ผู้เป็นบุตรชายได้ดังเดิม…” เอ่ยถึงตรงนี้ หางตาเนี่ยเฉินก็มีหยาดน้ำตาร่วงหล่น
“สิบเจ็ดปีแล้ว ท่านให้ชีวิตข้ามาสิบเจ็ดปี แต่ข้าก็ใช้เวลาสิบเจ็ดปีทดแทนจนหมดสิ้น ชีวิตที่เหลือ ท่านกับข้าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันอีก นับจากนี้สิ้นเยื่อขาดใย เอาเถ้ากระดูกท่านแม่มาให้ข้า ข้าจะไปจากตระกูลเนี่ยทันทีและจะไม่หวนคืนมาอีก” เนี่ยเฉินเอ่ยเรียบๆ
หัวใจของเขาเจ็บปวดหรือไม่ แน่นอนว่าเจ็บปวด
ทว่าเขาก็สบายใจเช่นกัน แม้เขาไม่ได้ทำตามคำสั่งเสียของท่านแม่ให้ลุล่วง แต่เขาได้พยายามอย่างเต็มที่แล้ว เขาถามไถ่ตนเองก็ไม่รู้สึกละอายใจ ต่อให้วันหน้าได้เจอกับท่านแม่ในยมโลกก็ไม่รู้สึกผิด
คิดถึงตรงนี้มุมปากเนี่ยเฉินผุดรอยยิ้มบางๆ
ไม่ขมขื่น ไม่เสียใจ มีเพียงความสบายใจ
เขารู้สึกได้ถึงความสบายใจที่ไม่เคยมีมาก่อน
“นำเถ้ากระดูกของเซียวอวิ๋นหลันมาให้เขา” เนี่ยเทียนไห่เอ่ยเรียบๆ เขาไม่มีความรู้สึกต่อเซียวอวิ๋นหลันภรรยาของตนเองที่เสียชีวิตไปมากเท่าใดนัก กับบุตรชายแท้ๆ ตรงหน้าก็เป็นเช่นเดียวกัน
เนี่ยอวิ๋นเหอเดินเข้าไป ครู่หนึ่งก็ถือกล่องไม้เดินมาช้าๆ ทว่าดวงตาเขากลับมีเลศนัย
ขณะที่เนี่ยเฉินเตรียมจะรับเถ้ากระดูกของท่านแม่มา มือของเนี่ยอวิ๋นเหอพลันสั่น กล่องเถ้ากระดูกร่วงหล่น เถ้ากระดูกกระจายเกลื่อนพื้น
“ขอโทษจริงๆ มือมันสั่น”
เนี่ยอวิ๋นเหอรีบบอก แต่ไม่ว่าใครก็ฟังออกว่าในน้ำเสียงของเขาไม่มีเจตนาขอโทษเลย มีเพียงแววหยอกล้ออย่างเข้มข้นเท่านั้น
เนี่ยเฉินสีหน้าแปรเปลี่ยน รีบคุกเข่าลงหมายจะเก็บรวบรวมเถ้ากระดูกที่กระจัดกระจายกว่าครึ่งขึ้นจากพื้น ทว่าสวรรค์ราวกับต่อต้านเขามิปาน เถ้ากระดูกถูกลมหอบหนึ่งพัดกระจาย ไม่ว่าเนี่ยเฉินจะคว้าจับไว้อย่างไรก็ไม่เป็นผล เขามองเถ้ากระดูกของท่านแม่ถูกลมพัดหายไปโดยไร้ร่องรอย เนี่ยเฉินน้ำตาคลอ ในพริบตาสองตาก็แดงซ่าน
กล่าวได้ว่าท่านแม่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตเนี่ยเฉิน ไม่มีใครเทียบได้ ต่อให้บัดนี้ล่วงลับไปแล้ว ในหัวใจของเนี่ยเฉินก็ไม่มีผู้ใดสำคัญกว่า แต่ตอนนี้เห็นเนี่ยอวิ๋นเหอเหยียดหยามท่านแม่ตนเองปานนี้ หัวใจเนี่ยเฉินดั่งถูกมีดกรีด แทบคลุ้มคลั่งมิปาน
“เนี่ยอวิ๋นเหอ ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เนี่ยเฉินลุกขึ้น สองตามีเส้นเลือดขึ้นอย่างไม่พอใจ ไม่มีเถ้ากระดูกของท่านแม่แล้ว เขาอยากจะสับเนี่ยอวิ๋นเหอเป็นพันชิ้นหมื่นชิ้น จากนั้นก็ยื่นมือไปบีบคอเนี่ยอวิ๋นเหอ ตอนนี้เขามีเพียงความคิดเดียว
นั่นคือฆ่าเนี่ยอวิ๋นเหอเสีย
ฆ่าเขาเสีย!
