โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“ทรัมป์” พูดอะไรบ้างที่ดาวอส? สุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สรุปคำพูด “ทรัมป์” ในการประชุมดาวอส ประกาศไม่ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ ด่าเดนมาร์กอกตัญญู บอกแคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ ชี้มีแต่คนโง่ที่ซื้อกังหันลม

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในโอกาสดังกล่าว ทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์มาราธอนความยาวกว่า 70 นาที วิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ผู้นำของหลายประเทศ กลุ่มพันธมิตรนาโต ไปจนถึงพลังงานลม รวมถึงกล่าวชมและข่มขู่พันธมิตรยุโรปสลับกันไป และย้ำข้อเรียกร้องของเขาในการเป็นเจ้าของกรีนแลนด์

เขาให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้กำลังยึดครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก ซึ่งสร้างความโล่งใจในระดับหนึ่ง แต่ความสบายใจเล็กน้อยนั้นแทบจะหายไปจากท่าทีความเป็นปรปักษ์ต่อยุโรปเกี่ยวกับสถานะของนาโตและความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

จะไม่ใช้กำลังยึดครองกรีนแลนด์

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่สุดของสุนทรพจน์ครั้งนี้คือ การที่ทรัมป์ดูเหมือนจะประกาศว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังเพื่อยึดกรีนแลนด์

ทรัมป์บอกว่า “เราอาจจะไม่ได้อะไรเลย เว้นแต่ว่าผมจะตัดสินใจใช้กำลังและความรุนแรงเกินกว่าเหตุ พูดตามตรง จะไม่มีใครหยุดยั้งเราได้ แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้น”

จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็กล่าวว่าทุกคนควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะ “ผู้คนคิดว่าผมจะใช้กำลัง”

เขากล่าวว่า “ผมไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง ผมไม่ต้องการใช้กำลัง และผมจะไม่ใช้กำลัง”

นี่คือคำแถลงที่ชัดเจนที่สุดจากทรัมป์ว่าเขาจะไม่พยายามยึดกรีนแลนด์โดยใช้กำลังทหาร

การตัดความเป็นไปได้นี้ออกไปจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าทางการทูตที่ตึงเครียดกับทรัมป์เพื่อพยายามยับยั้งสงครามที่อาจเกิดขึ้น ตลาดหุ้นก็ตอบสนองในเชิงบวกเช่นกัน โดยปรับตัวสูงขึ้นหลังจากที่ร่วงลงในวันก่อนหน้า

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น เพราะทรัมป์ยังคงยืนกรานว่าเขาจะไม่ยอมรับหากไม่ได้เป็นเจ้าของกรีนแลนด์อย่างเต็มรูปแบบ

“เกาะขนาดใหญ่ที่ไม่มีความปลอดภัยแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอเมริกาเหนือ นั่นคือดินแดนของเรา” และเสริมว่าจะจดจำผู้ที่ต่อต้านเขา

“เราต้องการก้อนน้ำแข็งก้อนนั้นเพื่อปกป้องโลก แต่พวกเขาไม่ยอมให้ ถ้าคุณตอบตกลง เราจะขอบคุณมาก หรือถ้าคุณปฏิเสธ เราจะจดจำไว้” ผู้นำสหรัฐฯ บอก

ตำหนิเดนมาร์กอกตัญญู

ทรัมป์ยังกล่าวว่า การควบคุมกรีนแลนด์เป็นสิ่งจำเป็นต่อความมั่นคงของโลก “สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการก็คือสถานที่ที่เรียกว่ากรีนแลนด์ ไม่มีประเทศใดหรือกลุ่มประเทศใดอยู่ในฐานะที่จะสามารถรักษาความปลอดภัยของกรีนแลนด์ได้นอกจากสหรัฐฯ”

ในการย้ำข้อเรียกร้องของเขาในการควบคุมกรีนแลนด์ ซึ่งเขาเรียกผิดว่าเป็นไอซ์แลนด์ถึง 4 ครั้ง จากการที่เรียกกรีนแลนด์ว่าเป็นก้อนน้ำแข็ง (piece of ice) ทรัมป์กล่าวว่า “พันธมิตรนาโตทุกประเทศมีหน้าที่ต้องปกป้องดินแดนของตนเอง” เขากล่าว “เราเป็นมหาอำนาจ ยิ่งใหญ่กว่าที่ผู้คนเข้าใจเสียอีก”

