โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

วิเคราะห์ปมเสี่ยง เลือกตั้งโมฆะ ? โดยนักนิติศาสตร์-เนติบริกร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คอลัมน์ : Politics policy people forum

การจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เต็มไปด้วยข้อกังขาและคำถามทั้งกระบวนการ

หนักที่สุดคือปัญหาบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดอยู่บนตัวบัตร อาจส่งผลให้เช็กไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ว่า ลงคะแนนให้ใคร

นั่นอาจหมายถึงทำให้การเลือกตั้งขัดมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธี ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”

ผู้ทั้งกลุ่มนักศึกษา ทนายความ นักเคลื่อนไหวการเมือง และพรรคการเมือง ใช้ทุกกลไกเพื่อตรวจสอบปมบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด นำไปสู่ปลายทางสุดท้าย ที่จะจบด้วยการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

กลายเป็นไฟลามทุ่งอาจทำให้การเลือกตั้งเข้าสู่จุดที่เรียกว่า “โมฆะ” หรือไม่

ความลับ ในมุม เนติบริกร

ในมุมนักกฎหมายหลายรุ่น ตั้งแต่ระดับ “เกจิ-กุนซือ” ลงไปถึงนักนิติศาสตร์ มองเอฟเฟ็กต์ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ส่งผลอย่างไรนั้น

ในความเห็นของ “วิษณุ เครืองาม” นักกฎหมายระดับราชสีห์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ทำหน้าที่เนติบริกร 11 นายกรัฐมนตรี มอง 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 ผลการลงคะแนนเลือกตั้งไม่ลับ กกต.ทำผิดและขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะบาร์โค้ดทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงอย่างไร ถือว่าไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85

แนวทางที่ 2 ผลการลงคะแนนยังเป็นไปในทางลับ เพราะลับหรือไม่ลับ พิจารณาจากตอนกากบาทลงคะแนนในคูหา ไม่ได้ไปดูกันภายหลัง

ซึ่งกรณีบาร์โค้ดจะไม่เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2549 ซึ่งตั้งหีบหันไปในทิศทางที่ทำให้บุคคลที่ผ่านไปมาเห็นผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งลงคะแนน นั่นหมายความว่า ครั้งนั้นได้สร้างบรรทัดฐาน โดยยึดเหตุการณ์ระหว่างกากบาทว่าต้องเป็นความลับ

“หากถามความเห็นส่วนตัว ซึ่งผมอาจจะผิด เห็นด้วยกับแนวทางที่ 1 ว่าไม่ได้ลับ เพราะมันสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถ้าจะทำ ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ มันมีโอกาสรู้ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ความลับ คำว่าลับในรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ที่ระบุว่า การเลือกตั้งต้องทำโดยตรงและลับ มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความลับตอนไหน แต่มันหมายความว่าต้องเป็นความลับตลอดเวลา คือเป็นความลับไปกับโลกนี้เลย ถึงเรียกว่าลับ ถ้าลับแบบหลังจากเลือกไปแล้ว อีก 2 เดือนมาเปิดดูกันได้ แล้วก็รู้กันว่าใครนั้น ถือว่าได้เลือกตั้งโดยลับไปแล้ว พูดแบบนั้นพูดไม่ได้ เพราะว่ามันถูกเปิดเผยออกมาแล้ว”

“ถ้าคดีนี้ไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เขาจะพิสูจน์ด้วยการที่หยิบบัตรเลือกตั้งมา 1 ใบ ที่มีบาร์โค้ด และเอาบาร์โค้ดไปเทียบกับต้นขั้ว เอาต้นขั้วไปเทียบกับบัญชีรายชื่อ ชื่อออกมาแล้วว่า ‘นาย ก.’ ก็แสดงว่า ‘ไม่ลับ’ แล้ว ทั้งเป็นความเห็นส่วนตัวของตน ซึ่งอาจจะผิดก็ได้”

เสี่ยง ศาลฟัน เลือกตั้งไม่ลับ

อีกหนึ่งความเห็นของอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่าง “จรัญ ภักดีธนากุล” ซึ่งเป็นนักกฎหมายระดับ “เกจิอาจารย์” มองในทิศทางเดียวกับ “วิษณุ” ว่า “ถ้าทฤษฎีพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ออกมาแล้วว่าเช็กย้อนหลังไปได้เกือบทุกบัตร อย่างนี้มีโอกาสที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แม้ยังไม่ได้มีการเช็กย้อนหลัง ทฤษฎีแค่นี้ก็อันตรายแล้ว ยิ่งถ้ามีตัวอย่างว่า เขาถูกข่มขู่จากคนจ่ายเงินว่าคุณเลือกอย่างนั้นอย่างนี้ เข้าไปเสริมแค่ 1-2 เคส ผมว่าไม่ลับ แต่เวลานี้ที่จะเกิดขึ้นจริงยังไม่มีแม้แต่เคสเดียว จึงต้องมาสู้กันที่ทฤษฎี เอาหลักวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลชั้นสูงมาสู้กัน”

“ถ้าพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าตรวจสอบย้อนหลังไปได้ทุกบัตร ไม่ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะอย่างไร โอกาสที่จะถูกวินิจฉัยว่ามันไม่ลับเสียแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100% เพราะยังไม่เคยมีบรรทัดฐานแบบนี้มาก่อน ไม่เหมือนเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ขณะนั้นชัดเจนและมีกรณีเกิดขึ้นจริงว่าไม่ลับตั้งแต่ตอนลงคะแนน ไม่ใช่ตอนตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งหัวใจคือลงคะแนนลับ นับเปิดเผย ฉะนั้นการเก็บหลักฐานไว้เพื่อพิสูจน์ย้อนหลังต้องทำ”

