โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์” การเลี้ยงแขกเหรื่อ ในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 คืออะไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร (ภาพจาก หนังสือ : พระพุทธชินราช ในประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์), สงวนลิขสิทธิ์ภาพ

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามถือเป็นวัดสำคัญของกรุงเทพฯ ที่ได้รับการสถาปนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และต่อมากลายเป็นหนึ่งในวัดประจำรัชกาลของพระองค์

เห็นได้จากชื่อวัด ว่า “เบญจมบพิตร” อันหมายถึงวัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ทั้งยังมีสร้อยนามต่อท้ายว่า “ดุสิตวนาราม” ซึ่งเกี่ยวโยงกับพระราชวังดุสิตอีกด้วย

อย่างไรก็ดี วัดนี้ได้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ที่มีพระราชดำรัสถึง พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) มหาดเล็กที่พระองค์ไว้วางพระราชหฤทัยมาก ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจเป็นคำว่า “กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์”คำที่นำไปใช้อธิบายถึงการเลี้ยงแขกเหรื่อในยุคนั้น

อะไรคือ กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์ ในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 ?

ในพระราชหัตถเลขาที่ปรากฏคำนี้ ในหนังสือบุรุษรัตน ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 125 มีเนื้อความว่า

“พระยาบุรุษ

วันที่ ๒๒ แบนเควต (Banquet หรืองานจัดเลี้ยงอย่างเป็นทางการ-ผู้เขียน) นั้นน่ากลัวจะต้องเปิดเป็นสับเปอร์ (Supper หรืออาหารเย็น, อาหารมื้อสุดท้ายของวัน-ผู้เขียน) ข้าราชการอื่น ๆ ด้วยเข้าใจว่าข้าราชการฝรั่งเห็นจะต้องเปิดให้มาในวันนั้นด้วย ถ้าฝรั่งมาจะมากินอย่างวัดเบญจมบพิตร์ไม่ไหว ถ้ามายามหนึ่งพอเวลาแบนเควตแล้วได้เฝ้า สำหรับเดิรเกลื่อนและฟังพิณพาทย์ฟังแตร**

แต่การเลี้ยงคงยังต้องมีในตัวหัวค่ำ แต่เล็กน้อยในพวกข้าราชการที่มีประจำ ด้วยผู้ใหญ่ไปนั่งโต๊ะหมดแล้ว ถ้าจะมีแต่ ๗๐ คนเห็นจะน้อยไป

อนึ่งที่โรงน้ำร้อนของแม่เล็ก(สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง- ผู้เขียน) ควรจะเปิดให้ข้างซีกเจ้าถนอม ซีกริมคลอง จะได้ใช้เป็นแปนตรี (Pantry หรือห้องครัวสำหรับเตรียมอาหาร-ผู้เขียน) สำหรับเลี้ยงข้างในตลอดงาน”

ทั้งนี้ยังมีการอธิบายคำนี้ไว้ตอนท้ายเป็นตัวเล็ก ๆ ในหนังสือว่า“กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์ คือมีอาหารคาวหวาน จานแบ่งและซ่อมช้อนวางอยู่โต๊ะกลาง ผู้ใดจะรับประทานสิ่งใดก็ตักแบ่งไปนั่งรับประทานโต๊ะเก้าอี้ซึ่งจัดไว้ ใช้ผู้ปฏิบัติแต่น้อย เลี้ยงแขกได้มาก ๆ”

นี่คือความหมายของคำนี้ ซึ่งก็ดูคล้ายกับบุฟเฟต์ในปัจจุบัน

ส่วนทำไมถึงต้องเรียกว่า “กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์” นั้น เรื่องนี้ก็คงต้องหาคำตอบกันต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

บุรุษรัตน. [ม.ป.ท.]:โรงพิมพ์ตีรณสาร, 2501. สืบค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:1796.

http://www.thapra.lib.su.ac.th/web-temple/index.php?option=com_content&view=article&id=26&Itemid=21

https://www.silpa-mag.com/history/article_146195

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “กินอย่างวัดเบญจมบพิตร์” การเลี้ยงแขกเหรื่อ ในพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ 5 คืออะไร?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...