โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 แม่ทัพ ‘ทีมไทยแลนด์’ เร่งถก USTR รอบใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ศุภจี สุธรรมพันธุ์-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ทันทีที่ศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่ามาตรการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การค้า (Reciprocal Tariffs) เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

ตามด้วยประธานาธิบดีทรัมป์ได้แก้เกมโดยออกประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า ภายใต้กฎหมายการค้า มาตรา 122 ที่อัตรา 15% มีผลบังคับใช้ 150 วัน ส่งผลให้การค้าโลกเกิดความปั่นป่วนขึ้นอีกครั้ง โดยในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือด่วนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ หรือหัวหน้าทีมไทยแลนด์ เปิดเผยว่า กรณีศาลฎีกาสหรัฐมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ในระยะสั้นเป็นบวกต่อความเชื่อมั่น โดยปัจจุบันอัตราภาษีเฉลี่ยในอาเซียนอยู่ที่ 19%

ขณะที่มาตรการล่าสุดของสหรัฐกำหนดที่ 15% มีผลบังคับใช้ 150 วัน ทำให้อัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินค้าไทยบางรายการอาจลดเหลือต่ำกว่า 10% นอกจากนี้ ไทยได้เปรียบเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศคู่แข่งที่เคยได้สิทธิภาษี 10% ถูกปรับขึ้นที่ 15% เท่ากัน ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยเท่าเทียมมากขึ้น

แม้การยกเลิกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการกีดกันทางการค้าจะหมดไป แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้เครื่องมือภาษีอื่น ซึ่งระยะสั้นเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกไทยมาก เนื่องจากอัตราภาษีลดจากเดิมที่ไทยถูกจัดเก็บอัตรา 19% มาอยู่ที่ 15% เท่าประเทศอื่น

นายเอกนิติระบุว่า ขณะนี้ทีมไทยแลนด์อยู่ระหว่างการเจรจาเร่งด่วนรอบใหม่เพื่อรับมือกับภาษี 15% ที่สหรัฐประกาศออกมา โดยการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน

ส่วนในระยะยาวจะเร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการค้าและการลงทุน และสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้ประกอบการไทย เนื่องจากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นหัวใจหลักเศรษฐกิจไทย มีสัดส่วนรวมกันถึง 70% ของ GDP แบ่งเป็นสินค้า 60% และบริการ 10%

“หลังตั้งรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเจรจา FTA ให้มากที่สุด สิ่งที่เราเห็นไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก ทั้งแรงกีดกันและความกดดันทางการค้าที่ยังมีอยู่ แต่ก็มีโอกาสที่ชัดเจนจากการลงทุนที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยและอาเซียน”

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ หรือทีมไทยแลนด์ มีนายเอกนิติเป็นประธาน ส่วนคณะทำงาน ประกอบด้วย รัฐมนตรีจาก 6 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงสาธารณสุข และมีตัวแทนจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน

โดยมีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเลขานุการ ซึ่งที่ผ่านมาทีมไทยแลนด์มีการพูดคุยหารือกับ USTR หลายครั้ง ทั้งในระดับนโยบายและระดับเทคนิค โดยครั้งล่าสุดคือการประชุมเมื่อปลายปี 2568 เพื่อวางกรอบความร่วมมือการค้าต่างตอบแทนที่ไทยจะลงนามร่วมกับสหรัฐในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนเดือนตุลาคม ที่ประเทศมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หลังทรัมป์ประกาศใช้ภาษี 15% เป็นเวลา 150 วัน นายเอกนิติได้สั่งการให้ทีมไทยแลนด์เร่งเจรจากับ USTR รอบใหม่ เพื่อขอขยายสิทธิประโยชน์และลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าไทยในช่วงรอยต่อ โดยแนวทางการเจรจาจะเน้นแบบทวิภาคี (Bilateral Talks) เพื่อคัดเลือกรายการสินค้าขอยกเว้น (Exemption List) และตั้งเป้าจะปิดดีลข้อตกลงการค้าถาวรให้ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2569

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าทีมเจรจาฝ่ายเทคนิคของทีมไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ได้มีคำสั่งและวางแนวทางเชิงรุกเพื่อรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐรอบใหม่ 15% โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะต้องเร่งประเมินผลกระทบทันที เนื่องจากโครงสร้างภาษีใหม่ 15% บวกภาษีในอัตราภาษีปกติ MFN ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นเวลา 150 วัน

พร้อมกันนี้ให้จัดทำบัญชีรายการสินค้าขอยกเว้น (Exemption List) โดยสั่งให้ทีมรวบรวมรายการสินค้าที่ไทยต้องการขอยกเว้นภาษี เพื่อยื่นเสนอต่อสหรัฐล่วงหน้าก่อนการเจรจาจะสิ้นสุดลง หวังว่าจะปิดดีลให้ได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผู้ส่งออกไทย

นางศุภจีระบุว่า แม้คำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐจะมีผลต่อการดำเนินมาตรการภาษีของทรัมป์ แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย แนวทางการปฏิบัติ ซึ่งไทยจำเป็นจะต้องประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบรอบด้านที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกและภาคธุรกิจไทย แต่ก็ยังให้มีการเดินหน้าเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

“สหรัฐเคยประกาศเก็บภาษี เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม (50%) ทองแดง (50%) ยานยนต์และชิ้นส่วน (25%) เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ (25%) แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศ เพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐมองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐ เป็นต้น”

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้เปิด “ศูนย์รับคำปรึกษา” เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่เกิดขึ้น เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งจากปัจจัยนี้มีความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกจำเป็นจะต้องเตรียมตัวและระมัดระวัง แต่การทำงานของเราก็ยังอยู่บนฐานของสิทธิประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก

ขณะที่ความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กระทรวงพาณิชย์ยังคงเจรจาต่อเนื่อง และเร่งให้ข้อตกลง FTA กับศรีลังกา และสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ลงนามไปก่อนหน้านี้ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เพื่ออนุมัติและประกาศใช้ ส่วนเป้าหมายการเจรจา FTA ในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะปิดดีลการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับแคนาดาให้สำเร็จภายในปีนี้

โดยแคนาดานั้นมีความสำคัญ เพราะได้แสดงความต้องการเปิดเสรีการค้ากับอาเซียนเพิ่มขึ้น พร้อมกับทบทวน FTA ฉบับเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น เช่น การค้าดิจิทัล (Digital Trade) เป็นต้น และเร่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการใช้สิทธิเต็ม 100% จาก FTA ที่มีการเจรจาไปแล้ว

พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังจะเดินหน้าขยายตลาดใหม่ เช่น อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แอฟริกา ตะวันออกกลาง และซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างความสมดุลและรักษาเสถียรภาพทางการค้าของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใหญ่ นอกจากนี้ สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 แม่ทัพ ‘ทีมไทยแลนด์’ เร่งถก USTR รอบใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...