โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

THE STATES TIMES

อัพเดต 11 ธ.ค. 2568 เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2568 เวลา 14.00 น. • Hard News Team

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน
ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”
พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง
คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน
1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
• ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
• ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
• และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”
2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า
หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
• ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
• ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า
ในช่วงปี 2557–2566
• ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
• ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
• ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง
ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต
3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ
นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1. 1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
• ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
• ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก
2. 2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
• การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
• งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”
3. 3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
• เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
• หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว
จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี
4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?
เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
• มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
• มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
• ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย
คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4. 1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5. 2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”
5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค
การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
• เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
• มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
• และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน
ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”
ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...