โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบสารหนูในร่างกายคนริมน้ำกก แนะออกประกาศเป็นโรคเฝ้าระวัง

SpringNews

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เผยถึงรายละเอียดการประชุมพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะโดยชุมชนกรณีศึกษาผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.)

โดยจากการสุ่มตรวจตัวอย่างเล็บในผู้ใหญ่และเส้นผมเด็กใน 4 พื้นที่ประกอบด้วย บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ / ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย / บ้านแซว และริมกก อ.เชียงแสน พบว่ามีสารหนูปะปนอยู่ในเล็บและเส้นผมของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมีลักษณะอาการแตกต่างกัน ดังนี้

  • พบปริมาณสารหนูสะสมในเล็บพบมีค่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน (0.5 มก./กก.) จำนวน 16 ราย
  • ระบบประสาทและกล้ามเนื้อชาปลายมือปลายเท้าและอ่อนแรง 10 ราย
  • ผิวหนังระคายเคือง 7 ราย
  • พบความผิดปกติของสีผิว/ตุ่มหนาคล้ายตาปลา 5 ราย
  • ระบบทางเดินหายใจเยื่อโพลงจมูกอักเสบและพนังกั้นโพรงจมูกทะลุ 3 ราย
  • บางรายพบอาการอื่นๆ เช่น ปวดบวมเท้าทั้งสองข้าง และปัสสาวะออกน้อย

ผศ.เสถียร ฉันทะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย กล่าวว่า การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมแสดงว่ามีการสะสมสารหนูในร่างกาย เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าร่างกายไม่สามารถขับสารหนูออกได้หมด อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานว่ามีสารหนูสะสมในร่างกายเท่าไรถึงจะอันตรายซึ่งอาจต้องค้นคว้าจากองค์การอนามัยโลกหรือที่อื่นๆ เพื่อให้ประชาชนที่มีสารหนูในร่างกายได้จัดการสุขภาพตัวเอง และนำไปสู่การรักษาพยาบาล สิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลจะมีมาตรการดูแลกลุ่มที่มีความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร และกระทรวงสาธารณะสุขกับกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานแบบบูรณาการกันอย่างเร่งด่วน เพราะมีการตรวจพบความเสี่ยงด้านสุขภาพแล้ว

ผศ.เสถียรกล่าวด้วยว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาที่สารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ความตื่นตัวของประชาชนไปไกลกว่าหน่วยงานรัฐมาก เพราะหน่วยงานรัฐมีข้อจำกัดเรื่องของการแก้ไขปัญหา ขณะที่ระดับชาติก็ไม่เห็นชุดคณะทำงานในการนำเอาข้อมูลพื้นที่มาจัดทำมาตรการเชิงนโยบายและเชิงปฎิบัติ แม้แต่นายกฯ อนุทิน ชาญวีระกูล ก็ยังไม่เคยเห็นการพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนที่เชียงราย

ส่วนความพยายามเจรจากับเมียนมาในระดับทวิภาคี ซึ่งตอนนี้ตกลงกันแล้วว่าจะไปตรวจน้ำร่วมกัน แต่ยังไม่รู้จะใช้มาตรตฐานไหน เพราะมาตรฐานสารหนูของไทยและเมียนมาก็แตกต่างกัน การเจรจาในระดับพหุภาคียังไม่เห็นความคืบหน้า ทั้งในเวทีของเอ็มอาร์ซีและแอลเอ็มซี ดังนั้นปัญหานี้จึงยังไม่นำไปสู่การจัดการที่ต้นทางได้

น.ส.สมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพ เผยว่า เส้นทางหลักที่สารหนูเข้าสู่ร่างกายมี 2 ทางคือ น้ำ และ อาหาร โดยเฉพาะข้าวจากนาที่ใช้น้ำปนเปื้อน ทั้งนี้หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่รีบจัดการหาวิธีลดการรับสัมผัสมลพิษ ก็อาจจะมีการตรวจพบผู้ที่มีอาการป่วยด้วยโรคพิษของสารหนูเพิ่มมากขึ้นได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการประกาศให้ 'โรคพิษสารหนู' เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 เพื่อเอื้อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนจัดทำระบบเฝ้าระวัง กำหนดมาตรการป้องกัน และควบคุมโรคที่มีความจำเพาะเจาะจงกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ รวมถึงให้มีระบบการรายงานเมื่อพบผู้ป่วยหรือสงสัยว่าเป็นโรคจากสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เข้าสู่บริการด้านสุขภาพได้อย่างทันท่วงที

ด้านนายสืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการมหาวิทยาลัยแม่ฟ้งหลวง ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีที่อธิบดีกรมควบคุมมลพิษลงพื้นที่แม่น้ำกกและให้ข่าวในทำนองว่าสารพิษในแม่น้ำกกอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานว่า เป็นความย้อนแย้งของการตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงการประกาศว่าประชาชนสามารถพายเรือเล่นได้ เดินเล่นในน้ำได้ ปางช้างสามารถทำกิจกรรมได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ตะกอนดินในแม่น้ำฟุ้งกระจายขึ้นมา รวมถึงความเข้าใจผิดว่าการรับประทานปลาเพียงแค่ต้องงดการรับประทานส่วนหัวปลาหรือตับปลาเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น

จึงขอเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษ จังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ ภาคประชาชน ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ ประชุมปรึกษาหารือกันอย่างเป็นทางการและตัดสินใจร่วมกัน เพื่อที่จะได้ร่วมกันหาทางออกต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...