ตั้งรัฐบาล ศึกชิงเหลี่ยมอำนาจ
ผลเลือกตั้งที่ออกมา “พรรคเพื่อไทย” จึงต้องปรับท่าทีจากที่เคยตั้งเงื่อนไข กลายเป็นฝ่ายที่แสดงความพร้อมเข้าร่วมรัฐบาลโดยไม่มีข้อแม้ชัดเจน มีข่าวออกมาว่า “เพื่อไทย” คาดหวังโควตา 5 กระทรวงหลัก เช่น เกษตรฯ อว. แรงงาน ศึกษาธิการ และพม. แต่ขณะเดียวกัน “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคสีน้ำเงิน แกนนำบางคนก็ยืนยันว่าไม่มีเงื่อนไขเรื่องกระทรวงในการเจรจา สะท้อนว่าพื้นที่ต่อรองของ“พรรคแดง” แคบลง
ในฝั่ง “ภูมิใจไทย” “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณชัดว่าการจัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึง “ความมั่นคง” และ “เศรษฐกิจ” เป็นหลัก พร้อมเปิดกว้างคุยกับทุกพรรค แต่ในอีกมุมหนึ่ง เป็นการวางกรอบเกมว่าทุกพรรคที่อยากร่วมรัฐบาลต้องเดินตามแนวทางที่แกนนำกำหนด ไม่ใช่การต่อรองแบบตั้งเงื่อนไข
พรรคที่ถูกจับตาอีกพรรคคือ “กล้าธรรม” หลังเลือกตั้งบรรยากาศเริ่มตึงเครียดมีการบอกว่า เกิดความขัดแย้ง ฮั้วแตกในช่วงเลือกตั้งในบางพื้นที่ เช่น สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช แต่ถูกเบี้ยวจนคน “สีน้ำเงิน”สอบตก หลังแกนนำ 2 สีตกลงไปแล้ว แต่ผลที่ออกมาทำให้แกนนำ“พรรคภูมิใจไทย” ที่ไปดีลมาเข้าหน้าลูกพรรคไม่ติด
ต่อมา “พรรคเขียว” ออกมาระบุว่ามีพรรคเล็กร่วมหนุน 80 เสียง แต่เมื่อเข้าสู่โหมดจัดตั้งรัฐบาลจริง “พรรคสีน้ำเงิน” โต้คืน ดังภาพสส.พรรคเล็กทยอยเปิดตัวพรรคทุกวัน เรียกว่า หัวกระไดไม่แห้ง
ยังมีกระแสข่าวเรื่อง “สส.สีน้ำเงิน” มีความอึดอัดใจกับการร่วมรัฐบาลกับ “พรรคกล้าธรรม” เพราะเกรงว่าจะมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรี หากมีการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลที่มีประวัติเป็นที่เคลือบแคลงและสังคมยังคงกังขา
ยิ่งกว่านั้นยังมีแรงกดดัน เมื่อมีการปล่อยข่าวผลการสอบสวนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ซัดทอด “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ แนะนำกลุ่มทุนจากประเทศสิงคโปร์ ที่เชื่อมโยงกับทุนเทา มีความประสงค์จะหารือเกี่ยวกับการจัดทำบันทึก MOU จนเกิดเป็นคดี “สแกนม่านตา” ที่ขณะนี้เรื่องอยู่ในมือ ป.ป.ช. แต่ “ประเสริฐ” ออกมาปฏิเสธข่าวการซัดทอดแล้ว
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล “ภูมิใจไทย” เลือกที่จะไม่รีบสรุปโควตารัฐมนตรีทันที แต่รอให้ กกต. รับรองผล สส.อย่างเป็นทางการ เลือกประธานสภา และโหวตนายกฯให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงค่อยเปิดโต๊ะเจรจาเรื่องตำแหน่ง
สถานการณ์แบบนี้ทำให้ “พรรคเขียว” ถูกมองว่ากำลังถูก “ตัดตอน” ออกจากวงอำนาจทีละขั้น เช่นเดียวกับสิ่งที่แกนนำ “พรรคกล้าธรรม” ติดต่อแกนนำ“พรรคภูมิใจไทย” ไม่ได้ พร้อมสารภาพไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
“ไผ่ ลิกค์” เลขาธิการพรรคกล้าธรรม สะท้อนว่า “ผู้กองวันนี้บอกไม่ยึดติดตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว แล้วจะเอาอะไรอีก อย่าเอาความผิดมาโทษที่เราเลย ไม่มี เลิกเล่นการเมืองเดินหน้าดีกว่า”
ขณะที่ “ธรรมนัส” ออกลูกหวั่นตกขบวนอำนาจ พร้อมห่วงการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ โต้คืนว่า “ใครที่ตั้งผมเป็นรัฐมนตรี ถ้าคุณคิดว่าผมผิด คุณก็โดนด้วย มีแค่นั้นเองหลักการ” จากนั้นขอตัวหลบการเมืองร้อนๆไปดูแสงเหนือที่ต่างประเทศ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สูตรรัฐบาลสุดท้ายจะออกมาแบบไหน หาก“เพื่อไทย” ถูกบีบจนเหลือบทบาทจำกัด และ “กล้าธรรม” ถูกกันออกจากวงอำนาจ
“ภูมิใจไทย” จะเลือกจับมือกับใครเพิ่มเติม หนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงคือ“พรรคประชาธิปัตย์” เพราะอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ไม่มีสีเทา และคานอำนาจภายในรัฐบาล พร้อมลดทอนอำนาจฝ่ายค้านที่มองว่า“พรรคสีฟ้า” เป็นมืออาชีพ
ล่าสุด “สาธิต ปิตุเตชะ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โชว์ของเตรียมลับมีดรอ ยื่นคำร้องเอาผิดว่าที่นายกฯหากพบว่าแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เอี่ยวคนสีเทา เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง
นี่เป็นเกมชิงเหลี่ยม ชิงไหวชิงพริบ และอำนาจต่อรอง ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล สำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่แค่จำนวนกระทรวงว่าใครได้อะไร แต่ต้องคำนึงภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และเสถียรภาพของรัฐบาล หรือจริงๆแล้ว นี่คือเกมของ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่ต้องการคุมทิศทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จกันแน่.