เนี่ยอวิ๋นเหอถูกบีบคอจนบวมแดงไปทั้งหน้าจึงต่อยออกไปหมัดหนึ่ง เนี่ยเฉินล้มถอยหลัง เนี่ยอวิ๋นเหอเกิดโทสะ ลงมือเตะต่อยเนี่ยเฉินยกหนึ่งทันที
“เศษสวะ ยังคิดจะฆ่าข้า ไปตายเสียเถอะ”
เนี่ยเฉินมีความสามารถแค่ขั้นฐานจิต จะสู้เนี่ยอวิ๋นเหอที่อยู่ขั้นสร้างปราณห้าชั้นฟ้าได้อย่างไร เขาไม่มีเรี่ยวแรงตอบโต้ทันใด แต่กลับต่อสู้กับเนี่ยอวิ๋นเหอดังเดิม ต่อให้ตายแล้วอย่างไรเล่า คนที่ทำร้ายท่านแม่ของข้าล้วนยกโทษให้ไม่ได้
เนี่ยเทียนไห่มองทั้งสองคน สายตาไหววูบเล็กน้อย เห็นว่าเนี่ยเฉินมิใช่คู่ต่อสู้ของเนี่ยอวิ๋นเหอ สุดท้ายจึงเอ่ยเนิบๆ “อวิ๋นเหอ ให้เขาไปเถอะ”
เนี่ยอวิ๋นเหอถ่มน้ำลายใส่เนี่ยเฉินอย่างแรง จากนั้นเดินกลับไปอย่างไม่สมใจอยาก
ร่างกายเนี่ยเฉินเต็มไปด้วยรอยแผล มองทุกคนในตระกูลเนี่ยด้วยสองตาแดงซ่าน เอ่ยเสียงแหบห้าว “คนตระกูลเนี่ย ข้าจะจดจำเรื่องในวันนี้ไปชั่วชีวิต ขอเพียงข้าไม่ตาย ข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับพวกเจ้า”
จากนั้นสายตาของเขากวาดมองไปทางเนี่ยอวิ๋นเหอ เอ่ยอย่างเย็นชา “เนี่ยอวิ๋นเหอ วันหน้าข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้ ข้าจะใช้โลหิตของเจ้ามาล้างอายให้ท่านแม่กับข้า”
เนี่ยเฉินเอ่ยจบก็อุ้มกล่องเถ้ากระดูกของท่านแม่เดินกะโผลกกะเผลกจากไป เนี่ยอวิ๋นเหอกลับไม่นำพา เศษสวะคนหนึ่งจะข่มขู่ตระกูลเนี่ยได้อย่างไร? นับประสาอะไรกับฆ่าเขา? เกรงว่าไม่นานคงตายอยู่ข้างถนน…
เนี่ยเทียนไห่หันกายจากไปโดยไม่เอ่ยวาจา เนี่ยอวิ๋นเหอและเซี่ยซื่อรีบติดตามด้านหลังเขา
หลังจากนั้น เนี่ยเฉินก็ไปจากตระกูลเนี่ยและฝังเถ้ากระดูกท่านแม่ของตนเองไว้นอกเมืองที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง
“ท่านแม่ เฉินเอ๋อร์ไร้สามารถ แม้แต่เถ้ากระดูกของท่านยังปกป้องไว้ไม่ได้ ทำให้หลังจากท่านตายไปยังต้องถูกคนหยามเกียรติ ลูกช่างไม่ได้ความ…” ว่าแล้ว ดวงตาของเนี่ยเฉินก็น้ำตาคลอ เขาโขกศีรษะกับสุสานอย่างแรงจนหน้าผากมีโลหิตสดไหลออกมาช้าๆ
เนี่ยเฉินมองสุสานของท่านแม่ด้วยดวงตาแดงก่ำ ปลดปล่อยความรู้สึกที่สะกดไว้ในใจของตนเป็นเวลาสิบกว่าปีออกมาในขณะนี้ อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี สามารถอดทนมาจนถึงตอนนี้ได้นับว่าไม่ง่ายดายอย่างยิ่ง
เนี่ยเฉินคุกเข่าร่ำไห้อย่างเจ็บปวดโดยไร้สุ้มเสียงหน้าสุสานของเซียวอวิ๋นหลัน ระบายความอยุติธรรมที่ได้รับมาสิบกว่าปี รวมถึงการที่เขากับท่านแม่ถูกตระกูลเนี่ยหยามเกียรติ
เนี่ยเฉินร้องไห้อยู่หนึ่งชั่วยามเต็มๆ หลังระบายออกมาเนี่ยเฉินก็มิได้ล้มแล้วลุกไม่ได้ ทว่าเขากลับมายืนหยัดขึ้นอีกครา
“ท่านแม่ นับจากวันนี้ไปข้าจะใช้แซ่ตามท่าน ข้าจะมีนามว่าเซียวเฉิน ในโลกนี้ไม่มีคนชื่อเนี่ยเฉินอีกต่อไป”
แววตาของเซียวเฉินมีความดื้อรั้นและแน่วแน่ “ข้าจะต้องทำให้ตระกูลเนี่ยจ่ายค่าตอบแทนให้ได้!”
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ล่าสังหารมา เข่นฆ่ากลับ
เบื้องหน้าสุสานโดดเดี่ยวแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มยืนอยู่เนิ่นนาน แต่ท้องฟ้ายามสายัณห์สีแดงฉาน กลับทำให้บนเวิ้งนภางามตระการเป็นพิเศษ
สายตาของเด็กหนุ่มไม่คลาดจากสุสานเลยสักนิดเป็นเวลานาน ตัดใจไม่ได้แต่ก็จำต้องไปแล้วแสดงความแน่วแน่
“ท่านแม่ เฉินเอ๋อร์จะไปจากเมืองอวิ๋นไห่ แต่ข้าจะไม่ลืมการที่ตระกูลเนี่ยหยามเกียรติท่านกับข้า ยามที่ข้ากลับมาก็คือเวลาที่ตระกูลเนี่ยต้องชดใช้” สายตาของเซียวเฉินเปล่งแววเย็นเยียบ สีหน้าไร้ความรู้สึก เขาไม่มีความผูกพันใดๆ กับตระกูลเนี่ยให้เอ่ยถึงนานแล้ว
ยามที่เนี่ยอวิ๋นเหอทำลายเถ้ากระดูกท่านแม่ของเขา เนี่ยเทียนไห่มิเพียงไม่ได้ห้ามปราม แต่ถึงขั้นไม่พูดจาแทนเขาเลยสักประโยคเดียว เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะรู้ได้ว่าเขามีความผูกพันกับตนเบาบางขนาดไหน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ไยต้องมีความผูกพันกับเขาอีก
เซียวเฉินมีเพียงความเกลียดชังต่อเขาเท่านั้น!
เซียวเฉินแบกสัมภาระไว้บนหลังแล้วหันกายเดินจากไป แต่ในเวลานี้เอง พลันมีเสียงลมดังขึ้นจากด้านหลัง เซียวเฉินสะท้านในใจ แต่ก็สายเกินไป มีดคมกริบเล่มหนึ่งทะลุร่างของเขาแล้ว เขากระอักโลหิตสดออกมาคำหนึ่ง ร่างล้มปลิวออกไปร่วงพื้นโดยแรง
พรวด!
เมื่อหลังล้มลงพื้น เซียวเฉินก็กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง
“คุณชายใหญ่ ล่วงเกินแล้ว พวกเรารับคำสั่งมากระทำการ” ลู่เหิงมองเซียวเฉินด้วยสีหน้าหนักอึ้ง เขาอยู่ในตระกูลเนี่ยมานานปี นี่คือครั้งแรกที่เขาสังหารคนตระกูลเนี่ย อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นบุตรชายคนโตในภรรยาเอกของตระกูลเนี่ยด้วย
ต่อให้ถูกไล่ออกจากตระกูล ทว่าสายโลหิตยังคงอยู่
จะโทษก็ได้แต่โทษว่าคนที่ถูกไล่ออกจากตระกูลคือเขา มิใช่ผู้อื่น
ดังนั้น นี่คือชะตา
เซียวเฉินมองคนทั้งสอง ในใจหดหู่
ท่านพ่อคนนี้ของตนตัดสินใจเด็ดขาดจริงๆ ไล่ตนออกจากตระกูลไม่พอ ยังส่งคนมาลอบสังหารตนอีก ไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์พ่อลูกโดยแท้
คิดถึงตรงนี้ เซียวเฉินก็ยิ้ม
เพียงแต่รอยยิ้มอ้างว้างและโดดเดี่ยวถึงเพียงนั้น
“ท่าทางคนตระกูลเนี่ยคงทนเห็นข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้จริงๆ” เซียวเฉินไอสองที จากนั้นก็ยิ้ม “หรือว่าพวกเขากลัวข้าจะกลับมาแก้แค้น ขี้ขลาดเหมือนหนูขนาดนี้ คู่ควรที่จะเป็นผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองอวิ๋นไห่จริงหรือ”
เซียวเฉินยิ่งยิ้มแย้ม ขณะที่สีหน้ายิ่งเยียบเย็น
“ต่อให้ข้าตาย ข้าก็ต้องกัดเนื้อบนร่างพวกเจ้าออกมาชิ้นหนึ่ง” ระหว่างที่พูด เซียวเฉินคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว หยัดร่าง เดินไป ในมือมีมีดสั้นเพิ่มมาเล่มหนึ่ง แทงคนทั้งสองโดยแรง
ลู่เหิงและลู่หยวนต่างมีความสามารถขั้นแรกกำเนิดสามชั้นฟ้าระดับสูงสุด ส่วนเซียวเฉินมีความสามารถแค่ขั้นฐานจิตสามชั้นฟ้าเท่านั้น ถึงมีดสั้นของเขาจะแทงโดนคนทั้งสองจริงๆ ก็อาจทำร้ายคนทั้งสองไม่ได้ ยิ่งกว่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งสองจะยืนให้เขาโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว
ฟุ่บ!
เงาร่างคนทั้งสองขยับหลบได้สบายๆ จากนั้นก็ประทับหนึ่งฝ่ามือตรงเสื้อกั๊กของเซียวเฉิน เซียวเฉินถูกโจมตีลอยไปอย่างง่ายดาย โลหิตสดไหลลงมาตามมุมปากของเขาช้าๆ
เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนทั้งสองเลย
ท่านแม่ ข้าต้องตายอยู่ที่นี่แล้ว มิอาจล้างแค้นให้ท่านได้…
เซียวเฉินมองรอบด้าน จากนั้นก็เคลื่อนไหวหลอกล่อหนึ่งกระบวนท่า แล้ววิ่งสุดกำลังและพุ่งทะลวงโดยไม่สนใจสิ่งใด พวกลู่เหิงสองคนก็ตามติดอยู่ด้านหลัง
วิ่งมาพักหนึ่ง เซียวเฉินพลันหยุดลง
เบื้องหน้า คือหน้าผา
ส่วนด้านหลัง คนทั้งสองไล่ตามมาทันแล้ว เซียวเฉินหมดหนทางถอย
“เนี่ยเฉิน ไม่ต้องวิ่งแล้ว วันนี้เจ้าจำเป็นต้องตาย” ดาบในมือลู่หยวนวาบประกายเย็นเยียบแสบตาอย่างยิ่ง ลู่เหิงที่อยู่ทางด้านข้างก็ล้อมปิดหนทางถอยของเซียวเฉินกับเขาหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา
เซียวเฉินอดยิ้มไม่ได้
“ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะไม่ตายด้วยน้ำมือของพวกเจ้า” ว่าแล้วก็กระโดด ร่วงลงหน้าผา
คนตระกูลเนี่ย ถ้าข้าเซียวเฉินไม่ตาย ก็คือเวลาฆ่าล้างตระกูลพวกเจ้า
เงาร่างเซียวเฉินร่วงลงสู่ใต้หน้าผาลึกหมื่นจั้ง
เมื่อเห็นเซียวเฉินกระโดดหน้าผา ลู่หยวนจึงมองลู่เหิงแล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ทำอย่างไรดี?”
ลู่เหิงมองหน้าผาแห่งนั้น
“เป็นต้องเห็นคน ตายต้องเห็นศพ”
……
เนื่องจากเซียวเฉินถูกลู่เหิงฟันเข้าหนึ่งดาบจนเสียเลือดมากเกินไป ยามนั้นสติจึงเลื่อนลอยอยู่บ้าง สุดท้ายเขาค่อยๆ หลับตาทั้งสองข้างลง ทว่าก่อนหลับตา เขากลับยังเห็นความไม่ยินยอมในดวงตาของตนเอง
ต้องตายแล้วหรือ?
แถมข้ายังต้องตายด้วยน้ำมือของคนตระกูลเนี่ย
แต่ข้ายังไม่อยากตาย ข้ายังไม่ได้ชำระแค้นเลย…
หึหึ เซียวเฉิน สวรรค์ต้องการพิฆาตเจ้า!
ร่างของเซียวเฉินร่วงลงไปด้วยความเร็วสูงสุด ทว่าในเวลานี้เอง ร่างของเซียวเฉินพลันเปล่งแสงสีทองที่ห่อหุ้มเขาไว้เป็นชั้นๆ หากเวลานี้เซียวเฉินตื่นขึ้นมาก็จะค้นพบอย่างน่าประหลาดใจว่าแสงสีทองที่ช่วยตนเอาไว้คือหยกประดับที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้
ในหยกประดับมีอัญมณีดั่งคริสตัลเม็ดหนึ่งสาดแสงวิญญาณได้ไม่สิ้นสุด หลอมรวมเข้าสู่ร่างของเซียวเฉิน รักษาอาการบาดเจ็บของเขาและถึงขั้นกำลังปรับปรุงร่างกายของเขาด้วย
บาดแผลของเซียวเฉินกำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ ถึงขั้นร่างกายค่อยๆ โปร่งใส เห็นโลหิตและชีพจรภายในร่างได้อย่างชัดเจน กระทั่งชีพจรวิญญาณของเขาโปร่งใสดั่งคริสตัลทั้งหมด
เดิมทีเซียวเฉินเพียงทะลวงชีพจรวิญญาณไปสามสาย ทว่าเส้นทางแห่งมรรคาบู๊จำเป็นต้องทะลวงชีพจรวิญญาณถึงหกสายจึงจะสามารถเหยียบย่างเข้าสู่การฝึกบำเพ็ญ ดังนั้น เซียวเฉินจึงหยุดอยู่ที่ขั้นฐานจิตมาตลอด
ทว่า เวลานี้ชีพจรวิญญาณของเซียวเฉินค่อยๆ ทะลวงทีละจุดภายใต้การสาดส่องของแสงวิญญาณ
เมื่อเซียวเฉินได้สติก็มีสีหน้างุนงง
“ข้าไม่ตายหรือ?” เซียวเฉินรู้สึกได้ว่าตนมีกำลังวังชาเปี่ยมล้นผิดปกติ หลังจากตรวจสอบถึงกับเผยสีหน้าลิงโลดแทบคลุ้มคลั่ง
“ขั้นแรกกำเนิด…ข้าย่างเข้าสู่ขั้นแรกกำเนิดแล้ว”
ตูม!
