โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เสริมความพร้อมแนวรบ2ปราสาท เร่งสร้างเอกภาพภายในรับมือ

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 มกราคม 2569 เวลา 3.44 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เกือบหนึ่งเดือนหลังจากการสู้รบที่ชายแดนระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” สิ้นสุดลง ฝ่ายไทยได้เร่งสถาปนาพื้นที่ เพื่อวางกำลังทหาร เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ให้การปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลมีความปลอดภัยทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ รักษาฐานที่มั่น ซึ่งเรายึดคืนได้อย่างเต็มศักยภาพ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงใน Join statement ที่ระบุว่า “ใครอยู่ตรงไหน ต้องอยู่ตรงนั้น” ยังไม่มีการพูดเรื่องแผนที่ หรือการเขตแดน

สำหรับที่ตั้งโบราณสถาน ซึ่งเป็น“สัญลักษณ์”ทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดสุรินทร์ ทั้งปราสาทคณา ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย ฝ่ายไทยต้องตรึงกำลังทหารในจุดที่สูงข่มซึ่งเป็นเนินทางยุทธวิธีที่เอาไว้ เพื่อดำรงความได้เปรียบ

2- 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองกำลังสุรนารี และภาคประชาชน จึงเร่งเสริมความแข็งแรงให้บังเกอร์ สร้างถนนคอนกรีต พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อป้องกันฐานทางทหาร มุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยให้กับกำลังพลที่วางกำลังอยู่ และสร้างแนวรบเพื่อเตรียมความพร้อมในลักษณะสองแนวขนานกันระหว่างด้านบนและล่างของหน้าผา บริเวณเนิน350

เหตุเพราะเนินดังกล่าว และ เนิน 255 เชื่อมโยงภูมิประเทศกับปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารในการใช้ควบคุมโบราณสถานเชิงสัญลักษณ์

สำหรับเนิน 350 มีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบแคบๆ ลากยาวตามแนวสันเขา ขนาดไม่กว้างนัก ด้านข้างเป็นหน้าผา และ ทางลาดลงด้านล่าง ด้านหนึ่งมองเห็นยอดปราสาทตาควายอยู่ใกล้ๆ ขณะที่ด้านทิศตะวันออกจะเป็นพื้นที่ราบในฝั่งกัมพูชาขนาดกว้างใหญ่และลึกสุดลูกหูลูกตา และห่างออกไปกว่า 1 กิโลเมตรจะเห็นบ้านเรือนของประชาชนที่ตั้งอยู่กระจัดกระจาย นอกจากนั้นมีที่ตั้งทางทหารระดับกองพันสนับสนุนอยู่ใกล้บ้านประชาชนด้วย

ย้อนกลับไปช่วงที่กัมพูชาตั้งฐานบนเนินดังกล่าว มีความเคลื่อนไหวในการเสริมสร้างฐานที่มั่นทหารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 1 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนากระเช้าเหล็กใช้ในการส่งกำลังบำรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น พร้อมไปกับพัฒนาเส้นทางเดินโบราณโดยสร้างบันไดเล็กๆ ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเท้าจากด้านล่าง อีกทั้งมีการสร้างบังเกอร์ที่หนาเกือบ1ฟุตสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กเส้นข้ออ้อยอย่างดี ซึ่งฝ่ายไทยเรียกว่า “บังเกอร์ J 19 “

ห่างไปไม่ถึงเมตรเป็นจุดที่เรียกว่า “ต้นไม้คู่” ซึ่งเป็นบริเวณที่ “พลทหารวุ้นเส้น”ภาณุพัฒน์ เสาร์สา โดนสะเก็ดระเบิดจากกระสุนปืนค.เสียชีวิต ห่างไปอีกประมาณ 5 เมตร เป็นบริเวณที่ จ่าเริง “จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน เสียชีวิต จากการซุ่มยิงจากฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันยังเห็นรอยเลือดที่อยู่บนก้อนหินใหญ่ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายไทยเข้าไปกู้ศพบริเวณดังกล่าวออกมา และในปัจจุบันเป็นมีการวางดอกไม้ หมากพลู ยาเส้น ในบริเวณนั้น

ย้อนกลับไปดูปฏิบัติการทางทหารในช่วงการสู้รบ 20 วัน ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงเข้าเป้าหมาย 3 ทิศทาง ก่อนชุดปฏิบัติพิเศษร่วมเข้าพื้นที่รุกไล่กำลังทหารกัมพูชาให้ลงไป อีกทั้งมีการใช้กำลังทางอากาศในการตัดเส้นทางของฝ่ายตรงข้ามซึ่งไม่สามารถทำได้ง่าย เพราะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบ เนื่องจากแนวเข้าตีของทหารราบอยู่เกือบประชิดกัน ภาพรวมในจุดนี้ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะยึดคืนมาได้

ขณะที่ตัว “ปราสาทตาควาย” ซึ่งกัมพูชาใช้เป็นฐานทหาร วางอาวุธหนัก โจมตีฝ่ายไทย สภาพในปัจจุบันมีความเสียหายหนัก ซึ่งกรมศิลป์ฯ ได้เข้ามาสำรวจในเบื้องต้นแล้ว

