โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บล.กรุงศรี” ชี้มาตรการ TISA กระตุ้นตลาด ชู 3 หุ้นยีลด์สูงรับประโยชน์

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 06 ธ.ค. 2568 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2568 เวลา 02.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายง่าว่า จากบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS รายงานเกี่ยวกับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยและกระแสเงินลงทุนจากต่างชาติในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นสองประเด็นหลัก ซึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือมาตรการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ

กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับโครงการ NISA ของประเทศญี่ปุ่น โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถลงทุนโดยตรงในหุ้นปันผล พร้อมทั้งสามารถนำเงินลงทุนดังกล่าวไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ หากถือครองในระยะยาว โดยมาตรการนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการออมและการลงทุนของประชาชน รวมถึงส่งเสริมสภาพคล่องและความมั่นคงของตลาดทุนไทย

บล.กรุงศรี ประเมินว่ามาตรการ TISA จะส่งผลเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง อาทิ กลุ่มธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ในดัชนี SET50 มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 6% จึงมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวสูงสุด แม้ว่ากระแสเงินทุนอาจยังไม่ไหลเข้าในระดับหลายพันล้านบาททันที แต่เชื่อว่าจะช่วยลดความผันผวนของตลาด เนื่องจากนักลงทุนที่เข้ามาจะเน้นการถือครองระยะยาวเพื่อรับปันผลควบคู่สิทธิประโยชน์ทางภาษี

อีกทั้งยังเผยความคืบหน้ามาตรการส่งเสริมการออมผ่านตลาดทุน โดยระบุว่ารัฐบาลเตรียมเสนอมาตรการใหม่เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ โดยมีหัวใจสำคัญคือการนำระบบบัญชีออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Individual Saving Account (ISA) มาใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีบัญชีลงทุน 1 บัญชี โดยสามารถเลือกลงทุนในตลาดทุนได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสามารถนำยอดเงินลงทุนไปใช้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีโดยตรง

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้กำหนดเพดานลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี ครอบคลุมสิทธิลดหย่อนทุกประเภท รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมาตรการ TISA หรือ Thailand Individual Saving Account จะถูกรวมอยู่ภายใต้เพดานดังกล่าวเช่นกัน ทำให้กรอบวงเงินลดหย่อนยังคงอยู่ที่ 800,000 บาทต่อคนต่อปี แต่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจากเดิมที่ต้องเลือกเฉพาะ 3 ช่องทาง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, RMF และ ThaiESG โดยจะเพิ่มเป็น 4 ช่องทาง ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, RMF, ThaiESG และ TISA

โดย บล.กรุงศรี ระบุว่า จุดเด่นสำคัญของ TISA คือการเป็นมาตรการถาวร ไม่จำกัดระยะเวลา 5 ปีเหมือนมาตรการเดิม และเปิดให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนหุ้นรายตัวในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีเมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างฐานเงินลงทุนระยะยาวให้ตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดจากภาวะชะลอตัวในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามรายละเอียดกฎเกณฑ์การจัดสรรเงินลงทุนและเงื่อนไขเพิ่มเติมของโครงการ TISA เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนภายใต้มาตรการใหม่ บล.กรุงศรี แนะนำให้เน้นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและให้เงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ TISA เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลระดับสูง 6% ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK

ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มสื่อสารอย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC โดยให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 4% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาวภายใต้มาตรการดังกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...