เซียวเฉินต่อยหนึ่งหมัด เปลวเพลิงพวยพุ่งสู่ฟ้า แกร่งกล้าอย่างน่าประหลาด อานุภาพเทียบได้กับเคล็ดวิชาขั้นนิล
“ไม่ว่าด้วยเหตุใดที่ทำให้ข้าเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง แต่นับจากวันนี้ไป มีข้าเซียวเฉิน ในโลกนี้ก็ไม่อนุญาตให้มีการคงอยู่ของตระกูลเนี่ย” สายตาเซียวเฉินสาดประกายเย็นเยียบ น้ำเสียงหยิ่งผยอง
สามวันต่อมา พวกลู่เหิงสองคนยังไม่ได้จากไป เพราะพวกเขากำลังค้นหาศพของเซียวเฉินหลังกระโดดลงจากหน้าผา แต่การค้นหากลับไร้ผล ไม่พบร่องรอยเลยสักนิด พวกเขาไม่มีทางกลับไปรายงาน ได้แต่เดินลาดตระเวนต่อ
“พี่ใหญ่ เจ้าเศษสวะเนี่ยเฉินคนนั้นอาจจะถูกสัตว์ร้ายกินไปแล้วก็เป็นได้” ลู่หยวนเอ่ยกับลู่เหิงแบบหมดความอดทน
“ในเมื่อถูกสัตว์ร้ายกิน หรือว่าไม่มีรอยเลือดเลยสักนิด ก็เป็นไปได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่” ลู่เหิงเอ่ยช้าๆ
ลู่หยวนมีสีหน้าดูแคลน “พี่ใหญ่ ท่านคิดมากเกินไป อย่าว่าแต่เจ้าเศษสวะนั่นเลย ด้วยความสามารถของพวกเรา ถ้าร่วงลงมาจากข้างบนก็เป็นไปไม่ได้ที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะยังไม่ตายได้อย่างไร?”
ขณะที่เสียงของลู่หยวนเพิ่งสิ้นสุดลง อีกเสียงหนึ่งก็ค่อยๆ ดังขึ้นมา
“ข้าทำให้พวกเจ้าผิดหวังแล้ว เพราะข้าดันมีชีวิตรอดมาได้”
ลู่เหิงและลู่หยวนตกตะลึงสุดขีด หันหน้าไปมองตามเสียงนั้น เห็นเซียวเฉินในสภาพร่างที่ไม่บุบสลายยืนอยู่ไม่ไกลและกำลังมองพวกตนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่คนทั้งสองกลับเห็นเจตนาสังหารในดวงตาของเขา
“มีชีวิตอยู่แล้วอย่างไรเล่า ก็ยังต้องตายอยู่ดี” ลู่หยวนถ่มน้ำลาย ยกดาบขึ้นพุ่งเข้าหา ดาบใหญ่ร่ายรำ เงาดาบเป็นชั้นๆ ดั่งเงามายา หากเป็นเซียวเฉินคนก่อนต้องถูกสังหารภายใต้การโจมตีครั้งนี้เป็นแน่ แต่เซียวเฉินในยามนี้มิใช่เซียวเฉินในตอนนั้นอีกแล้ว
ฟุ่บ!
เซียวเฉินขยับเท้า หลบการโจมตีคร่าชีวิตได้อย่างสบายๆ
ลู่เหิงที่อยู่ด้านหลังตกใจสุดขีด
เป็นไปได้อย่างไร? ลู่หยวนมีความสามารถขั้นแรกกำเนิดสามชั้นฟ้าระดับสูงสุดนะ!
เนี่ยเฉินมีความสามารถแค่ขั้นฐานจิต จะหลบการโจมตีของเขาได้อย่างไร?
ครู่ถัดมา เซียวเฉินก็ฟาดหนึ่งฝ่ามือ เปลวเพลิงพวยพุ่ง สังหารลู่หยวนอย่างอำมหิต เวลานี้ลู่หยวนอยู่กลางอากาศหลบหลีกไม่ได้เลย การโจมตีในครั้งนี้เข้าไปที่ร่างของลู่หยวนอย่างหนักหน่วง
ตูม!
“อ๊า” ลู่หยวนกรีดร้องอย่างอนาถ ร่างกายถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนไม่เหลือผิวหนังที่สมบูรณ์ เขานอนอยู่บนพื้นแล้วร้องคร่ำครวญไม่หยุด แต่ไม่นานก็ไร้เสียง ลู่เหิงดูฉากนี้แบบอกสั่นขวัญแขวน ในใจยิ่งพรั่นพรึงไม่วาย
เซียวเฉินเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่งปานนี้ตั้งแต่เมื่อใด?
สายตาของเซียวเฉินมองไปทางลู่เหิง
“บอกข้ามา ใครใช้ให้พวกเจ้ามาฆ่าข้า?” สายตาของเซียวเฉินทอแววเย็นเยียบ ห่อหุ้มลู่เหิงไว้ประหนึ่งหล่มน้ำแข็ง ลู่เหิงสีหน้าแปรเปลี่ยน ตกตะลึงพรึงเพริด
เห็นลู่เหิงไม่เอ่ยวาจา เซียวเฉินสืบเท้ามาก้าวหนึ่ง
“ไม่พูด เช่นนั้นตายเสียเถอะ”
พริบตานั้น ร่างของเซียวเฉินเปล่งแสงสีดำ พลังเสวียนอันไร้ขอบเขตนั้นทะลักทลายมาดุจคลื่นทะเล ในที่สุดดวงตาของลู่เหิงก็มีแววไหววูบวาบผ่าน
“เจ้าถึงกับบรรลุขั้นแรกกำเนิด!”