ทางด้าน “ปราสาทตาเมือนธม” ซึ่งเป็นปราสาทขนาดใหญ่ ปัจจุบันทหารไทยวางกำลังบนตัวปราสาทซึ่งอยู่บริเวณด้านบนซึ่งสูงกว่าฝั่งกัมพูชาได้ เมื่อลงบันไดลงไปแล้ว ยังมีวางรั้วลวดหนา รอบตัวปราสาทไว้ ห่างไปแค่ 30-40เมตรแบบหายใจรดต้นคอ มีฐานทหารของฝ่ายกัมพูชาอยู่ด้านล่าง ต่างคนต่างส่องกันไปมา ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามไม่ยากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นช่วงพักรบ ทั้งสองฝ่ายยังคงเตรียมความพร้อม เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฝ่ายตัวเอง โดยฝ่ายกัมพูชาเดินเกมปรับแนวการวางกำลังใหม่ ขณะที่ระดับนโยบายหันไปเล่นบทบาทอีกหน้า ด้วยความพยายามติดต่อเจรจาหลังฉากไปพร้อมกัน แต่ฝ่ายไทยมีบทเรียนจากการถูกละเมิดข้อตกลงมาโดยตลอด แนวทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือต้องเตรียมพรัอมทางทหารเพื่อความไม่ประมาท และดำรงความมุ่งหมายในการรักษาพื้นที่ซึ่งควบคุมไว้ได้อย่างดีที่สุด

เพราะในตอนนี้ กระบวนการพูดคุยระดับทวิภาคียังไม่สามารถเดินไปได้ ต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศก่อน จึงคาดเดาได้ยากว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะเดินไปในทิศทางไหน ใครเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกทั้ง ทิศทางด้านความมั่นคงในประเทศ รวมถึงในภูมิภาคทั่วโลกจะเป็นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ยังไม่มีใครคาดเดาได้

ขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ทั้งด้านอีสานใต้ และ สระแก้ว ตั้งแต่วันที่ 9 และ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา เน้นย้ำให้กำลังพลปฏิบัติการโดยไม่ประมาท ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รอบด้าน ยึดมั่นในระเบียบและมาตรฐานด้านความปลอดภัย ดำรงการลาดตระเวนดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทบทวนแผนการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ให้ผู้บังคับหน่วยทุกระดับให้ความสำคัญในการดูแลฟื้นฟูกำลังพล ตลอดจนตรวจสอบอาวุธ ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือประจำหน่วยให้มีความพร้อม

ขณะที่ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และ พล.ท.วรยศ เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งการในเรื่องการฟื้นฟูกำลังพล ซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในสนามให้พร้อมดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ หมุนเวียนกำลังเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

โดยในส่วนของ พล.ท.วีระยุทธ์ ได้ลงไปค้างคืนกับกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณ “ห้วยตามาเรีย” เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ หลังเสร็จสิ้นการสู้รบใหม่ๆ โดยพื้นดังกล่าวอยู่ในเป้าหมายที่ไทยต้องการผลักดันกำลังทหารกัมพูชาออกไป ในปัจจุบันยังเป็นการวางกำลังเผขิญหน้ากันอยู่ ยังไม่มีฝ่ายไหนคุมได้เบ็ดเสร็จ

จากผลการปฏิบัติที่ผ่านมา “กองทัพบก” ต้องใช้การวางแผน และพิจารณาหลายมิติ ก่อนนำไปสู่การตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ภายใต้ความเป็นเอกภาพของเหล่าทัพ ในการสนับสนุนการปฏิบัติซึ่งกันและกัน อันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะ

ที่สำคัญคือ กำลังพลต้องไม่มี “ความสงสัย” ในคำสั่ง เพราะพลังโซเชียลมีเดียซึ่งนำเสนอสูตรการรบ บทวิเคราะห์ที่หลากหลายภายใต้การสันนิษฐานแบบเฉพาะตัว หรือ การตั้งประเด็นที่แฝงไปด้วยวาทกรรมทางการเมืองเช่น “นักพลห้องแอร์ – พลทหารฯ ตายก่อน” อาจส่งผลต่อการรับรู้ของกำลังพล และสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการปฏิบัติงานของทหารหน้าแนว

โดย ผบ.ทบ. ได้เคยย้ำกับ นร. นายร้อยจปร. ว่า บุคลากรทุกคนที่อยู่ในกองทัพ 2.6แสนคน คือ “เพื่อนรักร่วมชีวิต หรือ Comrade in armed” ไม่ได้มีการแบ่งชนชั้นวรรณะ ที่สำคัญคือทหารก็คือประชาชนคนหนึ่งเหมือนกัน

นั่น สะท้อนให้เห็นการส่งสารชี้แจงว่า “ผู้นำกองทัพ”ให้ความสำคัญในเรื่องคุณค่าของ “คน” และ ไม่ต้องการให้นำประเด็นเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นทหารมาสร้างกระแสความขัดแย้งภายในให้เกิดความแตกแยก เพราะสิ่งที่ต้องตระหนักคือการดำรงความเป็นเอกภาพในช่วงนี้มีความสำคัญสูงยิ่ง เพราะ “ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น”

และเมื่อเทียบกับช่วงสู้รบปี 2554 ใช้เวลารบกัน 2 ปีในพื้นที่ตำบลจำกัด แต่กระสุนหมดคลัง ส่วนตอนนี้รบกัน 700 กิโลเมตรด้วยกำลังทุกเหล่าทัพแสดงให้เห็นว่าขนาดของเหตุการณ์สู้รบต่างกันมาก อีกทั้งสภาพการรบที่เปลี่ยนเป็นสงครามไฮบริดซึ่งสลับซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น ถ้าไม่มีเอกภาพ หรือเกิดความแตกแยกกัน ความสามารถเหล่านี้จะลดทอนลงไปด้วย

ทั้งหมดนั้นบ่งชี้ว่า นอกจากความแข็งแกร่งในฐานที่มั่นทางทหารแล้ว ความแข็งแกร่งด้านเอกภาพภายใน ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะสงครามแบบผสมผสานยังไม่จบ ส่วนภาคต่อจะใช้เครื่องมือทางการทูตหรือการทหารจัดการต้องรอชม.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...