‘สภาสูง’ตีตก‘มณฑล’ โหวต‘จิรุตม์’กกต.ใหม่
วุฒิสภาเห็นชอบ “จิรุตม์ วิศาลวิจิตร” นั่ง กกต.ใหม่ ส่วน "มณฑล สุดประเสริฐ” อด สว.สองขั้วปะทะเดือด สีน้ำเงินวอนเลิกใส่ร้ายแผ่นเสียงตกร่อง นอกจากนี้ที่ประชุมยังตั้ง 2 กมธ.สอบประวัติ คตง.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนคือ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
โดยหลังการประชุมลับเพื่อตรวจสอบรายงานประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรรม แล้วเสร็จ ได้ลงมติลับ พบว่า นายจิรุตม์ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมด้วยมติ 144 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง และงดออกเสียง 26 เสียง ถือว่าได้เสียงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือน้อยกว่า 100 คะแนน จึงถือว่าได้รับความเห็นชอบ
ขณะที่นายมณฑลไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม โดยได้คะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียง ไม่เห็นชอบ 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง ซึ่งถือว่านายมณฑลได้คะแนนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา คือน้อยกว่า 100 คะแนน จึงถือว่าวุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบ จากนั้นปิดการประชุมเวลา 12.37 น.
ทั้งนี้ ก่อนการประชุมลับได้เปิดโอกาสให้ สว.อภิปรายแสดงความเห็นในส่วนที่เปิดเผยได้ โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายขอให้ที่ประชุมวุฒิสภาทบทวนการลงมติเห็นชอบ กกต.คนใหม่ หลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. มีปัญหาต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาบัตรเขย่ง ความโปร่งใสในการนับคะแนนที่มีปัญหา รวมไปถึง กกต. มีการสื่อสารที่สะท้อนถึงทัศนคติที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจและไม่ไว้วางใจ จนกระทบต่อความศรัทธาของ กกต.
“ความเชื่อมั่น กกต.มีเพียง 20% ต่ำสุดในรอบหลาย 10 ปี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการเลือกตั้งบอกให้ทบทวนบทบาทและโครงสร้าง หาก สว.เลือกบุคคลเข้าไปเพิ่มอีก อาจทำให้ซ้ำเติมปัญหา อีกทั้งอาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ ทำกระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ แม้ สว.จะลงคะแนนตัดสิน แต่ผมมองว่าควรมีข้อเสนอเชิงวิชาการให้ กกต.ปรับปรุง รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบ ถอดถอนได้หากเกิดความผิดพลาดบกพร่องที่ร้ายแรง” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์กล่าวต่อว่า ประเทศไม่ต้องการ กกต.ที่ครบองค์ประชุม แต่ต้องการความโปร่งใส ความรับผิดชอบและความเชื่อถือ ขอให้ กกต.ตอบคำถามที่คาใจของประชาชน ทั้งนี้ ความชอบธรรมของการเลือกตั้ง คือรากฐานมั่นคงของประเทศ หากเลือกตั้งดี มี กกต.ดี จะได้รัฐบาลดี แต่หาก กกต.มีปัญหา เลือกตั้งมีปัญหา รัฐบาลจะมีปัญหา ทั้งนี้อย่าให้ความรีบร้อนกลายเป็นรอยร้าวระยะยาว อย่าให้องค์ประชุมตามกฎหมายต้องแลกกับความไม่ไว้วางใจ ซึ่งตนมองว่าประเทศอยู่ได้ด้วยกฎหมาย แต่ประชาธิปไตยอยู่ได้ด้วยความศรัทธา
ขณะที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ตั้งคำถามกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ กกต.ว่า ได้ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ถูกสรรหามาเป็น กกต.หรือไม่ เพราะบุคคลทั้ง 2 อยู่ในแวดวงของกระทรวงคมนาคม และตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดคุณสมบัติในมาตรา 9 (4) ว่าให้เลือกบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนั้นต้องเข้าใจในภารกิจของ กกต.ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง ดังนั้นได้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วยหรือไม่
