BOI การันตี ไทยยังมีเสน่ห์ คลื่นนักลงทุนหนี Trade War บุกอาเซียน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนของประเทศไทยในปี 2569 ว่า สงครามการค้า (Trade War) ระหว่างชาติมหาอำนาจ และสงครามเทคโนโลยี (Tech War) รวมทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จะอยู่กับเราไปอีกนาน โดยการตัดสินของศาลสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของ Trade War และ Tech War และจะนำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่
“เทรนด์ของสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีเนี่ยยังอยู่กับเราอีกนาน โดยเวทีที่ดาวอส ก็ระบุว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวที่จะบรรเทาคลี่คลาย แต่จะเป็นสิ่งที่จะถูกฝังตัวกับระบบเศรษฐกิจและการค้าของโลกอย่างถาวร คือจากนี้ไปเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องความมั่นคง และเรื่องการเมืองระหว่างประเทศจะถูกผูกโยงเป็นเรื่องเดียวกัน และจะนำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่” นายนฤตม์ ระบุ
ดังนั้นสิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวคือการทำอย่างไรให้มีความยืดหยุ่น และมีความไวในการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านการลงทุน ปัจจุบันกลุ่มนักลงทุนจะมองการลงทุนในระยะยาว และพิจารณาปัจจัยหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่ด้านภาษีอย่างเดียว แต่จะพิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของตลาด บุคลากร ซัพพลายเชน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นายนฤตม์ กล่าวว่า บีโอไอมั่นใจว่าประเทศไทยมีจุดแข็งในเรื่องปัจจัยพื้นฐานที่มีความพร้อม ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร เช่นเดียวกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้อกับการประกอบธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ข้อมูลของ World Investment Report ระบุว่าการลงทุนทั่วโลกมุ่งมาที่อาเซียน สวนทางการลงทุนทั่วโลกติดลบต่อเนื่องมา 2 ปี โดยติดลบถึง 12% แต่การลงทุนที่เข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) ยังขนานนามอาเซียนว่าเป็น Bright Spot สำหรับการลงทุนโลก ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเรื่องสงครามการค้าเขาจึงตัดสินใจย้ายการลงทุนมาในอาเซียนและไทย
สำหรับอุตสาหกรรมสำคัญที่บีโอไอเห็นอย่างชัดเจนว่าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องนั่นคือ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) รวมทั้งการลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มารองรับเทคโนโลยี AI ล่าสุดในปีนี้ยังเป็นปีแรกที่กลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์เข้ามาลงทุนในไทย เป็นบริษัทจากจีนที่ผลิตเพื่อป้อนอเมริกา โดยล็อตแรกมี 5 โครงการ 5 บริษัทซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำทั้งหมด และจะตามมาอีกหลายบริษัท
สำหรับแรงขับเคลื่อนการลงทุนที่สำคัญ ในปี 2569 จะมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ
1.กระแสและการโยกย้ายฐานการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของการลงทุนทั่วโลก
2.การเติบโตของเทคโนโลยี AI อย่างก้าวกระโดด ทำให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมามากมาย เช่นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมดั้งเดิมทั้งหมดรวมกัน โดยเทรนด์นี้ยังคงต่อเนื่องไปทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB และการลงทุนในอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ
3.เทรนด์ในการลดคาร์บอนและความยั่งยืนซึ่งยังคงเป็นเทรนด์สำคัญในการทำธุรกิจ ทำให้การลงทุนในหลายสาขาเติบโตอย่างมาก ทั้งพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในแบตเตอรี่และระบบการเก็บพลังงาน รวมถึงการลงทุนในกลุ่มที่เป็น Green Product หรือ Green Packaging
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เห็นว่ามีทั้งปัจจัยภายนอก คือ เรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐและการกีดกันทางการค้าจัดขั้วต่าง ๆ และปัจจัยภายในที่สำคัญคือเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศซึ่งจะมีผลกับการเติบโตในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยในเรื่องของกำลังซื้อในประเทศและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่นำไปสู่ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมีผลกับภาคธุรกิจโดยตรง
นายนฤตม์ กล่าวว่า ในส่วนของการลงทุนจริงในปี 2569 นี้ มั่นใจว่าเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการติดตามเร่งรัดการลงทุนของ BOI และมาตรการ Fast Track ที่รัฐบาลมอบหมายให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ล่าสุดได้ประชุมร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมโยธาธิการและผังเมือง และการไฟฟ้าทั้งหมด
ทั้งนี้เพื่อทำข้อตกลงการให้บริการหรือ SLA ที่จะกำหนดเวลาในการออกใบอนุมัติอนุญาตให้ลดลงจากขั้นตอนปกต เพื่อให้โครงการสำคัญที่ต้องการให้เกิดการลงทุนในไทยโดยเร็วได้รับความสะดวกรวดเร็วที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ
อย่างไรก็ตามภารกิจสำคัญของ BOI ในปี 2569 เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า มี 3 เรื่องหลัก คือ
1.การดึงโครงการลงทุนที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่จะสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว สร้างการจ้างงานที่มีคุณค่า สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีเรื่องการวิจัยพัฒนา
2.การยกระดับปัจจัยที่จะมีผลต่อการตัดสินใจ เช่น เรื่องโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าพลังงานสะอาด เรื่องของบุคลากร และการปรับกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการลงทุน
3.การเร่งให้เกิดการลงทุนจริงให้มากที่สุดผ่านกลไก Fast Track และการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่ออำนวยความสะดวกในการเริ่มต้นธุรกิจให้เร็วที่สุด