CENTEL ลุย JV อัพพอร์ต กลุ่มโรงแรมปีนี้โตสองหลัก
#CENTEL #ทันหุ้น– CENTEL ตั้งเป้ารายได้โรงแรมปี 2569 โต 14–15% แตะ 1.57–1.59 หมื่นล้านบาท มอง RevPAR 4,600–4,800 บาท วางแผนลุยครบสูตรทั้ง ครบลักซ์ชัวรี–มิดสเกล-ร่วม OR รุก Budget Hotel มองหาการร่วมมือ JV พันธมิตรต่อ ธุรกิจอาหารเป้ายอดขายสาขาเดิมโต1% เปิดใหม่ 50–60 สาขา โบรกมองโรงแรมปีนี้โตดียาวถึงโลว์ซีซัน
นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL เปิดเผยว่า บริษัทวางเป้าธุรกิจโรงแรมปี 2569 เติบโตตามทิศทางท่องเที่ยวโลก หลังองค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ (UN Tourism) คาดนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้น 3–4% ใกล้ระดับก่อนโควิด หนุนไทย–มัลดีฟส์–ญี่ปุ่นฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ยังมีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และเงินบาทแข็งค่า
เบื้องต้นตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยกลุ่มธากิจโรงแรมเติบโตราว 14 – 15% เมื่อเทียบกับรายได้รวมปี 2568 ที่ผ่านมา หรือแตะที่ราว 15,700 – 15,900 ล้านบาท อัตราการเข้าพัก (OCC) เฉลี่ยทั้งปี 2569 ระหว่าง 75 – 78% รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก(RevPAR) ในกรอบ 4,600 – 4,800 บาท หนุนจากการรับรู้รายได้เต็มปีจาก 2 โรงแรมในมัลดีฟส์ และโรงแรมเซ็นทารา กะรน วิลล่าภูเก็ต พร้อมกันนี้บริษัมมีแผนการเปิดให้บริการโรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นในในที่ 1 เมษายน 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของ OCC ในช่วงที่เหลือของปี 2569 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
“4 โรงแรมในมัลดีฟส์มีอัตราการเข้าพักที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง คาดนักท่องเที่ยวโต 6–7% รับอานิสงส์เพิ่มเที่ยวบินและอาคารผู้โดยสารใหม่ที่ ท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา มัลดีฟส์ ขณะที่ญี่ปุ่นก็กระจายพอร์ตโรงแรมให้ครอบคลุมทั้งโรงแรมระดับ Luxury และ Mid-Scale รองรับนักท่องเที่ยวได้ทั่วถึงมากขึ้น”
ในปี 2569 บริษัทตั้งงบประมาณสำหรับธุรกิจโรงแรมราว 4.5 – 4.6 พันล้านบาท เน้นการปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่ เบื้องต้นคาดว่าจะกลับมาเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 4/2569 ถึงไตรมาส 1/2570
พร้อมกันนี้ บริษัทยังคงมองหาการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังล่าสุดบริษัทได้ร่วมทุนร่วมกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) พัฒนาโรงแรมราคาประหยัด ซึ่ง OR จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
@ธุรกิจอาหารยังแข่งดุ
ด้านธุรกิจอาหาร เบื้องต้นตั้งเป้าการเติบโตยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) ราว 1 – 1 % และเปิดสาขาใหม่ราว 50 – 60 สาขา หนุนยอดขายรวม (TSSG) ทั้งปี 2569 เติบโตราว 8 – 9% เร่งสร้างแบรนด์–คุมต้นทุน รับมือการแข่งขันสูง เบื้องต้นตั้งเป้ารายได้รวมธุรกิจอาหารที่ราว 19,000 – 19,300 ล้านบาท หนุนจากแบรนด์อาหารที่เข้าไปร่วมลงทุนโดยเฉพาะแบรนด์ ลัคกี้สุกี้ (Lucky Suki) และ ลัคกี้บาร์บีคิว (Lucky BBQ) ที่ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จากัด (MP) เมื่อไตรมาส 4/2568 ที่ผ่านมา คาดว่าจะเริ่มหนุนกำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการวางแผนรับมือ ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยได้มีการดูแนวโน้มราคาเพื่อวางแผนในการเจรจาต่อรองกับผู้ขายวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง, วางแผนจัดหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน และมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสาหรับวัตถุดิบหลักในบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา
สำหรับการรับมือกับการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทเน้นเพิ่มประสิทธิภาพในการทางาน ปิดสาขาที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย มุ่งเน้นการขยายและการทำกำไรในแบรนด์หลัก และแบรนด์ที่เป็น JV เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร และพิจารณาเปิดสาขาใหม่ด้วยความระมัดระวัง รวมถึงปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สะท้อนกับยอดขายหรือกลุ่มลูกค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569
@โรงแรมโตต่อเนื่อง
นางสาวจินดานุช ประเวศโชตินันท์ ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากความเคลื่อนไหวหุ้นไทยในปัจจุบันประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมา พบกลุ่มหุ้นโรงแรมยังมีความน่าสนใจแม้ภาพรวมทั้งกลุ่มจะมีราคาปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว เนื่องจากปีนี้ปัจจัยลบคลี่คลายลง พร้อมกับมีคาดการณ์ของจำนวนนักท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา (YoY) โดยมีตลาดจีนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าค่าเฉลี่ย จึงคาดการณ์ต่อเนื่องว่ากำไรของบริษัทในกลุ่มท่องเที่ยวทั้งกลุ่มจะกลับมาเติบโตได้ในระดับเลขสองหลักในงวดปี 2569 ขณะเดียวกันในเชิงราคาหุ้นก็กำลังซื้อขายบนความคาดหวังของการฟื้นตัวเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังประเมินหลังจากพ้นช่วงต้นปีระยะที่เป็นไฮซีซันฤดูกาลท่องเที่ยวไทย สถานการณ์ธุรกิจโรงแรมช่วงไตรมาส 2/2569 และไตรมาส 3/2569 ก็ยังน่าจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อได้อีกหากไม่มีสถานการณ์เชิงลบขนาดใหญ่ที่เกินคาดเข้ามาเช่น แผ่นดินไหว หรือ น้ำท่วมใหญ่ เป็นต้น
ทั้งนี้ยังแนะนำลงทุนกลุ่มหุ้นโรงแรม โดยหุ้นเด่นที่สุดขณะนี้เลือก ERW ราคาเป้าหมายพื้นฐานอยู่ที่ประมาณ 5.20 บาท