สิ่งที่ตอบคำถามเขาคือมีดสั้นของเซียวเฉิน ฝีเท้าของเซียวเฉินซ้อนทับกัน เงาร่างดุจภูติพราย เมื่อลู่เหิงออกจากอาการตกตะลึงก็ถูกเซียวเฉินตัดแขนไปข้างหนึ่งแล้ว โลหิตสดสาดออกมาเป็นสาย
“คุณชายใหญ่ ไว้ชีวิตด้วย…ข้าบอก ข้าบอก…”
ลู่เหิงกอดแขนคุกเข่าล้มลงกับพื้น เวลานี้ความสามารถของเซียวเฉินมิใช่คนที่เขาสามารถเทียบได้อีกต่อไป หากแข็งขืนคงตายอย่างไม่ต้องสงสัย เซียวเฉินมองลู่เหิงแล้วเอ่ย “ข้าออกจากตระกูลเนี่ยแล้ว ไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายใหญ่ เจ้าแค่ต้องบอกสิ่งที่เจ้ารู้แก่ข้า”
ลู่เหิงพยักหน้าหงึกๆ อย่างรวดเร็ว
“ขอรับ ขอรับ ความจริงคนที่ต้องการสังหารท่านมิใช่ประมุขตระกูลเนี่ย แต่เป็นเนี่ยอวิ๋นเหอ เขาให้พวกข้าสองคนพี่น้องมาฆ่าปิดปากท่าน เพราะเขาไม่คิดจะทิ้งเภทภัยไว้ให้ตนเอง”
เอ่ยถึงตรงนี้ สายตาของเซียวเฉินเย็นเยียบ เจตนาสังหารลุกโชน
แม้เซียวเฉินกับเนี่ยอวิ๋นเหอจะมิใช่พี่น้องร่วมมารดา แต่ก็ถือว่าร่วมสายโลหิต เพราะเป็นพี่น้องร่วมบิดากัน เรื่องราวมากมายในอดีตน่ะช่างเถอะ คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้เขาถึงกับลงมือสังหารตนอย่างอำมหิต
เซียวเฉินเงื้อมีดสั้น ปักเข้าหัวใจของลู่เหิง
“คุณชายใหญ่ ท่าน…”
เซียวเฉินยิ้มเอ่ยว่า “ข้าให้เจ้าพูด แต่ข้ามิได้บอกว่าจะไม่ฆ่าเจ้า”
ร่างของลู่เหิงค่อยๆ ล้มลงพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
เซียวเฉินได้ค้นเจอแหวนเก็บของจากร่างของลู่เหิง บัดนี้เซียวเฉินมีความสามารถขั้นแรกกำเนิด เขาใช้การรับรู้สำรวจภายในนั้น ใบหน้าเผยความปีติยินดีออกมาทันควัน นี่คือภายในแหวน มีพื้นที่ว่างสำหรับเก็บของประมาณสิบเมตร มีผลึกเสวียนอย่างน้อยนับร้อยก้อน แล้วยังมีเคล็ดวิชาฝึกปรืออีกหนึ่งชุด ส่วนสิ่งที่เหลือล้วนเป็นของใช้ทั้งสิ้น
เซียวเฉินลบรอยประทับการรับรู้ของลู่เหิงทิ้งและสลักรอยประทับของตนเองไว้ในนั้น ครู่หนึ่งจึงออกมา
“เจ้าหมอนี่มีของดีไม่น้อย ท่าทางตระกูลเนี่ยต้องมีรายได้งามเป็นแน่ แต่ตอนนี้แหวนเป็นของแซ่เซียวแล้ว” เซียวเฉินยิ้มแล้วสวมแหวนไว้บนนิ้วของตนเอง จากนั้นสายตาก็เปลี่ยนเป็นลึกล้ำสุดเปรียบปาน มองอารมณ์ใดๆ ไม่ออก
“เนี่ยอวิ๋นเหอ…”
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
คัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณ
ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง เซียวเฉินนั่งขัดสมาธิ ร่างกายถูกพลังเสวียนห่อหุ้ม เวลานี้เขากำลังอยู่ในภาวะฝึกปรือ ภายในจิตใต้สำนึก เบื้องหน้าของเขาปรากฏแสงสลัวแถบหนึ่ง จำแนกทิศทางไม่ออก ทว่าเขากลับรู้สึกได้รางๆ ว่าแรงดึงดูดไร้ลักษณ์ขุมหนึ่งกำลังชักจูงให้ตนเองก้าวไปข้างหน้า
เซียวเฉินไม่ปฏิเสธแรงดึงดูดขุมนั้น
ตรงกันข้ามกลับรู้สึกสนิทชิดเชื้อ
วิ้ง!
เบื้องหน้าของเซียวเฉินค่อยๆ ชัดเจน สิ่งที่เข้าสู่คลองจักษุกลับเป็นความรกร้างราวกับกลียุคเมื่อครั้งบรรพกาลกระนั้น เทือกเขาและแม่น้ำทอดตัวยาว เวิ้งนภาฉาบด้วยสีเหลืองเข้มอยู่เจือจาง
“ที่นี่คือที่ไหน?” เซียวเฉินส่งเสียงพึมพำ
เมื่อเห็นความรกร้างเต็มตา เซียวเฉินอดมองไปรอบด้านไม่ได้ เขาถึงกับพบว่าทั้งหมดนี้เป็นพื้นรกร้างไร้ขอบเขต ทอดตามองไปไม่เห็นจุดสิ้นสุด
“กี๊ซ”
เสียงวิหคร้องกังวานดังขึ้น สั่นสะเทือนฟ้าดิน จากนั้นบนเวิ้งนภาก็ปรากฏวิหคเทพร่างขนาดหมื่นจั้ง ปีกสองข้างของวิหคเทพปิดฟ้าบังตะวัน เปลวไฟบนร่างเต้นระริก มีขนนกยาวเก้าอันบนขนหาง ตลอดร่างเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์ เจิดจ้าแสบตาสุดเปรียบปาน
เซียวเฉินตกตะลึง
“นี่คือสัตว์เทพหงสาหรือ?”
แม้ว่าเขามีความสามารถแค่ขั้นแรกกำเนิด แต่กลับจำสัตว์เทพเบื้องหน้าได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตา ในใจปั่นป่วนดั่งมีระลอกคลื่นพันชั้น สัตว์เทพที่มีอยู่แค่ในเทวตำนาน ไม่มีใครเคยเห็นร่องรอยของสัตว์เทพมาก่อน แต่ตอนนี้เขาถึงกับเห็นสัตว์เทพหงสา ราชันแห่งหมื่นวิหค
“คลื่นพลังวิญญาณนั้นช่างแกร่งกร้าวยิ่งนัก เกรงว่าถ้าเป็นในปัจจุบัน ไม่มีใครในดินแดนเสวียนเทียนสามารถต่อกรได้” เซียวเฉินมองวังวนหงสาอาบเพลิงบนเวิ้งนภา ดวงตาทอแววเร่าร้อน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาจึงมีความรู้สึกสนิทชิดเชื้อกับหงสาบางเบาถึงเพียงนี้
ข้อนี้เขาเองก็ไม่กระจ่างว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่
ระหว่างที่เซียวเฉินเหม่อลอย หงสาวิหคเทพตัวนั้นก็บินมาหาและพุ่งเข้าร่างของเขาในเวลาชั่วประกายไฟและปะทุออกมาโดยไร้ที่สิ้นสุด
“อ๊า!”