ทรัมป์ตำหนิเดนมาร์กว่าเป็น “คนอกตัญญู” ที่ปฏิเสธที่จะสละการควบคุมกรีนแลนด์ โดยอ้างว่าประเทศนั้นเป็นหนี้บุญคุณสหรัฐฯ ที่ปกป้องกรีนแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

“เดนมาร์กตกอยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมนีหลังจากสู้รบกันเพียง 6 ชั่วโมง และไม่สามารถป้องกันตนเองหรือกรีนแลนด์ได้เลย ดังนั้นสหรัฐฯ จึงถูกบีบให้ต้องเข้ามาแทรกแซง และเราก็ทำเช่นนั้น” เขากล่าว

ทรัมป์เสริมว่า “เราช่วยปกป้องกรีนแลนด์และป้องกันไม่ให้ศัตรูเข้ามาตั้งหลักในซีกโลกของเราได้สำเร็จ หลังสงคราม ซึ่งเราชนะ เราชนะอย่างถล่มทลาย หากไม่มีเรา ตอนนี้พวกคุณทุกคนคงพูดภาษาเยอรมันและภาษาญี่ปุ่นไปแล้ว”

เขายังแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในเวลานั้นที่อนุญาตให้เดนมาร์กยังคงครอบครองกรีนแลนด์ต่อไป

“เราโง่เขลาเพียงใดที่ทำอย่างนั้น? แต่เราก็ทำไปแล้ว แต่เราก็คืนให้ไปแล้ว แต่ตอนนี้พวกเขากลับอกตัญญูเหลือเกิน” ทรัมป์กล่าว ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในปี 1933 ศาลโลกเป็นผู้ตัดสินว่ากรีนแลนด์เป็นของเดนมาร์ก โดยเดนมาร์กได้ลงนามในข้อตกลงเมื่อปี 1941 ให้สหรัฐฯ รับผิดชอบในการปกป้องเกาะแห่งนี้ แต่ห้ามเข้ายึดครองเกาะอย่างเด็ดขาด

ลั่นไม่เคยได้อะไรจากนาโต

ทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์นาโต โดยกล่าวว่า “สหรัฐฯ ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมอย่างมาก” จากกลุ่มพันธมิตรทางทหารนี้

เขาบอกว่า “เมื่อคุณคิดดูแล้ว ไม่มีใครปฏิเสธได้ เราให้ไปมากมาย แต่ได้รับกลับคืนมาน้อยมาก และผมก็วิพากษ์วิจารณ์นาโตมาหลายปีแล้ว แต่ผมกลับทำเพื่อช่วยเหลือนาโตมากกว่าประธานาธิบดีคนอื่น ๆ มากมาย คุณจะไม่มีนาโตหากผมไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในการเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกของผม”

ทรัมป์ยังอ้างว่า “เราไม่เคยขออะไรเลย”

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ของนาโตระบุว่า “การป้องกันร่วมกันเป็นหลักการพื้นฐานที่สุดของนาโต” และมาตรา 5 ของสนธิสัญญาก่อตั้งระบุว่า “การโจมตีด้วยอาวุธต่อสมาชิกนาโตหนึ่งประเทศจะถือเป็นการโจมตีต่อสมาชิกนาโตทั้งหมด”

ซึ่งสหรัฐฯ เป็นสมาชิกเพียงประเทศเดียวของนาโตที่อ้างถึงมาตรา 5 โดยทำเช่นนั้นหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ทำให้ประเทศสมาชิกนาโตได้ส่งกำลังทหารและยุทโธปกรณ์เข้าร่วมในสงครามที่นำโดยสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน

ในบรรดาประเทศที่ให้การสนับสนุนนั้นมีเดนมาร์ก ซึ่งมีอัตราการสูญเสียต่อหัวประชากรสูงที่สุดในบรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ พวกเขาถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างหนักร่วมกับกองกำลังอังกฤษในเฮลมานด์

