ย้อนโศกนาฏกรรม TG311 ชนภูเขาเนปาล ดับยกลำ 113 ศพ เผยนาที "สื่อสารพลาด" ร่อนสู่หายนะ
ย้อนโศกนาฏกรรมเที่ยวบิน TG311 การบินไทย ชนภูเขาเนปาล ดับยกลำ 113 ราย บทเรียนอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่โลกไม่ลืม
วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 เป็นวันที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การบินโลก เมื่อเที่ยวบิน TG311 ของการบินไทย ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงระหว่างการเตรียมลงจอดที่ประเทศเนปาล ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตยกลำ รวม 113 ชีวิต เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมทางการบินที่รุนแรงที่สุดในเอเชียใต้ และกลายเป็นบทเรียนสำคัญด้านความปลอดภัยทางอากาศจนถึงปัจจุบัน
เที่ยวบิน TG311 เส้นทางกรุงเทพฯ – กาฐมาณฑุ
เที่ยวบิน TG311 ใช้อากาศยานแอร์บัส A310-304 ทะเบียน HS-TID เดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติตรีภูวัน เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล โดยมีผู้โดยสาร 99 คน และลูกเรือ 14 คน รวมทั้งหมด 113 คนบนเครื่อง
ขณะเครื่องบินเข้าสู่ขั้นตอนการลงจอด สภาพอากาศบริเวณสนามบินมีฝนตกและทัศนวิสัยต่ำ ทำให้ไม่สามารถใช้รันเวย์ 02 ซึ่งเป็นเส้นทางปกติจากทิศใต้ได้ นักบินจึงจำเป็นต้องพิจารณาเปลี่ยนไปใช้รันเวย์ 20 ที่ต้องบินผ่านแนวเทือกเขาสูง ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับการบินพาณิชย์
การตัดสินใจที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
กัปตันปรีดา สุทธิมัย ตัดสินใจยกเลิกการลงจอดและเตรียมเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 400 ไมล์ อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้รับแจ้งจากหอควบคุมการบินว่าสามารถกลับมาลงจอดที่รันเวย์ 02 ได้ ทำให้เครื่องต้องเปลี่ยนแผนอีกครั้งในขณะที่อยู่ใกล้สนามบินเกินกว่าจะลดระดับอย่างปลอดภัย
ขณะเดียวกัน เครื่องบินยังประสบปัญหาทางเทคนิค เมื่อแฟลปด้านหนึ่งกางไม่สมดุลกับอีกด้าน แม้ลูกเรือจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ความผิดปกตินี้ส่งผลให้เครื่องลดระดับได้ช้ากว่าที่ควร และไม่อยู่ในตำแหน่งเหมาะสมสำหรับการลงจอด
ความผิดพลาดสะสมในห้องนักบิน
หลังความพยายามลงจอดล้มเหลวหลายครั้ง กัปตันขอวนเครื่องอีกครั้งและพยายามติดต่อหอควบคุมการบินเพื่อขอเลี้ยวซ้าย แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงตัดสินใจหักเลี้ยวขวาโดยใช้ระบบออโต้ไพล็อต พร้อมกับต้องควบคุมเครื่องและปรับปุ่มเลี้ยวไปพร้อมกัน ส่งผลให้ภาระงานในห้องนักบินเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ความกดดันและการต้องละสายตาจากหน้าจอเป็นช่วง ๆ ทำให้เกิดการหมุนปุ่มเลี้ยวเกินพอดี เครื่องบินจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ทิศเหนือซึ่งเป็นแนวเทือกเขาสูง แทนที่จะบินไปยังพื้นที่ราบทางตอนใต้ตามแผนเดิม
ระบบนำร่องและหอควบคุมที่ไม่พร้อม
ขณะเดียวกัน ระบบนำร่องของเครื่องบินประสบปัญหา ไม่สามารถระบุตำแหน่งอ้างอิงได้อย่างชัดเจน เข็มทิศแสดงผลเป็นตัวเลขโดยไม่มีตัวอักษรทิศทาง ทำให้การระบุตำแหน่งยิ่งซับซ้อนขึ้น
ด้านหอควบคุมการบินที่สนามบินตรีภูวันเองก็ขาดอุปกรณ์เรดาร์และระบบแสดงตำแหน่งเครื่องบิน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงบังสัญญาณ เจ้าหน้าที่จึงทำได้เพียงประเมินตำแหน่งจากการสื่อสารทางวิทยุ และเข้าใจผิดว่าเครื่องบินกำลังมุ่งหน้าสู่สนามบินอย่างปลอดภัย
สัญญาณเตือนสุดท้ายที่สายเกินไป
เสี้ยวนาทีก่อนเกิดเหตุ ระบบเตือนภัยใกล้พื้นดิน หรือ GPWS ส่งเสียงเตือนว่าเครื่องบินเข้าใกล้พื้นดิน พร้อมคำสั่งให้เชิดหัวเครื่องขึ้น แต่ระยะและความสูงไม่เพียงพอที่จะหลบหลีกได้ทัน เครื่องบินพุ่งชนเทือกเขาสูงประมาณ 16,000 ฟุต ขณะอยู่ที่ระดับเพดานบิน 11,500 ฟุต ทำให้ทุกชีวิตบนเครื่องเสียชีวิตทันที
บทเรียนสำคัญที่เปลี่ยนมาตรฐานการบิน
หลังโศกนาฏกรรมครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้เร่งติดตั้งระบบเรดาร์และเทคโนโลยีควบคุมการจราจรทางอากาศขั้นสูงที่สนามบินตรีภูวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิประเทศที่ซับซ้อน
ด้านการบินไทยได้ปรับปรุงมาตรฐานการทำงานร่วมกันในห้องนักบินอย่างเข้มงวด เน้นการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน พร้อมเปลี่ยนรหัสเที่ยวบินเส้นทางกรุงเทพฯ – กาฐมาณฑุ เป็น TG319/320 และปรับเปลี่ยนแบบอากาศยานที่ใช้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยสูงสุด
โศกนาฏกรรม TG311 จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้วงการการบินโลกพัฒนามาตรการความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง