“โจ๊ก 1 ถ้วย เลี้ยงท้อง 10 คน” สงครามซูดานซ้ำเติมเดือนรอมฎอน เสียงสะท้อนของพลเรือนในค่ายลี้ภัย
วันนี้ (26 กุมภาพันธ์ 2026) องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ประกาศคว่ำบาตร 4 ผู้นำกองกำลังกึ่งทหาร (Rapid Support Forces: RSF) ฐานก่ออาชญากรรมภายในเมืองเอลฟาเชอร์ เมืองทางตะวันตกของประเทศซูดาน โดย UN เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวใกล้เคียงกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ด้านโฆษกกลุ่มทาซิส (Tasis) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรของ RSF ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว BBC ว่า การคว่ำบาตรที่เกิดขึ้นจากนานาชาติเป็นเรื่องที่ ‘ไม่ยุติธรรม’ โดย UN ได้รับข้อมูลจากการรายงานที่ ‘ไม่ครบถ้วน’ และ ‘ไม่เป็นกลาง’
ก่อนหน้าการประกาศคว่ำบาตร คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ UN เปิดเผยว่า การเข้ายึดครองเมืองเอลฟาเชอร์ ของกลุ่ม RSF เป็นไปอย่างโหดร้ายและใกล้เคียงกับลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
กลุ่มทาซิสยืนยันว่า การฆ่าพลเรือนเป็น ‘เรื่องที่เข้าใจผิด’ โดยเจ้าหน้าที่ของทาซิสและ RSF ได้อพยพพลเรือนมากกว่า 8 แสนราย ออกจากพื้นที่เมืองเอลฟาเชอร์ ก่อนเกิดปฏิบัติการทางการทหาร พร้อมทั้งมีการจัดการอาหารและยารักษาโรคให้ประชาชนด้วย
เกิดอะไรขึ้นที่ซูดาน
วิกฤตการณ์ซูดานเริ่มต้นขึ้นเมื่อ อุมัร อัลบะชีร (Omar al-Bashir) อดีตประธานาธิบดีซูดาน ซึ่งอยู่ในอำนาจมายาวนานกว่า 30 ปี ถูกขับไล่ออกจากตำแหน่ง จนกระทั่งเกิดการแย่งชิงอำนาจในการปกครองประเทศ ระหว่างกองกำลังติดอาวุธซูดาน (Sudanese Armed Forces: SAF) กับกลุ่ม RSF จนนำไปสู่การเปิดฉากสงครามกลางเมืองในเดือนเมษายน 2023
ต่อมาสงครามได้ยกระดับความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่กองกำลัง RSF สามารถเข้ายึดเมืองเอลฟาเชอร์ เมืองหลวงของภูมิภาคดาร์ฟรู ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่ม SAF ได้สำเร็จเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025
หนีเสือ ปะจระเข้: ความโหดร้ายของสงครามจากปากประชาชน
ซานา อาห์เหม็ด (Sanaa Ahmed) ประชาชนผู้อพยพจากพื้นที่สงครามมายังค่ายลี้ภัยอัล-ซาร์ราฟ (Al-Sarraf) ทางตะวันออกของซูดาน เปิดเผยกับสำนักข่าว Al jazeera ว่า เธอหวังว่าจะหนีความโหดร้ายจากพื้นที่สงครามมายังพื้นที่ปลอดภัย แต่เธอกลับพบกับความทุกข์ทรมานอีกครั้ง
“เราหนีมาโดยไม่มีอะไรเลย และยิ่งเข้าสู่ช่วงเดือนรอมฎอน เรายิ่งไม่มีอะไร แม้กระทั่งอาหาร” อาห์เหม็ดกล่าว
สำหรับชาวมุสลิม เดือนรอมฎอนถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการรวมตัวกันระหว่างสมาชิกภายในครอบครัวเพื่อทำการละหมาดและถือศีลอด แต่สำหรับผู้พลัดถิ่นจากภาวะสงครามในซูดาน การปฏิบัติตามพิธีจึงถือเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกเขา
“ไม่มีองค์กรใดเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้านอาหารหรือเงินทุนกับพวกเราเลย พวกเราไม่มีแม้กระทั่งเงินสำหรับการเลี้ยงดูลูกของเรา” มัจด์ อับดุลลาห์ (Majd Abdullah) หนึ่งในประชาชนผู้อพยพมายังค่ายลี้ภัยอัล-ซาร์ราฟให้ข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า เธอมีเพียงแค่โจ๊กถ้วยเดียวสำหรับเลี้ยงดูสมาชิกภายในครอบครัวที่มีมากถึง 10 คน
ซูมายา ซาเลห์ (Sumaya Saleh) เป็นอีกหนึ่งคนที่ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Al jazeera ว่า ทั้งเด็กและผู้สูงอายุในค่ายลี้ภัยนี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางมากที่สุด โดยเด็กๆ ขาดแคลนอาหารและไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวก็ไม่สามารถเข้าถึงยาและการรักษาโรคได้อย่างเหมาะสม
อาห์เหม็ดให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสะอาดและสุขอนามัยในค่ายลี้ภัยว่า กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต และมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ที่นี่มีแมลงวันเยอะ และห้องน้ำก็สกปรกและร้อนมาก จนกระทั่งหลายคนเริ่มท้องเสียและติดเชื้อทางตาแล้ว พวกเรายังต้องการอุปกรณ์ทำความสะอาดเพิ่มเติมด้วย” เธอกล่าว
สำหรับผู้หญิงซึ่งมีหน้าที่หลักคือการเลี้ยงลูก การที่พวกเธอรอดชีวิตจากพื้นที่สงครามมายังค่ายลี้ภัยอัล-ซาร์ราฟ สิ่งเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นฝันร้ายของพวกเธออีกครั้ง เมื่อปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพและสภาพความเป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตและการทำหน้าที่ของพวกเธอ
“พวกเราต้องการความช่วยเหลือจริงๆ พวกเราต้องการสิ่งที่ทำให้ลูกของพวกเรารอดชีวิตต่อไปได้ รวมถึงชีวิตของพวกเราเองเช่นกัน” เธอกล่าวทิ้งท้าย
ที่มา: