โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องโลกการทำงาน ไฮบริด อนาคต-ความเสี่ยง-ความท้าทาย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ย. 2564 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 04.12 น.
ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย

เทคโนโลยีทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไป แม้ที่ผ่านมาอาจเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่วิกฤตโควิด-19 ทำให้เทคโนโลยีถูกนำมาใช้เพิ่มขึ้น และเกิดการปรับเปลี่ยนในอัตราเร่ง เช่น การประชุมออนไลน์ การทำงานบนระบบคลาวด์ ฯลฯ เทคโนโลยีจึงกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกองค์กรไม่อาจปฏิเสธได้

ปลายปี 2564 การแพร่ระบาดของโควิดเริ่มคลี่คลาย แต่หลายองค์กรยังเลือกใช้วิธีทำงานแบบไฮบริด (hybrid working) ผสมผสานระหว่างการทำงานในสำนักงาน และนอกสถานที่ โดยมองเป็นอนาคตของการทำงาน เป็นหนทางสู่ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานที่ดีขึ้น แม้หลายองค์กรที่ใช้ hybrid จะพบช่องว่าง ความเสี่ยง ความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน และภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่

ด้วยเหตุนี้ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส (Robert Walters) จึงทำการสำรวจในหัวข้อ The Symptoms of Dysfunction in Hybrid Working-Obstacles & Solutions ส่องโลกอนาคตของการทำงานในรูปแบบผสมผสาน โดยสำรวจผู้ที่มีหน้าที่ด้านสรรหาบุคลากร พนักงาน รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย

ตอบโจทย์กลุ่มทาเลนต์

“ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา” ผู้จัดการ โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การทำงานแบบ hybrid ได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้บริษัทต่าง ๆ ดังนี้ 1.ดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถ เพราะส่วนใหญ่จะเลือกทำงานกับองค์กรที่ให้โอกาสทำงานแบบผสมผสานมากขึ้น

2.รักษาพนักงานที่มีความสามารถ เพราะการทำงานแบบไฮบริดให้ความอิสระ แสดงถึงความเข้าใจพนักงานที่ต้องการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน

และ 3.การเข้าถึงผู้มีความสามารถ ช่วยให้บริษัทสามารถรับสมัครกลุ่มมีความสามารถหลากหลายมากขึ้น เช่น ผู้ที่ไม่สามารถทำงานในสำนักงานเป็นเวลานานหลายชั่วโมง หรือผู้ที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่การเดินทางในแต่ละวัน

การทำงานแบบไฮบริดกำลังเป็นอนาคตของโลกทำงาน ซึ่งกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ตอบแบบสอบถามเลือกที่จะมองหาองค์กรที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน ส่วน 78 เปอร์เซ็นต์ ให้การยอมรับว่า องค์กรที่มีข้อเสนอไฮบริด
ดึงดูดพวกเขาให้สมัครงานมากกว่า

นอกจากนั้น การสำรวจในปี 2564 โดยบริษัทแมคคินเซย์ (McKinsey) ที่ปรึกษาด้านการจัดการที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด พบว่า พนักงานจำนวน 40 เปอร์เซ็นต์แจ้งว่า องค์กรของพวกเขายังหาทางออกไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานที่เหมาะสมกับยุคโควิด-19 และอีก 28 เปอร์เซ็นต์บอกว่า แนวทางการทำงานขององค์กรพวกเขายังคงคลุมเครือ

4 ประเด็นท้าทายทำงานไฮบริด

“แม้รูปแบบการทำงานแบบไฮบริดจะมีประโยชน์ต่อทั้งองค์กรและพนักงานอย่างมาก แต่ก็มีความท้าทายมากเช่นกัน หากองค์กรยังไม่สามารถหาแนวทางที่เหมาะได้ และหากเพิกเฉยกับการแก้ปัญหาอาจกระทบต่อการดึงดูดพนักงาน การเสื่อมถอยของวัฒนธรรมองค์กร ผลผลิตที่ลดลง การหมุนเวียนพนักงานที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อคุณค่าขององค์กร”

“ปุณยนุช” อธิบายว่า สิ่งที่ท้าทายจากการทำงานแบบไฮบริดหลัก ๆ มี 4 ด้าน คือ

1.อุปสรรคการจ้างงาน-โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่เคยชินกับการรวมตัวกันทำงานในสำนักงานทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ และมีกระบวนการคัดเลือกจำเป็นต้องมีการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวเท่านั้น

2.การปฏิสัมพันธ์ของคนในองค์กรน้อยลง-เพราะการทำงานแบบ hybrid ส่วนใหญ่มักจะเป็นรูปแบบการทำงานในสัดส่วนที่สำนักงานและที่บ้าน 3 ต่อ 2 วัน คนเจอกันน้อยลง องค์กรต้องพยายามสร้างเครือข่ายภายในองค์กรผ่านโปรแกรมการให้คำปรึกษา การมีเซสชั่นพบปะผู้นำและเพื่อนร่วมงานเพื่อแบ่งปันความรู้ ผ่านการประชุมทางวิดีโอ และตัวต่อตัวผสมผสานร่วมกัน เป็นต้น

“การทำงานแบบไฮบริดไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานทางไกลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานในสำนักงานด้วย ดังนั้น สถานที่ทำงานควรเป็นศูนย์รวมของคุณค่าและวัฒนธรรมขององค์กร และเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการทำงาน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อจุดประกายความคิดใหม่ ๆ”

