เจาะคัมภีร์แสนล้าน ‘กิฟฟารีน’ 3 ทศวรรษทรานส์ฟอร์มขุนพลขายตรงสู่ที่ปรึกษา Wellness โลกใหม่
ถอดรหัสความสำเร็จ 30 ปี ‘กิฟฟารีน’ กับตัวเลขรายได้สะสม 114,764 ล้านบาท ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ผ่านโครงสร้างนักธุรกิจกว่า 8.6 แสนรหัส เปิดแผนปี 2569 รีแบรนด์ครั้งใหญ่ชูแนวคิด ‘Crafted for Well-Being’ มุ่งเน้นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 7 กลุ่มสินค้า เปลี่ยนภาพขายตรงสู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ กางยุทธศาสตร์ Up-Skill องค์กร ชูการตลาดเชิงรุกผสาน KOL/KOC และช่องทางออนไลน์ทุกมิติ เพื่อสร้าง New High ในทศวรรษที่ 4 ของแบรนด์ MLM สัญชาติไทย
20 กุมภาพันธ์ 2569 –บนเส้นทางธุรกิจกว่า 3 ทศวรรษของ กิฟฟารีน (Giffarine) แบรนด์ขายตรงสัญชาติไทยที่สามารถยืนหยัดและเติบโตจนมียอดรายได้สะสมรวมกว่า 114,764 ล้านบาท ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ (Business Case Study) โดยเฉพาะความสามารถในการรักษาระดับรายได้ในปีล่าสุดให้เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า (ปี 2568) ที่ทำได้ 110,758 ล้านบาท ท่ามกลางปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนและหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค
หัวใจสำคัญที่ทำให้กิฟฟารีนก้าวข้ามวัฏจักรเศรษฐกิจมาได้ คือการบริหารจัดการโครงสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยมีฐานนักธุรกิจกว่า 860,000 รหัส และสมาชิกผู้บริโภคอีกกว่า 8.6 ล้านรหัส ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางการกระจายสินค้า (Distribution Channel) ที่ทรงพลังและเข้าถึงผู้บริโภคระดับไมโครได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“กิฟฟารีนเป็นธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทยที่เดินทางมาอย่างเข้มแข็งตลอด 30 ปี ดูแลทั้งนักธุรกิจ สมาชิก และลูกค้า แบบไม่เคยหยุด ไม่ว่าจะผ่านเหตุการณ์อะไรมามากมายก็ตาม” — พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
Portfolio Evolution: ปรับพอร์ตสินค้า 2,000 รายการ สู่ Wellness Ecosystem
ในปี 2569 กิฟฟารีนได้ประกาศยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Strategic Pivot) ด้วยการ Refresh Brand ให้มีความชัดเจนในฐานะ Wellness Brand ผ่านสโลแกนใหม่ “Giffarine: Gifts for Life, Crafted for Well-Being” เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพโลกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นการปรับเปลี่ยน "บทบาท" ของนักธุรกิจให้กลายเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ (Well-being Consultant) แทนการเป็นเพียงพนักงานขายแบบเดิม
ปัจจุบันกิฟฟารีนบริหารจัดการพอร์ตสินค้ามากกว่า 2,000 รายการ แบ่งเป็น 7 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสกินแคร์ยังคงเป็นหัวเจาะหลัก (Flagship Products) สะท้อนจากสถิติ Top 5 Best Seller ที่เกือบทั้งหมดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเฉพาะทาง เช่น เลซิติน และผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการ "ลงทุนในสุขภาพ" แม้จะระมัดระวังการใช้จ่ายในสินค้าฟุ่มเฟือยก็ตาม
Up-Level Marketing: ยุทธศาสตร์การตลาดเชิงรุกในยุค Digital-Driven
นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ประธานเจ้าหน้าที่เพื่อการเติบโตองค์กร ระบุถึงทิศทางในปีที่ 31 ว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ของนักธุรกิจผ่านการทำ Workshop เชิงลึกเพื่อยกระดับทักษะ (Up-skill) ให้ก้าวทันเกมการแข่งขันที่เปลี่ยนไปสู่โลกออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายคือการสร้างโอกาสในการมองเห็นสินค้า (Visibility) และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด
กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ Influencer Marketing ทั้งในกลุ่ม KOL (Key Opinion Leaders) และ KOC (Key Opinion Consumers) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผ่านประสบการณ์การใช้จริง (User Experience) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความจดจำแบรนด์ในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เป็นฐานลูกค้าใหม่ในอนาคต
“ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรต้องทันเกมการแข่งขัน การตลาดเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้อง Up-scale และ Up-skill ในทุกมิติ การขยายฐานลูกค้าต้องเจาะลึกลงไปในแต่ละกลุ่มมากขึ้น และทำมากกว่าการขยายในวงกว้าง” — นายพงศ์พสุ อุณาพรหม รองกรรมการผู้จัดการ
