โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามราคา “เอ็มเค-สุกี้ตี๋น้อย” ฉุดกำไร Q3 ลดฮวบ! MAGURO โชว์เหนือเน้นคุณค่าดันโต 71%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 พ.ย. 2568 เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 06.46 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ท่ามกลางสมรภูมิร้านอาหารไทยในปี 2568 ที่การแข่งขันทวีความดุเดือดขึ้นเป็นอย่างมาก ภาพที่สะท้อนจากผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ผู้เล่นรายใหญ่ทยอยประกาศออกมา ชี้ให้เห็นถึงภาวะตลาดที่กำลังเผชิญความเปราะบางรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านั้น กระแสขาลงของธุรกิจร้านอาหารตั้งแต่ต้นปี รวมถึงข่าวการปิดตัวของผู้ประกอบการจำนวนมาก ยิ่งย้ำชัดว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบความแข็งแกร่งของแต่ละแบรนด์อย่างแท้จริง ผู้ประกอบการหลายรายเลือกใช้“สงครามราคา” เป็นอาวุธหลักเพื่อรักษาปริมาณลูกค้า แต่ผลลัพธ์กลับสะท้อนในตัวเลขที่ออกมาว่ากลยุทธ์นี้กำลังทำให้ภาพรวมของกำไรหดตัวลงอย่างรุนแรงอย่างสองเครือดังสุกี้

โดยยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงายผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 226.19 ล้านบาท ลดลง 33.68% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 341.06 ล้านบาท

ขณะที่ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 มีกำไรสุทธิ 735.36 ล้านบาท ลดลง 32.42% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 1,088.21 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการขายและบริการสำหรับงวด 9 เดือนของปี 2568 อยู่ที่ 11,218.37 ล้านบาท ลดลง 4.40% จากงวดเดียวกันของปีก่อน

ปัจจุบัน MK Restaurants มีจำนวนสาขาทั้งสิ้นประมาณ 437 สาขา (ข้อมูล ณ กลางปี 2568) ส่วนแบรนด์ โบนัสสุกี้ มีจำนวน 2 สาขา โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายสาขาโบนัสสุกี้เป็น 10 สาขาภายในสิ้นปี 2568

ด้าน สุกี้ตี๋น้อย หรือ บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด แม้จะยังเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงแต่จากข้อมูล บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ซึ่งเป็นผู้หุ้นได้รายงานรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% โดยไตรมาส 3 ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 221 ล้านบาท ลดลง 21% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และงวด 9 เดือนของปี 2568 มีผลกำไรสุทธิ 803 ล้านบาท ลดลง 9.77% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ส่วนจำนวนสาขา ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สุกี้ตี๋น้อยมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 96 สาขา แบ่งเป็น Suki Teenoi 86 สาขา, BBQ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา

ในขณะที่โอ้กะจู๋ของ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ มีผลประกอบการที่น่ากังวลที่สุด โดยไตรมาส 3 ปี 2568 กำไรไตรลดลงเหลือ 17.27 ล้านบาท ลดลง 71.25% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 60.08 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือนกำไรสุทธิ 104.73 ล้านบาท ลดลง 35.53% เมื่อเทียบกับปีก่อนมีกำไรสุทธิ 162,44 ล้านบาท

สาเหตุหลักจากการลดลงของยอดขายสาขาในเมืองและสาขาในโซนที่มีการแข่งขันสูง และฐานเปรียบเทียบที่สูงจากปีก่อน เนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์โอ้กะจู๋ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมียอดขายติดอันดับต้น นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากฤดูฝน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง และค่าใช้จ่ายจากการขยายสาขา

ตัวเลขทั้งหมดนี้สะท้อนว่ากลยุทธ์การลดราคาไม่ได้ช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไรอีกต่อไป และยังอาจซ้ำเติมปัญหาในระยะยาว เพราะนำไปสู่การแข่งขันที่กินกำลังและลดคุณค่าของตลาดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดของตลาดและผลประกอบการที่ซบเซาของผู้เล่นหลัก รายหนึ่งกลับสามารถพลิกเกมและสร้างการเติบโตสวนกระแสได้อย่างโดดเด่น นั่นคือบริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นและอาหารพรีเมียมที่มีทั้งหมด 7 แบรนด์ในเครือ ได้แก่ MAGURO, HITORI SHABU, SSAMTHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, CouCou, Bincho และ KIWAMIYA ท่ามกลางกระแสลบของอุตสาหกรรม

