"หมอเปรม" ยื่นญัตติถก กมธ.เศรษฐกิจ ปมค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ
ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ยื่นญัตติต่อ นายกำพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เพื่อให้พิจารณา กรณีค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งอาจไม่ใช่ผลจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ประธานกรรมาธิการฯ เห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ และได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมในวันที่ 20 มกราคมนี้ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง โดยตนจะเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้เสนอญัตติ
ทั้งนี้ ต้นตอของข้อกังวล เกิดจากข้อสังเกตของนักวิชาการในตลาดทุน ที่ตั้งคำถามถึง ความไม่สอดคล้องของข้อมูลระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยพบว่า ธปท.ไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับกระแสเงินจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ ขณะที่ ก.ล.ต.กลับมีรายงานว่า การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยมีมูลค่าสูงเฉลี่ย เดือนละกว่าหนึ่งแสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ที่น่าจับตา คือ พฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่สอดคล้องกับการเก็งกำไรตามปกติ โดยเหรียญที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin กลับมีสัดส่วนการซื้อขายเป็นอันดับสอง ไม่ถึงร้อยละ 20 ต่อวัน ขณะที่ USDT ซึ่งเป็น Stablecoin ที่มีมูลค่าอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ กลับครองสัดส่วนสูงสุด
รายงานล่าสุดของ ก.ล.ต. ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า USDT มีสัดส่วนการซื้อขายสูงถึงร้อยละ 52 ขณะที่ Bitcoin อยู่เพียงร้อยละ 19 เท่านั้น สอดคล้องกับความเชื่อในแวดวงตลาดทุนว่า แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอาจถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน ของกลุ่มสแกมเมอร์ บ่อนพนันออนไลน์ และธุรกิจสีเทา
กระบวนการที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ การนำเงินผิดกฎหมายมาแปลงเป็น USDT ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นจึงแลกกลับเป็นเงินบาทและโอนเงินออกนอกประเทศได้โดยสะดวก ส่งผลให้ เงินทุนจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยโดยไม่ทราบแหล่งที่มา
นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า เงินทุนลักษณะนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ และหากปล่อยไว้โดยไม่มีระบบติดตามและรายงานที่รัดกุม อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้ ธปท.เร่งจัดทำระบบรายงานเงินเข้า-ออกในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับธนาคารกลางในหลายประเทศ
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจจริง ทำให้ต้นทุนของประเทศไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น กดดันภาคส่งออก ภาคเกษตร และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยให้เผชิญความยากลำบากซ้ำเติม
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ด้วยเหตุผลดังกบ่าวตนจึงเสนอญัตติให้กรรมาธิการฯ ตรวจสอบเชิงลึกถึง ต้นตอของเงินบาทแข็งผิดปกติ และเชิญ ธนาคารแห่งประเทศไทย, ก.ล.ต., สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เข้าชี้แจง เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยต่อสาธารณะและป้องกันไม่ให้ระบบการเงินไทยถูกบ่อนทำลายในเงามืดของสินทรัพย์ดิจิทัล