เซียวเฉินลืมตาขึ้นทันควัน พลังเสวียนบนร่างก็หดกลับเข้าร่างในชั่วขณะนี้
ทว่าเวลานี้เอง ห้วงสมองกลับปรากฏตำราสีทอง ราวกับประทับอยู่ในการรับรู้ของตนเอง เซียวเฉินมองอักษรเล็กๆ บนตำราสีทอง
“คัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณ…”
นี่คือเคล็ดวิชาเล่มหนึ่ง
เซียวเฉินตกตะลึงทันใด
ทุกคนในดินแดนเทียนเสวียนล้วนเทิดทูนมรรคาบู๊ ดังนั้น ความใฝ่ฝันของทุกคนคือกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิชาบู๊ ฉะนี้ร่างกายของแต่ละคนมีชีพจรวิญญาณสิบแปดเส้น ซึ่งชีพจรวิญญาณสิบแปดเส้นนี้แปรตามพรสวรรค์ของคนผู้หนึ่ง ยิ่งชีพจรวิญญาณทะลวงเยอะก็ยิ่งพิสูจน์ได้ว่าพรสวรรค์ของคนผู้นั้นยิ่งแข็งแกร่ง
หากคิดจะกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิชาบู๊ก็จำเป็นต้องทะลวงชีพจรวิญญาณหกเส้นก่อน ไม่เช่นนั้นก็ได้แต่หยุดอยู่ที่ขั้นฐานจิตชั่วชีวิต ดั่งนี้ จึงต้องมีการแบ่งแยกความสามารถของผู้ฝึกปรือวิชาบู๊
จำแนกเป็นขั้นฐานจิต ขั้นสร้างปราณ ขั้นแรกกำเนิด ขั้นตานฟ้า ขั้นเสวียนฟ้า ขั้นเสวียนเต๋า ขั้นยุทธ์สวรรค์ ขั้นดาราสวรรค์ และขั้นเทพสวรรค์ รวมเก้าขั้น แต่ละเขตขั้นแบ่งเป็นเก้าชั้นฟ้า แต่ละชั้นฟ้ายังแบ่งเป็นระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงสุด รวมสามระดับ และเมื่อเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นสร้างปราณแล้วจึงถือว่าได้เหยียบย่างเข้าสู่ธรณีประตูของผู้ฝึกปรือวิชาบู๊
แน่นอนว่าเมื่อมีผู้ฝึกวิชาย่อมต้องมีเคล็ดวิชา และเพื่อความสอดคล้องกับการให้ผู้ฝึกปรือวิชาบู๊ฝึกฝน ย่อมต้องมีการแบ่งระดับขั้นด้วยเช่นกัน แบ่งเป็นขั้นนิล ขั้นดิน ขั้นฟ้า ขั้นเหนือฟ้า ขั้นศักดิ์สิทธิ์ ขั้นอภิญญา รวมหกขั้น
ยามนี้เซียวเฉินเห็นตำราสีทองในการรับรู้ของตนเอง ดวงตาฉายแววตื่นตะลึง เนื่องจากคลื่นที่ตำราสีทองเล่มนั้นแผ่กระจายออกมาทำให้เขารู้สึกถึงความแข็งแกร่งสุดเปรียบปานจนบรรยายไม่ถูก
“นี่เป็นเคล็ดวิชาขั้นใดกันแน่? คิดไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งปานนี้?” เซียวเฉินเอ่ยพึมพำ เขาถึงกับเกิดความสนิทชิดเชื้อกับเคล็ดวิชาแขนงนี้อย่างบอกไม่ถูก เสมือนเชื่อมโยงไว้ด้วยสายโลหิตดุจญาติคนหนึ่ง จึงทำให้เขาตัดใจไม่ได้
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้เซียวเฉินมีสีหน้าตกตะลึง
เบื้องหน้าปรากฏเงาร่างงามพิลาสในบัดดล ดวงตาอดชื้นนิดๆ ไม่ได้ ราวกับเงาร่างสายนี้เรียกความทรงจำในอดีตของเขาขึ้นมา
“เคล็ดวิชานี้คือสิ่งที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้าหรือ?” เซียวเฉินเอ่ยพึมพำ ยื่นมือไปลูบหยกประดับของตนเองแล้วอดแย้มยิ้มไม่ได้
“ท่านแม่ ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างดี ขอบคุณท่านแม่ที่ปกป้องข้ามาตลอด ขอบคุณท่านแม่ที่มอบเคล็ดวิชาให้ข้า นับจากวันนี้ไป เฉินเอ๋อร์จะโตเป็นผู้ใหญ่ ข้าจะแก้แค้นที่ตระกูลเนี่ยหยามเกียรติพวกเรา”
เซียวเฉินกำหยกประดับไว้ในมือแน่นและเอ่ยอยู่ในใจเงียบๆ
“แต่ว่า ท่านแม่เป็นใครกัน?” เหตุใดจึงมีพลังแห่งการสืบทอดและเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งปานนี้ ยามตนเองยังเยาว์วัย ท่านแม่ไม่เคยเผยความสามารถมาก่อน เป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เซียวเฉินไม่ได้คิดมากนัก ทว่าเขาใช้การรับรู้เข้าไปสำรวจในคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณทันที แค่ดูแวบเดียวก็ทำให้เขานิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น ดวงตาทอแววพรั่นพรึง
“คัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณถึงกับเป็นเคล็ดวิชาขั้นศักดิ์สิทธิ์!”
ความปีติยินดีในน้ำเสียงของเซียวเฉินนั้นยากจะปิดบัง คัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณรวมไว้ทั้งรุกและรับ อานุภาพแกร่งกร้าว ทั้งหมดมีเก้าขั้น แต่ละขั้นล้วนมีเคล็ดวิชาต่างๆ นานาสำรองไว้ หากบรรลุถึงขอบเขตขั้นเก้า ถึงขั้นสามารถหยั่งรู้อภิญญาหงสา ไม่ตายไม่ดับสูญ
ไม่ตายไม่ดับสูญ…
แค่สี่อักษรสุดท้ายก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของตำราเล่มนี้ได้อย่างชัดเจน
มนุษย์ทุกคนล้วนมีเกิดมีดับ ใครบ้างสามารถไม่ตายไม่ดับสูญได้?
หากฝึกได้ถึงนิรวาณขั้นเก้าจริง แม้มิอาจไม่ตายไม่ดับสูญ แต่ก็ต้องแกร่งกร้าวสุดขีดเป็นแน่
เซียวเฉินคิดในใจแล้วเริ่มฝึกปรือ
ความสามารถของเขาในปัจจุบันเมื่อเทียบกับตระกูลเนี่ยแล้วยังไม่มีค่าให้เอ่ยถึง แน่นอนว่าเขาไม่โง่เขลาถึงขั้นบุกไปหาตระกูลเนี่ยโดยตรง สิ่งที่เขาต้องทำคือก่อนที่ตนเองจะมีความสามารถในการโค่นล้มตระกูลเนี่ยได้อย่างเบ็ดเสร็จ เขาต้องปกป้องตนเองให้ปลอดภัย หรือไม่เขาก็จำเป็นต้องแข็งแกร่ง
มีเพียงแข็งแกร่ง จึงมีต้นทุน
เซียวเฉินวาดฝ่ามือ ผลึกเสวียนหลายสิบก้อนปรากฏขึ้นบนพื้นดิน จากนั้นมุมปากของเขาก็หยักยิ้มเป็นการอยู่ในภาวะฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง
เวลาผ่านไปทีละน้อย พริบตาก็ครึ่งเดือน เซียวเฉินดูดซับพลังเสวียนของผลึกเสวียนได้ห้าสิบก้อนแล้ว ความสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นแรกกำเนิดสี่ชั้นฟ้าระดับกลาง ส่วนบนร่างของเขาก็มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย บนพลังเสวียนดั้งเดิมถึงกับแฝงเปลวเพลิงร้อนระอุ ดุจถูกเพลิงเผาผลาญเป็นผุยผง
ส่วนร่างกายของเซียวเฉินก็มีสิ่งปนเปื้อนสีดำไหลออกมาเนื่องจากถูกเปลวเพลิงหล่อหลอมอย่างต่อเนื่อง นี่คือประสิทธิภาพของนิรวาณขั้นแรกในคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณ ชำระแก่นล้างไขกระดูก หล่อหลอมกายเนื้อ
ในเวลาครึ่งเดือนนี้ เซียวเฉินจมอยู่กับการฝึกปรือมาโดยตลอด
เขาต้องบรรลุนิรวาณขั้นแรกในครึ่งเดือน
“วิ้ง วิ้ง!”
ร่างของเซียวเฉินเกิดเสียงวิ้งๆ จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้นฉับพลัน กลางม่านตายังมีเปลวเพลิงอันงดงามเต้นระริก ต่อมามีเสียงดังตูมในร่าง ชีพจรทั้งหมดทะลุทะลวงในพริบตา กระทั่งชีพจรวิญญาณทะลวงเพิ่มขึ้นหลายแห่ง
บัดนี้ ชีพจรวิญญาณสิบแปดเส้นของเซียวเฉินทะลวงได้สิบสองเส้นแล้ว
หลังจากเซียวเฉินบรรลุนิรวาณขั้นหนึ่ง เขาก็ทะลวงขั้นแรกกำเนิดสี่ชั้นฟ้าเหยียบย่างเข้าสู่ห้าชั้นฟ้าในพริบตา
หลังจากหยั่งรู้นิรวาณขั้นหนึ่งแล้ว ในขณะเดียวกันเซียวเฉินก็ฝึกเคล็ดวิชาขั้นนิลสามแขนงสำเร็จ
สำหรับเซียวเฉินแล้วไม่แตกต่างอันใดกับพยัคฆ์ติดปีก ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ หากทอดตามองไปในรุ่นหนุ่มสาวตระกูลเนี่ย คนที่ขัดขวางเขาได้มีเพียงตนเองและเนี่ยอวิ๋นเหอ น้องชายที่อยู่ขั้นแรกกำเนิดหกชั้นฟ้าผู้นั้น
เซียวเฉินไปจากถ้ำ เขาเตรียมกลับไปยังเมืองอวิ๋นไห่ ในเมื่อคนตระกูลเนี่ยอยากให้เขาตายขนาดนี้ แล้วเขาจะยอมให้คนพวกนั้นสมปรารถนาได้อย่างไร? และการกลับไปครานี้เขายังมีอีกเป้าหมายหนึ่ง นั่นคือเข้าร่วมการคัดเลือกของสถานศึกษาห้าแห่งที่สามปีจะมีหนึ่งครั้ง
คราวนี้เขาจำเป็นต้องเข้าสถานศึกษาแห่งหนึ่งในห้าแห่งนั้น มีเพียงการทำเช่นนี้เขาจึงจะสามารถเติบโตและมีความสามารถมากพอที่จะเผชิญหน้ากับตระกูลเนี่ย จากนั้นก็โค่นล้มมันเสีย
ส่วนเรื่องที่เซียวเฉินไม่รู้ นั่นคือ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาฝึกวิชาอยู่ในถ้ำ เนี่ยอวิ๋นเหอส่งนักฆ่ามาล่าสังหารเขาอีกครั้ง เนื่องจากสองพี่น้องตระกูลลู่ถูกฆ่า จึงทำให้เนี่ยอวิ๋นเหอยิ่งอยากกำจัดเขาโดยเร็ว เพราะเขาดึงดูดความสนใจของเนี่ยอวิ๋นเหอขึ้นมา
ความสามารถขั้นฐานจิตฆ่ายอดฝีมือขั้นแรกกำเนิด!