“การจัดเลือกตั้งที่ผ่านมา กกต.จัดเลือกตั้งไม่เรียบร้อย จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุด ดังนั้นขอเรียกร้องจิตสำนึก สว.ให้เคารพต่อประชาชน อย่าทำลายเกียรติของ สว.ด้วยการดึงดันลงมติเลือก กกต.ใหม่ และขอให้ สว.พิสูจน์ตนเองให้สิ้นสงสัย จากนี้จะไม่ขอสังฆกรรมต่อการเลือกกรรมการองค์กรอิสระใดๆ อีก” น.ส.นันทนากล่าว
ขณะที่ สว.กลุ่มสีน้ำเงิน อาทิ นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายแย้งว่า การกล่าวหา 138 สว.คดีฮั้วเลือก สว. ยังเป็นแค่ข้อกล่าวหา ต้องสอบสวน สืบสวน และรอคำสั่งศาลที่จะพิพากษา สว.ไม่ได้เป็นคนเลือกหรือสรรหา กกต.ในครั้งนี้ เป็นแค่ผู้พิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น การพิจารณารายชื่อ กกต. มีองค์กรที่สรรหาเสนอชื่อมา มีระดับประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ส่งชื่อ 2 กกต.มา
“วันนี้ สว.ถูกใส่ร้าย ปากก็ว่า สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่สุดท้ายก็แผ่นเสียงตกร่อง กล่าวหา สว.ไม่มีจิตสำนึกในทุกครั้งที่มีการเลือกองค์กรอิสระ ขอให้หยุดใส่ร้าย รอให้มีคำพิพากษาศาลออกมาก่อน” นายชินโชติกล่าว
ที่ประชุมวุฒิสภายังพิจารณาเรื่องด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน
โดยนายมงคลได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในการประชุมสมัยวิสามัญจะเป็นการพิจารณาเฉพาะเรื่องตามระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น จะไม่มีการพิจารณาระเบียบวาระอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามรัฐธรรมนูญ และตนไม่อนุญาตให้หยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมาหารือในการประชุม ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม
ทำให้นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. หารือต่อประเด็นที่เสนอญัตติให้ชะลอการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระที่ไม่พบการบรรจุไว้ในระเบียบวาระ พร้อมแจ้งเหตุผลที่เสนอญัตติดังกล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการทำหน้าที่ของ กกต.เวลานี้
โดยนายมงคลชี้แจงว่า เหตุที่ไม่สามารถบรรจุญัตติดังกล่าวได้ เพราะอาจนำไปสู่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากการพิจารณาต้องเป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา ที่กำหนดให้ดำเนินการประชุมได้เฉพาะการทำหน้าที่พิจารณาเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินการตามวาระที่กำหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุมต่อไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ จำนวน 2 คณะ ในส่วนของกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งมีองค์ประกอบให้มี กมธ.คณะละ 15 คน โดยกำหนดสัดส่วนผู้แทนคณะกรรมาธิการสามัญ จำนวน 12 คณะ คณะละ 1 คน รวม 12 คน และผู้แทนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) จำนวน 3 คน และมีมติกำหนดเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญภายใน 60 วัน
ขณะที่ สว.ที่ได้รับเลือกให้เป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ผู้ที่เสนอชื่อเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 15 คน อาทิ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร, นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล, นายพรเพิ่ม ทองศรี, นายพิชาญ พรศิริประทาน, นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์, นายวราวุธ ตีระนันทน์, นายวีรยุทธ สร้อยทอง, นายสุทนต์ กล้าการขาย, นายอัษฎางค์ แสวงการ
ส่วน กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ผู้เสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน อาทิ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร, นายธวัช สุระบาล, พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี, นางประทุม วงศ์สวัสดิ์, น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์, นายศุภโชค ศาลากิจ, นายสิทธิกร ธงยศ เป็นต้น.