ถอดรหัส ‘สหรัฐ’ ระงับแบนเทคโนโลยีจีน ก่อน ‘ทรัมป์’ เจอ ‘สี จิ้นผิง’ เม.ย. นี้
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระงับมาตรการรักษาความมั่นคงทางเทคโนโลยีที่สำคัญหลายรายการที่มุ่งเป้าไปยังปักกิ่ง ก่อนถึงงานประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศในเดือน เม.ย. ขณะที่ทรัมป์เชิญสี จิ้นผิงไปเยือนสหรัฐปลายปีนี้
แหล่งข่างบอกว่ามาตรการที่ได้รับการผ่อนปรนเหล่านั้น รวมการห้ามบริษัทไชนาเทเลคอมดำเนินงานในสหรัฐ และจำกัดจำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ ของจีนให้กับศูนย์ข้อมูลสหรัฐ
แหล่งข่าวสี่รายที่ไม่ประสงค์ออกนาม เผยด้วยว่า สหรัฐยังได้ระงับการห้ามจำหน่ายเราเตอร์ในประเทศที่ผลิตโดยบริษัท TP-Link การห้ามไชนายูนิคอมและไชนาโมบายดำเนินธุรกิจอินเทอร์เน็ตในสหรัฐ และมาตรการห้ามจำหน่ายรถบรรทุกและรสบัสจีนในสหรัฐ
การตัดสินใจดังกล่าวยังไม่ได้รายงานมาก่อน แหล่งข่าวระบุว่า นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เพื่อควบคุมการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐที่อาจสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง หลังจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้า เมื่อเดือน ต.ค. ปีก่อน ซึ่งการพบปะครั้งก่อนจีนได้ให้คำมั่นที่จะชะลอการจำกัดการส่งออกแร่หายากที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตทางเทคโนโลยีทั่วโลก
เทคโนโลยีสหรัฐเสี่ยงอ่อนไหวต่อจีน
กระทรวงพาณิชย์กล่าวปกป้องการดำเนินงานของตน โดยบอกว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อแก้ไขความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติจากเทคโนโลยีต่างชาติ และจะดำเนินการต่อเนื่อง
ขณะที่การดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐมีจุดมุ่งหมายเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสงครามการค้าของทรัมป์ นักวิจารณ์บางคนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้ดาต้าเซนเตอร์ของสหรัฐและเทคโนโลยีอื่นๆ อ่อนไหวต่อภัยคุกคามจีน ขณะที่การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่พุ่งสูงขึ้น
แมตต์ พอตทินเจอร์ รองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรกกล่าว
“ในขณะที่เรากำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะถอนตัวออกจากอิทธิพลของปักกิ่งในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก มันเป็นเรื่องน่าขันที่เรากลับปล่อยให้ปักกิ่งได้โอกาสใหม่ๆ ในเศรษฐกิจสหรัฐทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และรถยนต์ไฟฟ้า”
ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนกล่าวว่า ปักกิ่งคัดค้าน “การนำประเด็นทางการค้าและเทคโนโลยีมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง” ขณะเดียวกันก็ยินดีที่สหรัฐสนับสนุนความร่วมมือกับจีน ซึ่งอาจทำให้ปี 2026 เป็น “ปีที่สองประเทศมหาอำนาจก้าวไปสู่การเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย”
TP-Link Systems Inc. บริษัทที่แยกตัวออกมาจากจีนเมื่อปี 2024 และไปตั้งอยู่ในแคลิฟอร์เนีย ย้ำว่า ตนเป็นบริษัทอเมริกันโดยมีอำนาจอิสระ มีซอฟต์แวร์ที่บริหารจัดการโดยสหรัฐ มีฐานดาต้าในสหรัฐ และมีแนวปฏิบัติที่ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสหรัฐ
"ข้อกล่าวหาใดๆ ที่บอกว่าพวกเราอยู่ภายใต้การควบคุมของต่างชาติ หรือมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเป็นเรื่องเท็จอย่างสิ้นเชิง” บริษัทระบุ
ทำเนียบขาวและไชนา เทเลคอม, ไชนา โมบาย และไชนายูนิคอม ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ ยังไม่ตอบหลับคำขอความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการและการระงับต่างๆ
ไม่เห็นด้วยให้อ่อนข้อด้านเทคโนโลยีต่อจีน
