เลิกเสือกทุกเรื่อง!
ข่าวดี…..
วานนี้ (๒๖ กุมภาพันธ์) "หลานอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร" ไปเยี่ยมพ่อที่เรือนจำกลางคลองเปรม
กลับออกมาให้สัมภาษณ์นับเป็นข่าวดีของประเทศไทยจริงๆ ครับ
"…คุณพ่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำมานานถึง ๖ เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ…"
เป็นคำยืนยันว่า "ทักษิณ" จะวางมือทางการเมืองหลังออกจากคุก!
ถ้าวางมือทางการเมืองจริง ก็ต้องตัดขาดจากพรรคเพื่อไทย
ไม่ครอบงำ
ไม่ชี้นำ
ไม่ไปแสดงตัวความเป็นเจ้าของพรรคให้เห็นอีก
แล้วเชื่อได้แค่ไหนว่า "ทักษิณ" จะวางมือจริง
เบื้องต้นเชื่อได้สัก ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่เสียหายอะไร
อีก ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ไว้รอดูตอนออกมาว่าจะเลิก สทร. (เสือกทุกเรื่อง ) ได้หรือไม่
เรื่องนี้มันมีบทเรียนครับ
เมื่อครั้งเดินทางกลับเข้าไทยปี ๒๕๖๖ "ทักษิณ" พูดไว้ชัดเจนหลายครั้งว่าไม่เล่นการเมืองแล้ว "จะกลับมาเลี้ยงหลาน"
สุดท้ายก็อย่างที่เห็น เลี้ยงหลานจนเละเทะไปหมด
รัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร พังเพราะถูก "ทักษิณ" ครอบงำ
ถ้า "ทักษิณ" เลี้ยงหลานจริง รัฐบาลเศรษฐาอาจยังบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ก็ได้
ฉะนั้นหาก "ทักษิณ" รับรู้โดยสุจริตใจว่า ตัวเองคือตัวปัญหา ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะวางมือทางการเมืองจริงๆ
แต่…"ทักษิณ" จะรับรู้ได้จริงหรือ
"ทักษิณ" เป็นนักการเมืองลำดับต้นๆ ที่เสพติดอำนาจอย่างรุนแรง และแสวงหาอำนาจอยู่เสมอ
ไทม์ไลน์พ้นคุกของ "ทักษิณ" กรมราชทัณฑ์เขาชี้แจงไปแล้วครับ
"ทักษิณ" ต้องโทษ ๑ ปี ตอนนี้คุณสมบัติเข้าเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษแล้วคือ ติดคุกมาแล้ว ๒ ใน ๓
คือ ๘ เดือน
"ทักษิณ" เข้าคุกวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๘ มีกำหนดพ้นโทษในวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๙
กรมราชทัณฑ์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๑ ซึ่งบัญญัติว่า ในการคำนวณระยะเวลาจำคุก ให้นับวันเริ่มจำคุกรวมคำนวณเข้าด้วย และให้นับเป็น ๑ วันเต็มโดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนชั่วโมง
ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับ ๓๐ วันเป็น ๑ เดือน
ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ
ดังนั้น ในการคำนวณโทษของ "ทักษิณ" ๒ ใน ๓ ของกำหนดโทษ ๑ ปี จึงเท่ากับ ๘ เดือน ๔ วัน หรือ ๒๔๔ วัน
ตรงกับวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙
สามารถปล่อยตัวได้ในวันถัดไป คือในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙
และมีแนวโน้มไม่ต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว
๑๑ พฤษภาคม คงจะตั้งรัฐบาลเสร็จเรียบร้อย และน่าจะแถลงนโยบายไปแล้ว บทบาทของ "ทักษิณ" จะแตกต่างจากช่วงรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล
ฉะนั้น "ทักษิณ" ไม่อาจออกหน้าชี้นำการทำงานของรัฐบาลภูมิใจไทย เหมือนที่ชี้นำรัฐบาลเพื่อไทยได้อีก
ถ้าทำ…แน่นอนครับ จะกระเทือนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลได้ง่ายๆ
การเลือกที่จะยุติบทบาทแล้วกลับไปเลี้ยงหลานอย่างจริงจัง จึงเป็นประโยชน์สำหรับพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความวิบัติของพรรคเพื่อไทย กลายเป็นพรรคลำดับ ๓ มี สส.ไม่ถึงร้อยคน ล้วนสืบเนื่องจากการเสือกทุกเรื่องของ "ทักษิณ" ทั้งสิ้น
ครับ…บรรดา สส.ที่ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งทยอยรายงานตัวที่อาคารรัฐสภา ส่วนการตั้งรัฐบาลก็ดำเนินต่อไป
ล่าสุด ๖ เสียงจากพรรคพลังประชารัฐ เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ พร้อมโหวต "อนุทิน ชาญวีรกูล" เป็นนายกรัฐมนตรี
ส่วนประชาธิปัตย์-กล้าธรรม ยังคงเป็นประเด็นดรามาทางการเมืองกันต่อไป
จะมีพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าร่วมรัฐบาล หรือกอดคอกันเป็นฝ่ายค้าน คอการเมืองปูเสื่อรอมาหลายวันแล้ว ก็รอกันอีกนิด
กกต.ประกาศรับรอง สส.ได้ครบ ๙๕% เมื่อไหร่ ทุกอย่างจะกระจ่าง
สำหรับพวกอยากเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้ก็เปิดปฏิบัติการฟ้องร้อง กกต.กันนัวเนีย
ช่วงนี้ อาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ขึ้นหม้อครับ เดินสายออกทีวี จับขั้วจัดตั้งรัฐบาลแล้วยุบสภา สลับไปกับการแซะ กกต. ขอให้เลือกตั้งใหม่
เล่นบทส้มทั้งกายและใจ
โพสต์ของ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค "ปริญญา" ต้องอ่าน
-------------------------------
ประชาธิปไตยภาคพิสดาร?