ความท้าทายในทศวรรษที่ 4 รักษาฐานการเติบโต Double Digit ด้วยโมเดล Innovation-led
ความท้าทายของกิฟฟารีนหลังจากนี้ คือการรักษาระดับอัตราการเติบโต (Growth Rate) ให้เป็นเลข 2 หลัก (Double Digit) อย่างต่อเนื่องในสภาพที่ตลาด MLM มีการแข่งขันสูงจากทั้งแบรนด์ในและต่างประเทศ รวมถึงการรุกคืบของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ตาม ด้วยโมเดลธุรกิจที่เน้นนวัตกรรมสินค้า (Innovation-led) และการปรับปรุงทักษะบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนและวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้กิฟฟารีนอยู่ในสถานะที่มี "ความได้เปรียบทางการแข่งขัน" (Competitive Advantage) และมีความพร้อมที่จะเติบโตสู่เป้าหมายใหม่ในทศวรรษหน้าอย่างมั่นคง
อ่านเกมสินค้าแชมป์เปี้ยน กลยุทธ์พิชิตใจคนเมืองยุค Digital Fatigue
จากการวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ระดับ Top 5 Best Sellers ของกิฟฟารีน พบความเชื่อมโยงที่น่าสนใจกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค New Wellness Economy อย่างมีนัยสำคัญ โดยสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ขายดีเพียงเพราะเป็นสินค้ากระแส แต่เป็นเพราะการตอบโจทย์ "Pain Point" ของคนเมืองและสังคมผู้สูงวัยได้อย่างตรงจุด ดังนี้:
1. การเปลี่ยนผ่านจาก ‘การรักษา’ สู่ ‘การป้องกันเชิงรุก’ (Preventive Care)
ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีความกังวลเรื่อง "โรคที่เกิดจากไลฟ์สไตล์" (NCDs) เช่น ไขมันพอกตับจากการรับประทานอาหารไม่สมดุล หรือการเจ็บป่วยง่ายจากมลภาวะและ PM 2.5
เลซิตินถูกวางตำแหน่งเป็นสารอาหารดูแลตับ ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการจัดการสารพิษ ขณะที่วิตามินซีทำหน้าที่เป็นพื้นฐานการเสริมภูมิคุ้มกัน สะท้อนว่าผู้บริโภคมองหา "เกราะป้องกัน" พื้นฐานที่กินได้ทุกวันเพื่อลดความเสี่ยงทางการแพทย์ในระยะยาว
2. ภาวะ ‘Digital Fatigue’ และความใส่ใจสุขภาพดวงตา
การใช้เวลาบนหน้าจอ (Screen Time) ของคนไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่ง ส่งผลให้เกิดภาวะตาล้า และความเสี่ยงต่อจอประสาทตาเสื่อมก่อนวัย
การที่ผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตาติดอันดับ Top 5 ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยอมรับความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยี และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อ "ซ่อมแซมและชะลอ" ความเสื่อมจากการทำงานหนักของดวงตาในโลกยุคดิจิทัล
3. การจัดการความเครียดและความเหนื่อยล้า (Stress Management)
"Burnout Syndrome" และอาการนอนไม่หลับกลายเป็นปัญหาหลักของคนวัยทำงาน แมกนีเซียมเป็นที่รู้จักมากขึ้นในฐานะแร่ธาตุที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและระบบประสาท
พฤติกรรมมองหาตัวช่วยด้านการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ (Quality Sleep) ทำให้สินค้ากลุ่มนี้มียอดขายพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการคืนสมดุล (Balance) ให้กับร่างกายที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัด
4. เทรนด์การบริโภค ‘Plant-Based’ และไขมันดี (Healthy Fats)
ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงน้ำมันปลาจากสัตว์ (Fish Oil) เนื่องจากความกังวลเรื่องการปนเปื้อนโลหะหนัก หรือการรับประทานมังสวิรัติ (Vegan/Plant-based)
การนำเสนอโอเมก้า 3 จากพืช ตอบโจทย์ความต้องการ "ความสะอาด" และ "ความยั่งยืน" (Sustainability) โดยยังคงประสิทธิภาพในการดูแลหลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Wellness Lifestyle
บทสรุปเชิงกลยุทธ์: ทำไมกิฟฟารีนถึงชนะในเกมนี้?
ความสำเร็จของ 5 อันดับนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ "Targeted Wellness" ของกิฟฟารีน ดังนี้:
- Accessibility: ราคาเข้าถึงง่ายทำให้การบริโภคสินค้า Wellness เป็นเรื่องของ "กิจวัตรประจำวัน" ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย
- Specific Solutions: สินค้าแต่ละตัวระบุหน้าที่ชัดเจน (ตับ, ตา, นอนหลับ, หัวใจ, ภูมิคุ้มกัน) สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หาข้อมูลเชิงลึกก่อนซื้อ (Informed Consumer)
- Personal Advisor: การใช้ระบบนักธุรกิจในการอธิบายความรู้ (Up-skill) ช่วยลดความสับสนในข้อมูล และสร้างความมั่นใจในการบริโภคต่อเนื่อง