‘ชูวิทย์’ ชี้ ต้องสั่งสอน ‘ปชน.’ โชว์แชท‘บิ๊กแดง’ เย้ยส้มไม่เกิน100สส.
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง แถลงข่าวตอบโต้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โดยก่อนการแถลงข่าว ทีมงานของนายชูวิทย์ ได้นำส้มจำนวน 5 ลูกพร้อมกระถางธูป ถุงโจ๊ก และป้ายข้อความราษฎรเต็มขั้น มาจัดวางประกอบการแถลงข่าว เพื่อเป็นสัญลักษณ์
โดยนายชูวิทย์ กล่าวว่า กรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลที่ตนเองกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งนั้น ขอฝากถึงนักวิชาการพรรคส้ม ที่อ่านแต่ตำราแต่ไม่เคยสัมผัสการเมืองภาคปฏิบัติจริง ว่าในช่วงที่มีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ซึ่งอ้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองเดิม แต่ยังใช้ระบบโควตาและวิธีการทางการเมืองแบบเก่า ตนเองในฐานะประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน เนื่องจากตนเป็นผู้สนับสนุนพรรคสีส้ม ตั้งแต่ปี62 จนถึงปี66 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญามากกว่า 7 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง ตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
นายชูวิทย์ กล่าวถึงอาการป่วยของตัวเองเมื่อปี66 ว่า มีอาการรุนแรงถึงขั้นแพทย์วินิจฉัยว่าอาจไม่มีชีวิตอยู่ และเคยไปดูสุสานมาแล้ว ภายหลังการรักษาจนอาการทรงตัว เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งปีนี้ จึงมองว่าเป็นการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งได้ประกาศชัดเจนตั้งแต่วันจับหมายเลขพรรคแล้วว่าจะออกมาให้บทเรียน หรือ สั่งสอนกับพรรคประชาชน ที่ตนเองเคยเลือก หากพบประเด็นสำคัญหรือข้อกล่าวหาที่เห็นว่าควรพูด ทั้งนี้ตนเองยืนยันว่ารักแกนนำทุกคน ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หากไม่รักก็ไม่ไปเลือก
นายชูวิทย์ กล่าวถึงกรณีพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ บิ๊กโจ๊ก เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้ สส. ในพื้นที่ภาคใต้ 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า เรื่องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย การต่อรองตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และหากฝ่ายใดจะฟ้องร้องตนเองก็สามารถทำได้ เพราะตนเองเคยผ่านการถูกฟ้องร้องมาแล้วหลายคดีและพร้อมต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประเด็นเกี่ยวกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นเรื่องสั้นและตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าหลักการคือ ไม่มีเทา มีแต่ขาวกับดำส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ข้อมูลเรื่องตั๋วช้าง แก่นายรังสิมันต์ โรม ตนยินดีมาโดยตลอด เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นตำรวจอยู่ในวงการมานานคนทำงานได้รับผลตอบแทนทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
นายชูวิทย์ กล่าวว่า การสนับสนุนพรรคการเมืองรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ดี ตนเป็นเพียงกลไกหนึ่งเท่านั้น บุคคลสำคัญคือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำของพรรค ซึ่งตนมองว่ามีบุคลิกเปลี่ยนแปลงไปตามบทบาทนักการเมือง และเคยเตือนแล้วว่าการเมืองสามารถเปลี่ยนคนได้ พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายธนาธรไปพบกับบุคคลสำคัญทางการเมือง เช่น นายทักษิณ ชินวัตร หรือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในประเด็น MOA โดยไปเพียงลำพัง ไม่ได้พาแกนนำคนอื่นไปด้วย รวมถึงกรณีการจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคและการดึงเทคโนแครต ซึ่งแกนนำหลายคนไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรู้
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าพรรคประชาชนทราบดีว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้มีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งเรื่องตั๋วช้างและสแกมเมอร์ พร้อมย้ำว่ากรณีนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แม้ตนเองจะไม่มีเอกสารหรือ ใบเสร็จมาแสดง เนื่องจากตนเองเวลาพูดคุยหรือหารือกับใครก็ไม่เคยมีการบันทึกเสียง ดังนั้นหากนายวิโรจน์จะมาถามหาหลักฐาน ตนไม่มีแน่นอน อย่างไรก็ตนเองรักพรรคประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการนำคะแนนเสียงที่ประชาชนโหวตให้พรรค ไปสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมองว่าเป็นเรื่องของอำนาจและเกมการเมือง
นอกจากนั้น นายชูวิทย์ได้โชว์แชทไลน์ที่พูดคุยกับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ หรือ บิ๊กแดง อดีตผู้บัญชาการทหารบก ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 30 ปี สนิทกันตั้งแต่สมัยอยู่ต่างประเทศ รู้จักกัน กินดื่มและพูดคุยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน หรือสามารถบังคับความคิดซึ่งกันและกันได้ โดยแชทดังกล่าวเป็นการสนทนาตั้งแต่ปี66 และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ขณะที่ในปีเดียวกันตนเองยังสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โดยบิ๊กแดงไม่เคยห้ามแต่อย่างใด
นายชูวิทย์ กล่าวว่า มิตรภาพอยู่เหนือการเมือง และการพยายามเชื่อมโยงตนเองกับ พล.อ.อภิรัชต์ เป็นวิธีคิดแบบการเมืองเก่า พร้อมย้ำว่าตนเองไม่มีทีมงาน มีเพียงตัวคนเดียว ส่วนการเขียนบทความหรือแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กเป็นสิทธิของทุกคน ตั้งแต่ปี68 ตนเองสังเกตเห็นความผิดปกติทางการเมือง และสามารถประเมินทิศทางคะแนนเสียงได้ ซึ่งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของตนต้องการสั่งสอนพรรคประชาชน เพื่อให้ราษฎรตื่นจากภวังค์ และเข้าใจโลกของการเมือง ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ประชาชนร่ำรวย หากโครงสร้างอำนาจยังไม่เปลี่ยน โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องใช้เวลา ไม่สามารถทำได้รวดเร็ว
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้ต่อต้านพรรคประชาชนในระยะยาว และจะไม่ตามล้างตามผลาญหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็ถือว่าเป็นส้มที่ยังไม่สุก ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และเติบโต เชื่อว่าโอกาสในอนาคตยังมีอยู่ แต่เพราะรักมากจึงแค้นมาก แต่ไม่ใช่ความแค้นจากความผิดหวังส่วนตัว แต่เป็นความผิดหวังที่พรรคประชาชนยังไม่รู้เท่าทันเกมการเมืองในลักษณะดังกล่าว ผิดหวังต่อการต่อรองและการเจรจาที่เกิดขึ้น รวมถึงผิดหวังกับการตัดสินใจที่ทำให้ ยักษ์แคระกลายเป็นยักษ์ใหญ่ และกลายมาเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของพรรคเอง
นายชูวิทย์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะทำให้พรรคประชาชนมีความแหลมคมมากขึ้น และไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมอีก ต่อให้พรรคการเมืองจะได้คะแนนเยอะก็ไม่มีทางที่จะโตได้ โดยครั้งนี้เชื่อว่าพรรคประชาชนจะไม่ได้คะแนนเสียงตามที่ตั้งเป้าไว้อย่างแน่นอน หากได้เกิน 120 ถือว่าเก่งมากแล้วประเมินไว้ว่าจะได้เพียงแค่ 90 -100 ที่นั่งเท่านั้น