โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา ชี้แผลไม่น่าเกิดจากกระสุน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงกรณีเหตุการณ์บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า ยันฝ่ายไทยไม่มีการใช้อาวุธต่อกำลังพลกัมพูชาแต่อย่างใด ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด และ มีข้อสังเกตในทางการแพทย์เบื้องต้นว่า ลักษณะบาดแผลบริเวณหัวเข่าดังกล่าว ไม่น่าจะเกิดจากกระสุนปืน

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจง ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งเหตุการณ์ว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.45 น. บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า มีเสียงปืนจำนวน 5–7 นัด และต่อมาพบว่ามีกำลังพลฝ่ายกัมพูชา 1 นาย ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่านั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอบคุณฝ่ายกัมพูชาที่ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ภายหลังได้รับแจ้ง หน่วยที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

จากการตรวจสอบทราบว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 09.30 น. หน่วยฝ่ายไทยตรวจพบการเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชา และมีการเคลื่อนที่เข้าใกล้แนวป้องกันตนเองของฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ดำเนินการแจ้งเตือนด้วยวาจา (การตะโกนแจ้งเตือน) ตามขั้นตอนการควบคุมสถานการณ์ และไม่มีการใช้อาวุธแต่อย่างใด โดยกำลังพลฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตในทางการแพทย์เบื้องต้นว่า ลักษณะบาดแผลบริเวณหัวเข่าดังกล่าว ไม่น่าจะเกิดจากกระสุนปืน อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน กองทัพภาคที่ 2 เห็นควรให้ทั้งสองฝ่ายยึดถือและปฏิบัติตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการคงกำลังอยู่ในพื้นที่ควบคุมของแต่ละฝ่ายภายหลัง

การหยุดยิง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพ และความสัมพันธ์อันดีตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...