ชี้ยุโรปถดถอยจนไม่เหลือเค้าเดิม

ทรัมป์ดูถูกประเทศเจ้าภาพอย่างสวิตเซอร์แลนด์ว่า “ดีได้ก็เพราะเรา” เขาเล่าถึงการโต้เถียงในอดีตกับผู้นำสวิตเซอร์แลนด์เรื่องภาษีศุลกากร โดยโอ้อวดว่าเขาตัดสินใจเพิ่มภาษีให้กับประเทศนั้นหลังจากที่ “ทำให้ผมไม่พอใจ”

“เรามีหลาย ๆ ที่แบบนั้น ที่ร่ำรวยได้เพราะสหรัฐฯ ถ้าไม่มีสหรัฐฯ พวกเขาก็คงทำอะไรไม่ได้เลย” ทรัมป์กล่าวกับฝูงชนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวยุโรป ซึ่งนั่งเงียบด้วยความตกใจ

สวิตเซอร์แลนด์ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ถูกทรัมป์โจมตี ประธานาธิบดีเยาะเย้ย “แว่นกันแดดสวย ๆ” ของประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง หลังจากที่เขาต้องสวมแว่นกันแดดแม้จะอยู่ในที่ร่มเนื่องจากปัญหาทางสายตาเล็กน้อย โดยถามฝูงชนว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในมินนิโซตา บอกว่า ชาติตะวันตกไม่สามารถนำเข้าวัฒนธรรมต่างชาติจำนวนมากได้ เพราะวัฒนธรรมเหล่านั้นไม่เคยสร้างสังคมที่ประสบความสำเร็จของตนเองได้เลย โดยอ้างว่า ความเจริญรุ่งเรืองของชาติตะวันตกนั้นมาจาก “วัฒนธรรมอันพิเศษของเรา”

“นี่คือมรดกอันล้ำค่าที่อเมริกาและยุโรปมีร่วมกัน เราต้องปกป้องวัฒนธรรมนั้นและฟื้นฟูจิตวิญญาณที่นำพาชาติตะวันตกจากความตกต่ำในยุคมืดไปสู่จุดสูงสุดของความสำเร็จของมนุษยชาติ” ทรัมป์เสริม

ในอีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์ ทรัมป์กล่าวว่า “ยุโรปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ผมรักยุโรปและผมอยากเห็นยุโรปเจริญรุ่งเรือง แต่ตอนนี้มันไม่ได้มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

เขายังบอกกับที่ประชุมว่า “เพื่อนของผมไม่รู้จักเมืองต่าง ๆ ในยุโรปหลายแห่งอีกต่อไปเมื่อพวกเขาไปเยือน” เพื่อวิจารณ์นโยบายเปิดรับผู้อพยพการอพยพ

ทรัมป์กล่าวว่า บางส่วนของยุโรปเสื่อมถอยลงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยไม่ได้เอ่ยชื่อเมืองหรือประเทศใดโดยเฉพาะ

เขาตำหนิรัฐบาลยุโรปที่ทำให้ตัวเองอ่อนแอลงด้วยนโยบายด้านพลังงานและเศรษฐกิจ “พวกเขากำลังทำลายตัวเอง”

ในขณะเดียวกัน เขาวางตำแหน่งสหรัฐฯ ให้เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก “สหรัฐฯ เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของโลก เมื่ออเมริกาเฟื่องฟู โลกทั้งใบก็เฟื่องฟูไปด้วย”

ทรัมป์เสริมว่า “ผมทำงานทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่ากองทัพของเราแข็งแกร่งมาก พรมแดนของเราแข็งแกร่งมาก และเหนือสิ่งอื่นใด เศรษฐกิจของเราแข็งแกร่ง เพราะความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ”

บอกแคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ

ในช่วงหนึ่ง ทรัมป์ได้หันความสนใจไปที่แคนาดา และนายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้กล่าวเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจระดับกลางร่วมมือกัน เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ

ทรัมป์เหน็บแนมสุนทรพจน์ของคาร์นีย์โดยตรง โดยกล่าวว่า แคนาดาได้รับของฟรีมากมายจากสหรัฐฯ และควรรู้สึกขอบคุณ “แคนาดาได้รับของฟรีจากเรามากมายนะ พวกเขาควรจะรู้สึกขอบคุณ แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย”

เขาเสริมว่า “แคนาดาอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ จำไว้ด้วยนะ มาร์ก ครั้งต่อไปที่คุณจะพูดอะไร”

ถ้าไม่มีภาษี ผมคงทำไม่ได้

ทรัมป์กล่าวถึงมาตรการภาษีนำเข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอธิบายว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ประเทศอื่นเปลี่ยนพฤติกรรม “แทนที่จะขึ้นภาษีกับผู้ผลิตในประเทศ เราลดภาษีลงและขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศอื่นแทน”

เขากล่าวเสริมว่า มาตรการภาษีนำเข้าทำให้เขาสามารถเจรจาต่อรองได้ในสิ่งที่หากไม่มีมาตรการนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้ “ถ้าไม่มีภาษีนำเข้า ผมคงทำไม่ได้”

ในบางช่วง เขาอธิบายสไตล์การเจรจาของเขาอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกกับผู้ฟังว่า เมื่อมีการนำมาตรการภาษีนำเข้ามาพิจารณา ข้อความที่ส่งถึงประเทศอื่นนั้นง่ายมาก คือ “พวกคุณจะต้องทำอย่างรวดเร็ว”

ในการผลักดันเรื่องกรีนแลนด์ ทรัมป์ได้ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นกับประเทศในยุโรปที่ปกป้องดินแดนดังกล่าว

ที่ดาวอส ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “สหรัฐฯ ต้องการทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ” และ “เราไม่ได้ต้องการทำลายพวกเขา”

คนโง่ซื้อกังหันลม

ทรัมป์ใช้ถ้อยคำที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกอย่างรุนแรงที่สุดในการพูดถึงนโยบายด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานหมุนเวียน

เขาวิจารณ์นโยบายสีเขียวว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหม่สีเขียว” โดยอ้างถึงแผนปฏิรูปเศรษฐกิจสีเขียวของสหภาพยุโรป และเรียกมันว่า “อาจเป็นการหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ทรัมป์เสริมว่า กังหันลมทำลายทัศนียภาพและทำให้ขาดทุน “กังหันลมทั่วทุกหนทุกแห่งทำลายผืนดินของคุณ คนโง่ซื้อพวกมัน”

เขายังกล่าวหาจีนว่าได้กำไรจากพลังงานหมุนเวียนโดยการผลิตกังหันลมเพื่อส่งออก ในขณะที่พึ่งพาแหล่งพลังงานอื่น ๆ ภายในประเทศ โดยบอกเป็นนัยว่าปักกิ่งขายเทคโนโลยีสีเขียวที่ตนเองไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

“จีนขายกังหันลมให้กับคนโง่ที่ซื้อไป แต่พวกเขาไม่ใช้มันเอง” ผู้นำสหรัฐฯ กล่าว

ทรัมป์ยังใช้เวลาหลายนาทีในการโต้แย้งว่า ประเทศในยุโรปได้ทำร้ายตัวเองโดยพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมความพยายามของตัวเองในการขัดขวางและรื้อถอนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสหรัฐฯ

“ที่นี่ในยุโรป เราได้เห็นชะตากรรมที่ฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงพยายามจะบังคับให้เกิดขึ้นกับอเมริกา” เขากล่าววิจารณ์นโยบายด้านพลังงานในเยอรมนีและอังกฤษ

ความคิดเห็นหลายอย่างของทรัมป์เกี่ยวกับพลังงานไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง จีนและสหรัฐอเมริกาได้รับไฟฟ้าจากกังหันลมในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 10% ในปี 2024 ตามข้อมูลจากบริษัทวิจัย Ember Energy และสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐฯ

เรียบเรียงจาก Business Insider / CNN / New York Times / Sky News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผวา! จนท. บุกบ้านไร้หมาย ลากชาวอเมริกันเชื้อสายม้งออกถนนท่ามกลางหิมะ

สหประชาชาติเผย โลกกำลังเข้าสู่ “ภาวะล้มละลายด้านน้ำ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทรัมป์” พูดอะไรบ้างที่ดาวอส? สุนทรพจน์ที่เต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...