โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกสิกรฯปรับเป้าจีดีพีไทยปี 69 โต 1.9% มอง กนง.สัปดาห์หน้า คงดอกเบี้ยก่อนมีโอกาสปรับลดกลางปี ชี้ 1 ปีภาษีทรัมป์กดดันการค้าโลก ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก

BTimes

อัพเดต 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 เพิ่มเป็น 1.9% จากเดิม 1.6% จากแรงหนุนส่งออกที่ดีขึ้น นโยบายรัฐมีความต่อเนื่อง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มไหลเข้า โดยหากรัฐบาลอยู่ครบวาระจะช่วยเสริมความเชื่อมั่น แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจต้องทบทวนประมาณการอีกครั้ง ส่วน GDP ไตรมาส 1/2569 คาดว่ามีโอกาสกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย หลังการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้

ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สัปดาห์หน้า คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยังมีโอกาสปรับลดในช่วงกลางปี โดยทั้งปี 2569 ประเมินว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง อีก 0.25%

สำหรับนโยบาย “America First Trade Policy” ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปลี่ยนทิศทางการค้าโลกและเร่งให้หลายประเทศปรับยุทธศาสตร์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทาน โดยมาตรการภาษีที่เริ่มจากจีนได้ขยายไปหลายประเทศและหลายอุตสาหกรรม ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่รุนแรงมาก เนื่องจากมาตรการมีผลล่าช้า (เริ่ม ส.ค.2568) และประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโต้ทางภาษี ขณะที่การส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ลดลงราว 20% ในปีที่ผ่านมา แต่จีนยังเกินดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ จากการเร่งส่งออกไปอาเซียน อียู และแอฟริกา โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีรายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อดึงฐานการผลิตกลับประเทศ แม้เริ่มเห็นการลงทุนเพิ่ม แต่การจ้างงานภาคการผลิตโดยรวมยังหดตัว มีเพียงบางอุตสาหกรรม เช่น โลหะแปรรูป ที่ขยายตัว

ในปี 2569 แนวโน้มความขัดแย้งทางการค้ายังไม่น่าผ่อนคลาย เนื่องจากสหรัฐฯ ภายใต้แนวคิด “America First” ต้องการรักษาความเป็นผู้นำในทุกมิติ โดยเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่ การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเมษายน, คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่, การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) ในเดือนกรกฎาคม, การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ และการยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน–สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพฤศจิกายน

อย่างไรก็ตาม ไทยต้องจับตาความเสี่ยงการแข่งขันกับอินเดีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดสหรัฐฯ และอียู เนื่องจากไทยยังไม่มี FTA กับอียู ทำให้เสียเปรียบเชิงภาษี โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งเจรจา FTA กับทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปโดยเร็ว ทั้งนี้ อินเดียสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (India-EU FTA) ภายในไม่กี่เดือน หลังจากมีการเจรจามายาวนานราว 20 ปี และยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy

นอกจาก Reciprocal Tariff หรือภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ไทยยังเผชิญค่าเงินบาทปัจจุบันแข็งเกินไป โดยหากเงินบาทแข็งขึ้น 10% ขณะที่ประเทศคู่แข่งอ่อนลง 5% จะยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ หรือทุนเทา เพื่อเพิ่มความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หากเทรนด์ AI ยังเติบโต การส่งออกไทยยังมีโอกาสไปต่อ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับคาดการณ์ส่งออกปี 2569 จากเดิมติดลบ 2% เป็นขยายตัว 1.5% หลังประเมินว่ามาตรการภาษีสหรัฐฯ กระทบจำกัด เว้นแต่จะมีการใช้มาตรา 232 กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...