ด้านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตบางส่วน คัดค้านการระงับมาตรการดังกล่าว
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาสหรัฐแถลงการณ์“คุณไม่สามารถอ้างว่า ‘เข้มงวดกับจีน’ แล้วปล่อยให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนรุกคืบเทคโนโลยีของเรา เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและบริษัทต่างๆ ทั่วอเมริกา ตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ไปจนถึงโทรคมนาคม” และว่า “ในการรีบเร่งเพื่อเอาใจประธานาธิบดีสี เท่ากับทรัมป์กำลังขายความมั่นคงของชาติ อุตสาหกรรม และเกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคลนับล้าน”
แหล่งข่าวสองรายบอกว่า มาตรการทั้งหมดรัฐบาลสั่งระงับก่อนหน้านี้มีจุดประสงค์เบื้องต้นเพื่อป้องกันไม่ให้ปักกิ่งเข้าถึงและใช้ข้อมูลสำคัญของสหรัฐในการแบล็กเมล์หรือขโมยทรัพย์สินทางปัญญา และแทรกซึมเข้าไปในระบบที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
แหล่งข่าวบอกอีกว่าในช่วงปีที่ผ่านมาเจฟฟรีย์ แคสเลอร์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ ได้ชะลอความพยายามดำเนินมาตรการเหล่านั้น โดยอ้างว่ามีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากทำเนียบขาวและโฮวาร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐและแคสเลอร์ยังไม่ให้ความเห็น
แหล่งข่าวบอกว่า หลังจากจีน-สหรัฐ บรรลุข้อตกลงการค้าฝ่ายบริหารก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตรวจสอบภัยคุกคามทางเทคโนโลยีต่างชาติมุ่งไปที่ “อิหร่านและรัสเซีย” แทน อย่างไรก็ตาม อิหร่านไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางเทคโนโลยีเทียบเท่าจีนหรือรัสเซีย
ด้านกระทรวงพาณิชย์ยังไม่ตอบกลับความเห็นเรื่องนี้เช่นกัน
แหล่งข่าวเผยเมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ขับหญิงคนหนึ่งที่รับผิดชอบในสำนักงานตรวจสอบข้างต้น เธอเตรียมถูกแทนที่ด้วยเคทลิน คริสต์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองที่มีประสบการณ์ในด้านดังกล่าว และคริสต์อาจนำมาตรการบางอย่างกลับมาใช้ใหม่ หากความสัมพันธ์กับจีนแย่ลงหลังทรัมป์และสี จิ้นผิง ประชุมในเดือนเม.ย.
ด้านคริสต์และกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานดังกล่าว
ขณะที่เดวิด เฟธ อดีตเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลชุดแรกและชุดที่สองของทรัมป์ กล่าวถึงฮาร์ดแวร์ศูนย์ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับจีนว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติมากขึ้น และเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหานี้
เขากล่าวว่า
ศูนย์ข้อมูลของอเมริกาอาจกลายเป็น “เกาะแห่งอำนาจอธิปไตยดิจิทัลของจีนที่ถูกควบคุมจากระยะไกล” ในขณะที่สหรัฐกำลังสร้าง “จุดอ่อนเชิงกลยุทธ์ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์และพลังงาน” อย่างเงียบๆ
สหรัฐทำถูกแล้ว
เวนดี้ คัตเลอร์ อดีตรักษาการรองผู้แทนการค้าสหรัฐซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ที่สถาบันนโยบายเอเชียโซไซตี้ กล่าวว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่รัฐบาลจะระงับมาตรการลงโทษด้านเทคโนโลยี เนื่องจากต้องการสร้าง “เสถียรภาพ” กับจีน
“จีนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสถียรภาพในความคิดของพวกเขา หมายถึงการไม่มีการควบคุมการส่งออกและมาตรการจำกัดด้านเทคโนโลยีอื่นๆ อีกต่อไป… ดังนั้น โดยเฉพาะในช่วงก่อนการเยือนจีนในเดือนเมษายน ฉันไม่คาดหวังว่าจะมีการออกมาตรการควบคุมเพิ่มเติม… ” คัตเลอร์กล่าว พร้อมย้ำถึงภัยคุกคามที่รุนแรงของจีนเกี่ยวกับการจำกัดการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติม โดยบอกว่าจีนไม่ได้มีแค่อำนาจต่อรอง แต่เต็มใจที่จะใช้ด้วย และประธานาธิบดี(สหรัฐ)เลือกไม่ได้