กกต.เหลือเปลาะเดียวให้สู้

“รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่คลุกกับกฎหมายเลือกตั้งมามากกว่า 2 ทศวรรษ เทียบการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เป็นโมฆะ กับการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่ว่า เนื่องจากกรณีปี 2549 ตอนเลือกตั้งหันคูหาออกก็มีคนไปซูมว่าคนนี้กาไม่ประสงค์ลงคะแนน ศาลก็บอกว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะรูปแบบนี้ใช้เลือกตั้งทั้งประเทศ

แต่ปัจจุบัน ตอนกาไม่มีปัญหา แต่คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ที่สแกนถึงต้นขั้วได้ เรียนว่ามีเปลาะเดียวที่ กกต.ยังปกป้องเอาไว้ได้ คือ จากต้นขั้วยังไม่ถึงผู้เลือกตั้ง ซึ่งตรงนี้หวาดเสียวเต็มที่ ข้อสำคัญคือมีข่าวว่าข้อมูลของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหลุด จึงหมิ่นเหม่มาก

“ดังนั้นจะเอามาตรฐานปี’49 มาวัดว่า ดังนั้นคราวนี้ก็ต้องโมฆะ ผมยังคิดว่าขอให้ไม่ใช่ขนาดนั้น แต่ต้องเป็นเหตุผลเฉพาะของคราวนี้ จากบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด มาถึงต้นขั้วไปถึงผู้ใช้สิทธิเลือกได้ แต่ถึงขนาดเลือกตั้งโดยลับหรือไม่ ก็ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ แล้วถึงขนาดโมฆะไหม ก็ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญ”

หลักสุจริต-ความลับ ต้องคู่กัน

ในมุม “ผศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ช่ำชองเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมือง มองว่า การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่เป็นโมฆะ อาจใช้กรณีที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง 2549 มาเป็นตัวแบบไม่ได้ เพราะสุดท้ายกระบวนการลับ ไม่ลับ หากมีการพิจารณาในศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีการไต่สวนพยาน หาหลักฐานเชิงลึก

ซึ่งเรื่องมีความซับซ้อนขึ้น ดังนั้นการจะนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะ ต้องบกพร่องอย่างรุนแรงถึงขั้นไปทำลายเจตจำนงของประชาชน ดังนั้น เรื่องผลการเลือกตั้งลับไม่ลับเรื่องหนึ่ง ส่วนนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวโยงกันแบบอัตโนมัติ

แต่สาระสำคัญของการทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ คือ การรักษาความเป็นนิรนาม (Anonymity Safeguard) ไม่ว่าจะ 1.ในระหว่างกระบวนการลงคะแนน เช่น การเข้าไปลงคะแนนในคูหาที่มิดชิดเป็นส่วนตัว, การพับบัตร, การหย่อนบัตรด้วยตนเอง, การใส่บัตรลงในหีบบัตรที่มิดชิด 2.ภายหลังจากได้ทราบผลการลงคะแนนแล้ว เช่น การทำลายความเชื่อมโยงระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรเลือกตั้ง, การไม่ใส่รหัสเฉพาะ (Unique Code) ลงบนบัตรเลือกตั้ง

ความเป็นนิรนาม ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้โดยบุคคลใด ๆ รวมถึงผู้จัดการเลือกตั้ง (กกต.) เองด้วย ไม่ว่าจะโดยวิธีการใด ๆ วิธีทางกายภาพ หรือกระบวนการทางเทคนิคใด ๆ ก็ตาม

“หลักรัฐธรรมนูญสากลคุ้มครองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะถ้าสืบสาวไปถึงตัวผู้ลงคะแนน เกรงว่าถ้าไม่เข้าไปคุ้มครองหลังการลงคะแนน อาจจะมีการเข้าไปข่มขู่คุกคามผู้ลงคะแนนได้ ต่อไปจะไม่กล้าแสดงเจตจำนงในการลงคะแนน เพราะมีการตรวจบัตรเลือกตั้ง”

“ดังนั้นไม่ได้บอกว่า กกต.จะใส่บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้งไม่ได้ แต่ต้องทำอย่างไรที่ไม่หลงเหลือข้อมูลของอัตลักษณ์ของคนลงคะแนน ไม่ให้รู้ว่าเป็นใคร”

“ผมมีความรู้สึกว่าตอนนี้ กกต.กำลังเอาเรื่องของการป้องกันบัตรปลอม คือหลักความสุจริต มาปะปนกับบัตรเลือกตั้งที่เป็นความลับ จนกระทั่งการทำให้การเลือกตั้งที่เป็นความลับมันเจือจางน้อยกว่า ซึ่งทำแบบนั้นไม่ได้ ต้องมาคู่กัน”

“ในต่างประเทศให้ค่าการเลือกตั้งที่เป็นความลับมากกว่า เพราะเขาถือว่าประชาชนเป็นสำคัญ รัฐต้องคุ้มครองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น คอนเซ็ปต์ในหลายประเทศ คือ หลักความลับของบัตรเลือกตั้งเป็นหลักการสูงสุด แต่ไม่ใช่ผมไม่ให้ความสำคัญของหลักป้องกันการทุจริตในการลงคะแนน เช่น บัตรปลอม แต่ไปละทิ้งเรื่องความลับไม่ได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิเคราะห์ปมเสี่ยง เลือกตั้งโมฆะ ? โดยนักนิติศาสตร์-เนติบริกร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...