3.นวัตกรรมและผลผลิต ปี 2563 โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ทำการสำรวจทั่วโลกเกี่ยวกับอนาคตของการทำงานพบว่า แต่ละองค์กรมีความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจน โดย 85 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานคาดหวังความยืดหยุ่นในการทำงานที่บ้านมากขึ้น แต่ 60 เปอร์เซ็นต์ของนายจ้างกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานที่บ้าน จึงไม่ให้พนักงานทำงานที่บ้านมากขึ้นได้

“แต่เพื่อดึงดูดและรักษาผู้มีความสามารถให้ดีที่สุด นายจ้างจำเป็นต้องตอบสนองความคาดหวังของพนักงาน ในขณะเดียวกัน พนักงานเองต้องรักษาประสิทธิผลในการทำงาน”

4.ความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน-พนักงานหลายคนคาดหวังว่าการใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น และการเดินทางน้อยลง จะช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้ดีขึ้น แต่ผลสำรวจพบว่า พนักงานจำนวนมากมีเส้นแบ่งระหว่างบ้านและที่ทำงานได้ไม่ชัดเจน

เพราะคนเริ่มตระหนักว่า การทำงานที่บ้านทำให้เส้นแบ่งชีวิตส่วนตัวกับการทำงานเลือนราง เนื่องจากสถานที่ทำงานกับสถานที่ใช้ชีวิตส่วนตัวเป็นที่เดียวกัน จึงเริ่มสร้างขอบเขตเพื่อความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว”

ผลการศึกษาและวิจัยของ Harvard Business Review ระบุว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของพนักงานทั่วโลกไม่รู้สึกว่าพวกเขาสามารถสร้างสมดุลระหว่างชีวิตที่บ้านและชีวิตการทำงานได้ และการวิเคราะห์พฤติกรรมทั่วโลกบน Microsoft 365 แสดงให้เห็นว่า มืออาชีพประสบกับการมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานมากขึ้น การประชุมและแชตเกินพิกัด อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ไม่ดี และการลาออกสูง

3 รูปแบบทำงานไฮบริด

“นัฐติยา ซอล” ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด-B2B และ B2C และซัพพลายเชนและวิศวกรรม โรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวเสริมว่า hybrid working จะกลายเป็น new normal ในปี 2565 และตอนนี้องค์กรต่างชาติในไทยเริ่มทยอยจัดตั้งนโยบาย work from home และ hybrid working มากขึ้น

“โมเดลการทำงานแบบไฮบริดที่องค์กรต่าง ๆ จะใช้แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.remote first เน้นการทำงานที่บ้านเป็นหลัก ส่วนใหญ่เป็นองค์กรในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเทเลคอม เป็นต้น 2.occasional office เข้าสำนักงานบางครั้ง ผสมทำงานที่บ้าน สัดส่วนการทำงานที่บ้านและที่สำนักงาน 3/5 วันต่อสัปดาห์ 3.office first การทำงานที่ทุกคนต้องเข้าสำนักงาน แต่สามารถทำงานที่บ้านได้ทันทีเมื่อมีเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หรือมีเหตุการณ์จำเป็นอื่น ๆ”

นโยบายต้องชัด

ดังนั้น สิ่งที่องค์กรต้องเตรียมรับมือกับการทำงานแบบ hybrid ที่หลากหลาย คือ

1.ต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะใช้โมเดล hybrid แบบไหน และกำหนดวันทำงานที่บ้านและที่สำนักงานให้ชัดเจน

2.กำหนดตัวชี้วัดสำคัญในการวัดผลงาน ที่ต้องระวังคือการสร้างความเท่าเทียมระหว่างคนที่ทำงานที่สำนักงาน และคนทำงานที่บ้าน ไม่ควรตัดสินว่า การเข้ามาทำงานที่สำนักงานคือพนักงานที่ขยันกว่าคนทำงานที่บ้าน มิฉะนั้นจะนำไปสู่อัตราการลาออกสูง

3.เตรียมพื้นที่ทำงานในสำนักงานให้ไม่แออัด เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ 4.เพิ่มกระบวนการทำงานที่เป็นดิจิทัล เช่น การส่งเอกสาร การเบิกจ่าย เป็นต้น และ 5.หาวิธีการให้ฟีดแบ็กจากระยะไกลที่ชัดเจนในช่วงที่ไม่ได้เจอกัน ระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง

“นัฐติยา” กล่าวด้วยว่า การที่พนักงานส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน จะส่งผลให้อัตราค่าครองชีพเฉลี่ยในประเทศลดลง ทำให้การซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯลดลงด้วย เพราะหลายคนเลือกกลับไปทำงานที่บ้านเกิดในต่างจังหวัดผ่านระบบออนไลน์

ขณะเดียวกัน บริษัทต่าง ๆ จะหาคนที่เป็นทาเลนต์ได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องทำเลที่ตั้งสำนักงานไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กลุ่มทาเลนต์นำมาพิจารณาอีกต่อไป เนื่องจากพวกเขาทำงานจากที่ไหนก็ได้ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนรูปแบบการทำงานในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC จะต่างจากองค์กรในกรุงเทพฯ เพราะงานส่วนการผลิตไม่สามารถทำแบบ hybrid ได้ แต่เทรนด์ที่เห็นคือ มีการนำระบบ automation มาใช้มากขึ้น เพื่อรองรับความเสี่ยงจากโควิด

หากประเทศไทยจำกัดเรื่องการเดินทางอีกครั้ง สถานประกอบการสามารถดำเนินงานผลิตต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์ อย่างไรก็ตาม จะมีการทำงานแบบ hybrid ในบางฝ่าย เช่น ทรัพยากรมนุษย์ และซัพพลายเชน เป็นต้น

แม้การทำงานแบบผสมผสานจะเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง แต่จะมีประสิทธิภาพต่อเมื่อองค์กรมีกลยุทธ์ที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...