โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เบทาโกร” หรือ BTG ยื่นไฟลิ่งเข้า IPO เสนอขายหุ้น 500 ล้านหุ้นระดมทุนขยายกำลังการผลิต โชว์รายได้ปี 64 ทะลุ 8.5 หมื่นล้านบาท

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 15.55 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2565 เวลา 10.28 น. • Maratronman

บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) BTG ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 500 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ (รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากบริษัทในกรณีที่มีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) มูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้น (พาร์) 5.0 บาท และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี บล.เกียรตินาคินภัทร และ บล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
BTG เป็นผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรชั้นนำในประเทศไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์สุกร สัตว์ปีก และไข่ไก่ อาหารแปรรูปที่เกี่ยวข้อง และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ฟาร์ม และการดำเนินงานด้านการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
บริษัทมีรูปแบบการทำธุรกิจแบบครบวงจร (Vertically Integrated Business Model) ที่ครอบคลุมในหลายด้านของห่วงโซ่คุณค่าของผลิตภัณฑ์ของบริษัท (Value Chain) ตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเพาะเลี้ยง และจำหน่ายพ่อแม่พันธุ์สัตว์ การทำฟาร์มเชิงพาณิชย์ การชำแหละและการแปรรูปเนื้อสัตว์ ไปจนถึงการขาย โรงงานผลิตและแปรรูปอาหารที่มีมาตรฐานสูงและมีประสิทธิภาพของบริษัท
บริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่วางขายภายใต้แบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรม เช่น แบรนด์ BETAGRO และ S-Pure สำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อนามัย เนื้อสัตว์แปรรูป และอาหารแปรรูป, แบรนด์ ITOHAM สำหรับผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเกรดพรีเมียม แบรนด์ betagro Balance และ MASTER สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ แบรนด์ Better Pharma และ Nexgen สำหรับผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ และแบรนด์ Perfecta DOG n joy และ CAT n joy สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง
สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อนำเงินจากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อและ/หรือ ก่อสร้างฟาร์มและโรงงานแห่งใหม่ เพื่อขยายกำลังการผลิตและปรับปรุงโรงงาน ฟาร์ม รวมถึงสถานที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัท ซึ่งรวมถึง1. การลงทุนในโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม โรงชำแหละสัตว์ โรงงานแปรรูปอาหารและเนื้อสัตว์ รวมถึงการผลิตไข่ไก่และโปรตีนทางเลือกในประเทศไทย
2.การลงทุนในโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม และโรงชำแหละสัตว์ในประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา 3. การลงทุนในโรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงและขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยง 4. การลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Facilities) ตลอดจนการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงการจัดการและดำเนินธุรกิจ และการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการจัดการและดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการลงทุนในกิจการร่วมค้า นอกจากนี้นำไปชำระหนี้สินระยะสั้น และ/หรือ ระยะยาวให้กับสถาบันการเงินต่างๆ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 บริษัทและบริษัทย่อยใช้วงเงินกู้ยืมกับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 99.9% ของ บล.บัวหลวง หนึ่งในที่ปรึกษาทางการเงิน และหนึ่งในผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายในการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ จำนวน 12,881.0 ล้านบาท และ 70.5 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น และวงเงินเบิกเกินบัญชี วงเงินเพื่อออกหนังสือค้ำประกัน และวงเงินซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และมียอดเงินกู้คงค้างจำนวน 436.2 ล้านบาท และ 1.6 ล้านดอลลาร์
ณ สิ้นปี 2564 กลุ่มธุรกิจในประเทศไทย บริษัทเป็นผู้ดำเนินงานโรงงานอาหารสัตว์ 9 แห่ง ฟาร์ม 4,829 แห่ง (ประกอบไปด้วย ฟาร์ม 61 แห่งซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของ หรือเช่ามา และอีก 4,768 แห่งเป็นฟาร์มเกษตรพันธสัญญา) โรงชำแหละสัตว์ 13 แห่ง และโรงงานแปรรูป 12 แห่งสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง 1 แห่ง และโรงงานผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ 1 แห่ง
สำหรับกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ บริษัทเป็นผู้ดำเนินงานโรงงานอาหารสัตว์ 1 แห่ง และฟาร์ม 331 แห่ง (ประกอบไปด้วยฟาร์ม 8 แห่งซึ่งเป็นฟาร์มที่เช่ามา และอีก 323 แห่งซึ่งเป็นฟาร์มเกษตรพันธสัญญา) ในประเทศกัมพูชา และบริษัทเป็นผู้ดำเนินงานฟาร์ม 131 แห่ง (ประกอบไปด้วยฟาร์ม 3 แห่งซึ่งเป็นฟาร์มที่เช่ามา และอีก 128 แห่งซึ่งเป็นฟาร์มเกษตรพันธสัญญา) และโรงชำแหละสัตว์ 1 แห่ง ใน สปป.ลาว
นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา ศูนย์นวัตกรรมการเกษตร ศูนย์นวัตกรรมอาหาร และศูนย์นวัตกรรมสัตว์เลี้ยงเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ และเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operating Efficiency) ของบริษัท
โดยปัจจุบัน BTG มีทุนจดทะเบียน 10,000 ล้านบาท เป็นทุนชำระแล้ว 7,500 ล้านบาท โครงสร้างผู้ถือหุ้น ประกอบด้วย 1. บริษัท เบทาโกร โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 700 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 46.7% หลัง IPO เหลือ 35% (ภายใต้สมมติฐานว่าจะมีการใช้สิทธิซื้อหุ้นส่วนเกินทั้งจำนวน) 2. TAE HK Investment 400 ล้านหุ้น หรือ 26.7% หลัง IPO เหลือ 20% 3. กลุ่มเจนจิรา แต้ไพสิฐพงษ์ ถือหุ้น 2.5% หลัง IPO เหลือ 1.9% 4. กลุ่มกรพจน์ อัศวินวิจิตร ถือหุ้น 1.8% หลัง IPO เหลือ 1.4% 5. กรรมการ และ/หรือผู้บริหาร ถือหุ้น 6.5% หลัง IPO เหลือ 4.8%
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังจัดสรรทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนดไว้ในแต่ละปี โดยพิจารณาประกอบกับงบการเงินรวม
ขณะที่ผลประกอบการในช่วงปี 2562-2564 บริษัทมีรายได้รวมจากการขายสินค้าและการให้บริการ 74,231.6 ล้านบาท 80,102.1 ล้านบาท และ 85,424 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมาจากรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการคิดเป็นสัดส่วน 99% ของรายได้รวม ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 1,267.5 ล้านบาท , 2,341 ล้านบาท และ 839 ล้านบาท ตามลำดับ อัตรากำไรสุทธิ 1.69%, 2.90% และ 0.97% ตามลำดับ
ณ สิ้นปี 2564 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 57,475.1 ล้านบาท หนี้สินรวม 41,952.9 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้น 5,522.2 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...