MAGURO กลับรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2568 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง รายได้รวม 522 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 47% และกำไรสุทธิทำออลไทม์ไฮอยู่ที่ 38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 29.32 ล้านบาท ที่สำคัญยอดรวม 9 เดือนปี 2568 ยังทำรายได้ถึง 1,384 ล้านบาท เติบโต 42.2% พร้อมกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 65% ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ MAGURO กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่าเหตุใดบริษัทหนึ่งจึงสามารถเติบโตได้ในขณะที่ผู้เล่นรายอื่นต่างเจอวิกฤติรุมเร้า

หนึ่งในคำตอบสำคัญคือการฟื้นตัวของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เกิดจากการจัดโปรโมชันเชิงสร้างคุณค่า ไม่ใช่การลดราคาแบบตัดกำไร ด้วยแคมเปญ “Big Thanks Big Deal 10 ปี 10 โปรโมชัน” ที่นำเสนอเมนูระดับไฮเอนด์ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมเมนูใหม่ที่หมุนเวียนให้เลือกอยู่เสมอ กลยุทธ์นี้ไม่เพียงดึงลูกค้าใหม่ แต่ยังดึงลูกค้าประจำกลับมาได้อย่างต่อเนื่อง การสร้างประสบการณ์ที่รู้สึกว่าคุ้มค่าและไม่ซ้ำซากกลายเป็นหัวใจที่ช่วยให้ MAGURO สร้างความต่างในวันที่ผู้บริโภคเลือกจ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้

นอกจากยอดขายที่ดีขึ้นในร้านเดิม การขยายสาขาที่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกปัจจัยหลัก ปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านรวม 53 สาขา โดยเลือกขยายในทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างแม่นยำ การกระจายแบรนด์ให้จับกลุ่มลูกค้าหลากหลายระดับ ทำให้เครือสามารถขยายฐานผู้บริโภคได้โดยไม่ทับซ้อนกันเอง ความสำเร็จของการเปิดร้านใหม่ถึง 3 สาขาในเซ็นทรัล พาร์คยิ่งตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลยุทธ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าแบรนด์จากญี่ปุ่นอย่าง KIWAMIYA การแตกไลน์ MAGURO Kappou ที่มอบประสบการณ์ญี่ปุ่นระดับใหม่ หรือการเปิดสาขาเพิ่มเติมของ HITORI SHABU ทั้งหมดนี้ช่วยสร้าง “อาณาจักรอาหารญี่ปุ่นครบวงจร” ภายในทำเลที่มีทราฟฟิกหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

จุดที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือกระแสตอบรับของแบรนด์ใหม่ทั้ง KIWAMIYA และ Bincho ที่เปิดตัวพร้อมความนิยมล้นหลาม มียอดจองคิวตั้งแต่วันแรกและต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดร้านอาหารไทยยังคงมีดีมานด์สูงสำหรับร้านที่มอบประสบการณ์จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงราคาที่ถูกกว่า การตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความแปลกใหม่ คุณภาพที่คุ้มค่า และความละเอียดใส่ใจในทุกองค์ประกอบ ทำให้ MAGURO สามารถยืนเหนือกระแสความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นคง

หากมองภาพรวมหลังประกาศงบไตรมาส 3 จะเห็นชัดว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังแบ่งผู้เล่นออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่เลือกทำสงครามราคาและกำลังเผชิญผลกระทบด้านกำไรที่ถดถอย ส่วนอีกกลุ่มคือแบรนด์ที่ลงทุนในคุณภาพและประสบการณ์ เช่น MAGURO ซึ่งสามารถสร้างความแตกต่างเชิงมูลค่า และทำให้ผู้บริโภครับรู้ว่าการจ่ายแพงขึ้นเล็กน้อยแลกกับประสบการณ์ที่ดีกว่านั้น “คุ้มค่า” อย่างแท้จริง

การเติบโตสวนกระแสของ MAGURO จึงเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่าในตลาดที่ฟาดฟันกันอย่างรุนแรง กลยุทธ์ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งยังคงเป็นอาวุธที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด ในขณะที่ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยต้องชะลอตัวหรือถอยออกจากสนามรบ

ผู้เล่นที่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของตลาดกลับสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคง แม้ตลาดจะเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...