การนำข้ออ้างเรื่อง "ความไม่ชอบมาพากลของการเลือกตั้ง" (เช่น เรื่อง QR Code บนบัตรที่อาจละเมิดสิทธิการลงคะแนนลับตาม รธน. มาตรา ๘๕) มาเป็นเหตุผลในการ "ตั้งนายกฯ เพื่อยุบสภา" นั้น หากวิเคราะห์แยกแยะระหว่าง "ตัวปัญหา" กับ "วิธีการแก้ปัญหา" จะพบความย้อนแย้งทางตรรกะและกฎหมายหลายจุด
๑) การใช้ "อำนาจบริหาร" แก้ "ปัญหากฎหมาย" ถ้าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หน้าที่ในการสั่งให้ "เลือกตั้งใหม่" คืออำนาจของ "ศาลรัฐธรรมนูญ" หรือ "กกต." (แจกใบแดง/ใบส้ม หรือสั่งโมฆะ) ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี
การให้นายกฯ ยุบสภา เป็นการแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมือง ซึ่งเท่ากับยอมรับกลายๆ ว่ากระบวนการยุติธรรมปกติ (ศาล/กกต.) ไม่ทำงาน หรือหวังพึ่งไม่ได้ จึงต้องใช้แท็กติกนี้แทน
๒) ปริศนาไก่กับไข่ หากการเลือกตั้งมีปัญหาจนถึงขั้นต้องเลือกตั้งใหม่ "สส.ชุดนี้" (ที่มาจากการเลือกตั้งที่มีปัญหานั้น) เอาความชอบธรรมจากไหนมาโหวตเลือกนายกฯ?
ถ้าการเลือกตั้งเสีย สส. ก็ต้องเสียสถานะไปด้วย การให้ สส. (ซึ่งเป็นผลไม้พิษ) มาโหวตเลือกนายกฯ ย่อมขัดแย้งในตัวเองว่า "คุณยอมรับอำนาจของ สส.ชุดนี้เฉพาะตอนโหวตนายกฯ แต่ไม่ยอมรับผลเลือกตั้งในภาพรวม
๓) ความสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
กระบวนการเลือกนายกฯ ต้องมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ฯ ฯลฯ หากทำทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะ "ยุบสภา" ในวันรุ่งขึ้น เป็นการทำให้กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินกลายเป็น "พิธีกรรม" ที่สูญเสียทรัพยากรและเวลาโดยไม่จำเป็น สู้รอคำวินิจฉัยศาลให้เลือกตั้งโมฆะจะเป็นทางตรงกว่า
๔) การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเพียงเพื่อจะใช้อำนาจนั้น "ยุบสภา" เป็นสถานการณ์ที่ "ผิดเพี้ยน" ในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการดูถูกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และทำให้กระบวนการประชาธิปไตยกลายเป็นเพียงเกมที่นักการเมืองเล่นกันเองโดยไม่สนใจต้นทุนของประเทศ (ค่าจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งหลายพันล้านบาท)
๕) การผิดเพี้ยนใน "กลไกการถ่วงดุลอำนาจ"
อำนาจยุบสภา เป็น "วาล์วนิรภัย" ที่นายกรัฐมนตรีใช้เมื่อเกิดทางตันทางการเมือง อำนาจยุบสภาไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นแท็กติกในการจัดสรรเก้าอี้ดนตรี นี่คือการใช้กฎหมายตามตัวอักษร แต่ขัดแย้งกับ "เจตนารมณ์ของกฎหมาย" อย่างสิ้นเชิง
๖) การลดทอนคุณค่าของสถาบันนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีคือประมุขฝ่ายบริหาร เป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีความรับผิดชอบสูงสุด แต่การเสนอชื่อคนมาเป็นนายกฯ เพียงเพื่อเซ็นยุบสภาแล้วจบกันไป เป็นการลดทอนตำแหน่งนายกฯ ให้เหลือเป็นเพียง "ตัวกดปุ่มระเบิด" ขาดความศักดิ์สิทธิ์และความสง่างามในการเป็นผู้นำประเทศ
-----------------------------------
สงสัย "จานปริญญา" ต้องไปเรียนวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นเพิ่มเติมครับ.