โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Minor เดินเกมส่ง Minor Food จ่อ IPO ฮ่องกง ตั้ง REIT สิงคโปร์ เร่งขยายพอร์ตโรงแรม-อาหาร

TODAY

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TODAY

หลายบริษัทใหญ่ของไทย ไม่ว่าจะเป็น Bitkub, LINE MAN Wongnai และล่าสุด บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) มีข่าวสารจากสื่อต่างประเทศว่าเตรียมนำธุรกิจเข้า IPO

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ “ปลายทาง” ของการระดมทุนครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตลาดหุ้นไทย หากเป็นตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแทน

ในงานแถลงข่าวใหญ่ของ MINT ผู้บริหารยอมรับว่าบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในฮ่องกงจริง แล้วแผนของไมเนอร์คืออะไร? TODAY Bizview สรุปให้เข้าใจง่ายๆ

[ ปี 68 กำไรโรงแรม-อาหารเติบโต วางโครงสร้างครั้งใหญ่ ตั้ง REIT เอาเงินสดไปปลดหนี้ ]

ปี 2568 ถือเป็นปีที่ MINT แสดงให้เห็นถึงคุณภาพการเติบโตอย่างชัดเจน กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16% ตลอดทั้งปี และ 21% ในไตรมาส 4 สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมทั่วโลกและความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจร้านอาหาร แต่เหนือกว่าตัวเลขกำไร คือการวางหมากเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ผ่านแผน IPO และการจัดตั้ง REIT ควบคู่กับแผนธุรกิจระยะ 3 ปี (2026–2028) ที่มุ่งปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ ลดภาระหนี้ และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Asset-Light อย่างเต็มตัว

สำหรับหมากแรกที่บริษัทจะทำคือการนำสินทรัพย์โรงแรมมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ภายในครึ่งหลังปี 2026

สินทรัพย์ดังกล่าวประกอบด้วยโรงแรมราว 14 แห่งในยุโรปและไทย โดย MINT จะถือหุ้นต่ำกว่า 50% เล็กน้อย แต่ยังคงอำนาจควบคุมและสามารถรวมงบการเงินได้ กลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่การขายทรัพย์สินเพื่อลดขนาดธุรกิจ แต่เป็นการ “รีไซเคิลทุน” เพื่อนำเงินสดไปลดหนี้ ลดต้นทุนดอกเบี้ย และเสริมความแข็งแกร่งของงบดุล โดยตั้งเป้าลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลงมาอยู่ที่ 0.75–0.85 เท่า พร้อมผลักดัน ROIC ให้ไม่ต่ำกว่า 12%

สำหรับธุรกิจโรงแรมภายใต้ Minor Hotels ทำผลงานโดดเด่น กำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 32% จากแรงหนุนของยุโรป ไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากการขายยูนิตที่พักอาศัย ทั้งปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% และกำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 38% ยุโรปและอเมริกามี RevPar เติบโต 6% จากการบริหารราคาอย่างมีวินัย ดัน ADR เพิ่ม 4% โดยเฉพาะยุโรปกลาง อิตาลี สเปน และกลุ่มเบเนลักซ์ที่ได้แรงหนุนจากทั้งนักท่องเที่ยวและตลาด MICE

ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ RevPar เพิ่มขึ้นถึง 15% สูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับขึ้นราคาหลังรีโนเวตโรงแรมหลักและการฟื้นตัวของตลาดรีสอร์ต ขณะที่มัลดีฟส์เติบโต 13% จากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งรัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

และบริษัทยังเร่งขยายผ่านสัญญาบริหารมากกว่า 10 แห่ง เปิดโรงแรมใหม่ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย พร้อมเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการ Branded Residences แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกในตะวันออกกลาง

ธุรกิจ Branded Residences กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์กำไรที่สำคัญ ปัจจุบันราว 20% ของโครงการใน Pipeline มีองค์ประกอบที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมระยะยาว โดยโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท มียอดขายแล้วมากกว่า 50% และจะทยอยโอนในปี 2569 สร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้บริษัท

ในฝั่งอาหาร MINT กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Minor Food เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เพื่อปลดล็อกมูลค่าธุรกิจที่อาจถูกประเมินต่ำภายใต้โครงสร้างแบบกลุ่ม ปัจจุบัน Minor Food มีร้านมากกว่า 2,700 สาขาใน 26 ประเทศ

ภายใต้แบรนด์หลักอย่าง The Pizza Company, Swensen’s, Sizzler Thailand, Dairy Queen, Burger King และ Bonchon การ Spin-off จะเปิดทางให้ธุรกิจอาหารเร่งขยายแฟรนไชส์ในอินโดนีเซีย อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมวางตำแหน่งเป็น Regional Food Platform สำหรับนักลงทุนเอเชีย

ควบคู่กับแผน IPO บริษัทตั้งเป้าขยายโรงแรมสู่ 850 แห่ง และร้านอาหารสู่ 4,150 สาขาภายในปี 2028 โดยเน้นการเติบโตผ่านสัญญาบริหารและแฟรนไชส์มากกว่าการลงทุนถือครองสินทรัพย์เอง ธุรกิจโรงแรมจะรุกตลาดศักยภาพสูงอย่างอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง พร้อมผลักดันโครงการ Branded Residences ซึ่งให้ผลตอบแทนภายใน (IRR) สูงราว 30% ขณะที่ธุรกิจอาหารจะขยายผ่านโมเดลแฟรนไชส์และร้านรูปแบบ Modular ที่ใช้เงินลงทุนน้อย คืนทุนเร็ว และเพิ่มอัตรากำไรผ่านการใช้ AI และ Data Analytics

‘ดิลลิป ราชากาเรีย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT ให้ความเห็นว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถของเราในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light

“สำหรับไมเนอร์ โฮเทลส์ เราคาดว่าจะมีอีกหนึ่งปีที่สร้างสถิติใหม่ของการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) โดยปัจจุบันโครงการที่พักอาศัยหลายแห่งได้ถูกวางไว้เพื่อสนับสนุนรายได้ประจำในระยะยาว

โดยคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด เรายังเห็นโอกาสการขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่ขยายตัวได้ดีและความต้องการแฟรนไชส์ที่สูง เรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...