ทำไม? “เด็ก” ตกเป็นเป้า “มิจฉาชีพ” มากขึ้นในปัจจุบัน
โดยมีการแจ้งเด็กหาย รวม 265 คน เป็นเด็กชาย 96 คน เด็กหญิง 169 คน และยังไม่พบตัว 47 คน
แม้เด็กจะโตมากับโลกดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีคล่อง แต่กลับตกเป็นเป้ามิจฉาชีพในปัจจุบัน เนื่องจากยังขาดความรู้และวุฒิภาวะในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อถูกข่มขู่หรือสร้างสถานการณ์ให้เกิดความกลัว จึงหลงเชื่อได้ง่าย โดยมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะ “ตำรวจ” กล่าวหาว่า “เด็ก” มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี จากนั้นข่มขู่ไม่ให้บอกผู้ปกครอง พร้อมสั่งให้ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งเด็กจำนวนมากเข้าใจว่าตนเองกระทำผิดจริง จึงไม่กล้าเล่าให้พ่อแม่หรือคนใกล้ชิดฟัง เพราะกลัวถูกดุหรือตำหนิ กลายเป็นโอกาสสำหรับมิจฉาชีพ
นอกจากนี้ “เงิน” ยังเป็นกับดักที่ง่าย สำหรับหลอกล่อเด็กไทยด้วย หลายคดีหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไทย มีตั้งแต่การหลอกไปทำงาน เหยื่อจะเป็นนักศึกษาที่อยากมีรายได้เสริม กับบัณฑิตจบใหม่ โดยเด็กบางคนอยากหารายได้เสริม อยากมีงานทำ ไปเสิร์ชในอินเทอร์เน็ตหางาน พบประกาศเชิญชวนไปทำงาน ให้รายได้ดี จึง Inbox ไปสอบถาม แต่อาจไม่รู้ว่านี่คือ “หลุมพราง”
ซึ่งการหลอกลวงของสแกมเมอร์ จะทำเหมือน “บริษัท” เพราะตั้งใจมาหลอก สารพัดการหลอกลวงของสแกมเมอร์ไม่ใช่ความฉาบฉวย ที่หลอกได้สำเร็จไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ละวันจะคิดผลรวมออกมาเลยว่าแต่ละรูปแบบหลอกได้เท่าใด วันนี้ได้กำไรเท่าใด และจะหลอกต่อเนื่อง คนไทยทุกคนมีโอกาสตกเป็นเหยื่อ
แล้วจะทำอย่างไร? ไม่ให้ “เด็ก” ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานและองค์กร ให้ความรู้-แจ้งเตือนประชาชนเผยแพร่ตามเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ เช่น “ไทยพีบีเอส” ทั้งเว็บไซต์และเพจ Thai PBS Verify, เว็บไซต์ The Visual by Thai PBS และสถานีประชาชน ทำคอนเทนต์ออกมาเพื่อให้คนไทยรู้เท่าทันมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้เห็นควรว่า ประเทศไทยควรเพิ่มระบบป้องกัน และดัน “บทเรียน” รู้เท่าทันมิจฉาชีพในหลักสูตรการเรียน เช่น ภัยออนไลน์ กลโกงทางการเงิน วิธีรับมือเมื่อถูกข่มขู่ เพื่อให้เด็กมีทักษะตั้งคำถาม ตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา ขณะที่สถาบันการเงินควรพิจารณาเพิ่มระบบป้องกันความเสี่ยงสำหรับบัญชีเยาวชน เช่น มีระบบแจ้งเตือนผู้ปกครอง หรือกลไกชะลอการโอนในธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เป็นต้น และนอกจากนี้ควรมีการกองทุนเยียวยาจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือเหยื่อด้วย
สำหรับในต่างประเทศ หลายประเทศได้ประกาศแผนการจำกัดการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์สำหรับเด็กและวัยรุ่นแล้ว เช่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สเปน และสหราชอาณาจักร โดยมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกดดันและความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานอายุน้อยอาจเผชิญบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งวิธีดังกล่าวหากนำมาปรับใช้ในบ้านเรา ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ “เด็ก” ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้มาก
ตรวจสอบข่าวปลอมคัดกรองข่าวจริงกับ Thai PBS Verify