จำต้องบอกว่าผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้เนี่ยอวิ๋นเหอเริ่มมองเซียวเฉินใหม่
“เนี่ยเฉิน เจ้าทำให้ข้าต้องมองเจ้าใหม่จริงๆ” ณ ตระกูลเนี่ย เนี่ยอวิ๋นเหอยิ้มแย้มด้วยสายตาเป็นประกาย เพียงแต่รอยยิ้มนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวเหน็บสุดขีดดุจร่วงหล่มน้ำแข็ง
ก่อนหน้านี้พวกลู่เหิงสองพี่น้องไปสังหารเนี่ยเฉิน เดิมทีนึกว่าสำเร็จแน่นอน คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายสิ่งที่หามกลับมาคือศพของพวกเขาทั้งสองคน จุดนี้ เนี่ยอวิ๋นเหอคาดไม่ถึงเด็ดขาด ถึงอย่างไรก็เป็นขั้นแรกกำเนิดสังหารขั้นฐานจิต คงกระทำได้อย่างง่ายดาย คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเนี่ยเฉิน
แววตาของเนี่ยอวิ๋นเหอเปล่งประกาย เนี่ยเฉินสามารถหนีรอดจากเงื้อมมือของผู้เข้มแข็งขั้นแรกกำเนิดทั้งสองคนมาได้ ทั้งยังฆ่าพวกเขา นี่มิใช่โชคดีและความบังเอิญเด็ดขาด คิดถึงตรงนี้เงามืดในดวงตาของเนี่ยอวิ๋นเหอยิ่งลึกล้ำ
“เนี่ยเฉิน ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะยังโชคดีต่อไปได้อีกหรือไม่”
……
บนหน้าผา เซียวเฉินเพิ่งออกมา ก็รู้สึกได้ว่ามีปราณสังหารปรากฏขึ้นจำนวนมาก
สายตาของเซียวเฉินเย็นเยียบ
เนี่ยอวิ๋นเหอถึงกับส่งนักฆ่ามาสังหารตนอีกครั้ง! ท่าทางเขาคิดจะจัดการตนให้ตายจริงๆ แม้แต่พี่น้องร่วมสายโลหิตก็ไม่ใส่ใจ
เซียวเฉินยิ้มหยัน
ช่างเถอะ คราวนี้มาเท่าไรก็ฆ่าเท่านั้น
“เนี่ยเฉิน เศษสวะอย่างเจ้ายังไม่ตายจริงๆ เสียด้วย” ในเวลานี้มีเสียงท้าลมดังมาจากสี่ทิศ จากนั้นมีเงาร่างสี่สายปรากฏขึ้น เป็นผู้เข้มแข็งขั้นแรกกำเนิดเหมือนกันทั้งหมด
คนทั้งสี่ต่างคลุมหน้า ทว่าเซียวเฉินกลับยิ้มแย้ม ในโลกนี้ สถานที่เดียวซึ่งรองรับตนเองไม่ได้คือตระกูลเนี่ย ท่านพ่อแท้ๆ ของตนเอง น้องชายร่วมสายเลือด และยังมีมารดารอง…
การซ่อนเร้นของพวกเขา ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
“ข้าไม่ตายจริงๆ นั่นล่ะ แต่วันนี้พวกเจ้าคงไม่รอด” ระหว่างที่เอ่ยวาจา เซียวเฉินเพิกเฉยต่อความสามารถของอีกฝ่าย สืบเท้ามาก้าวหนึ่ง ต่อยหมัดออก เปลวเพลิงม้วนตลบ เผาไหม้ทุกสิ่ง ทุกคนตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงของเซียวเฉิน เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไร? ถึงกับเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นแรกกำเนิด อีกทั้งอานุภาพยังเหนือล้ำกว่าพวกเขา? เขา…มิใช่เศษสวะที่ตระกูลเนี่ยขับไล่หรือ? ขณะที่ทุกคนยังตกตะลึง การโจมตีของเซียวเฉินก็บรรลุถึง ครู่ถัดมามีเสียงอุทานอย่างเจ็บปวดดังขึ้น ผู้เข้มแข็งขั้นแรกกำเนิดคนหนึ่งถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ แค่ไม่กี่นาทีก็ตาย
“อย่าเลินเล่อ เนี่ยเฉินแข็งแกร่งมาก พวกเราบุกพร้อมกัน ล้อมสังหารเขา!” ผู้นำขบวนคำรามลั่น คนที่เหลือล้วนเข้าประชิดตัวแล้วล้อมเซียวเฉินไว้ ต่อมาปลดปล่อยพลังเสวียน ระเบิดเซียวเฉินให้ตาย
ตูม!
ร่างของเซียวเฉินขยับหลบหลีกการจู่โจมเป็นชั้นๆ เงาร่างดั่งภูติพราย ทำให้คนมองเห็นไม่ชัด จากนั้นทำมุทราซ่อนเป็นชั้นๆ อย่างต่อเนื่องเข่นฆ่าออกมา เปลวเพลิงปานมหรรณพถาโถมใส่
“ได้ทดลองอานุภาพของคัมภีร์หงสาบรรพกาลนิรวาณพอดี” เซียวเฉินคิดในใจ สองมือเปี่ยมพลังเสวียน แสงวิญญาณปรากฏ สร้างเป็นหงสาบรรพกาลตัวหนึ่งบนนภากว้าง ส่งเสียงกู่ร้องแฝงเปลวเพลิงไม่สิ้นสุด พุ่งดิ่งลงมาตรงเข้าหานักฆ่าสามคนนั้น
“อัคคีสวรรค์หงสาบรรพกาล!”
เปลวเพลิงลุกโชติช่วง
เซียวเฉินตวาดลั่น เปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุดประหนึ่งดาวตกร่วงจากฟ้า ระเบิดใส่มือสังหารสามคน ความกว้างของรัศมีส่งผลกระทบห่อหุ้มคนทั้งสามไว้หมด ทำให้พวกเขาไม่มีทางหนีรอด ได้แต่ฝืนรับการโจมตีอันน่ากลัวนี้ไว้
“อ๊า…” มีเสียงร้องอย่างอนาถดังขึ้นติดๆ กัน และคนทั้งสามก็พ่นโลหิตสดออกมาในเวลาเดียวกัน ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ต่อให้รู้ว่าเซียวเฉินในปัจจุบันแข็งแกร่ง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าพลังของสามคนรวมกันยังมิใช่คู่ต่อสู้ของเขาเหมือนเดิม
เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?
“ใครให้พวกเจ้ามาฆ่าข้า?” เซียวเฉินมองคนทั้งสาม เอ่ยเสียงเย็นชา คนทั้งสามสบตากันแวบหนึ่ง ดวงตาทอแววพรั่นพรึง เผชิญหน้ากับความตาย ไหนเลยพวกเขาสามคนยังมีท่วงท่าของผู้เข้มแข็งขั้นแรกกำเนิดสักนิด ทุกคนคุกเข่ากับพื้นร้องขอความเมตตา
“คุณชายใหญ่ ละเว้นชีวิตด้วย พวกเราได้รับคำสั่งให้มาทำ” ดวงตาของคนทั้งสามเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและวิงวอน ในใจเซียวเฉินอดยิ้มหยันไม่ได้ เมื่อครู่ยังจะเอาชีวิตตนอยู่เลย ตอนนี้เห็นสู้ไม่ได้ก็คุกเข่าขอความเมตตา
“ตอบข้ามา” เซียวเฉินเอ่ยเรียบๆ ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความน่าเกรงขาม ไร้โทสะก็ทรงอำนาจเองตามธรรมชาติ ทำเอาคนทั้งสามสั่นสะท้าน รีบสารภาพตามความจริง เซียวเฉินหัวร่อเย็นชาแล้วปลิดชีพพวกเขา
“จริงเสียด้วย…”
เซียวเฉินหันกายไปจากที่นี่ ยามนี้สายตาของเขามีประกายเย็นชาไร้ความรู้สึกวาบขึ้น ลึกล้ำราวกับเป็นเครื่องจักรสังหาร ได้เวลากลับเมืองอวิ๋นไห่ไปเจอน้องชายร่วมสายโลหิตของเขาแล้ว…
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