ฟิลิปปินส์ ขึ้นแท่นผู้ใช้ไฟฟ้าถ่านหินรายใหญ่สุดในโลก ด้านจีน-เวียดนาม หันพึ่งพลังงานสะอาด
ฟิลิปปินส์ แซงหน้าจีนและอินโดนีเซีย ขึ้นแท่นผู้บริโภคพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในโลก และสูงสุดในอาเซียน เผยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนไม่เติบโต ด้านจีน เวียดนาม มุ่งใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น
วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่าฟิลิปปินส์ขึ้นเป็นประเทศที่พึ่งพลังงานไฟฟ้างานจากถ่านหินมากที่สุดในโลก โดยแซงหน้าจีน อินโดนีเซีย และโปแลนด์ ด้วยปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากถ่านหินสูงถึง 62% ในปี 2566
ข้อมูลจากองค์กรวิจัยด้านพลังงาน Ember ระบุว่า ฟิลิปปินส์ยังเป็นประเทศที่ใช้พลังงานถ่านหินมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินพุ่งขึ้นสู่ระดับ 61.9% ในปี 2566 จากระดับ 59.1% ในปี 2565 ในขณะที่การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนยังคงอยู่ในระดับต่ำ
โดยรวมแล้ว ปริมาณการใช้ถ่านหินทั่วประเทศ พุ่งขึ้น 9.7% ซึ่งสูงกว่าอุปสงค์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 4.6%
นางดินิตา เซตยาวาตี นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานไฟฟ้า ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Ember กล่าวว่า ถ่านหินมีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงทางพลังงานของฟิลิปปินส์ โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 นั้น มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการไฟฟ้าในประเทศได้ ซึ่งในปัจจุบัน การพึ่งพาถ่านหินเป็นหลักก็ยังคงดำเนินต่อไป
ขณะที่จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก และเคยเป็นผู้บริโภคถ่านหินมากที่สุด ได้ลดการพึ่งพาถ่านหินลงสู่ระดับ 60.7% หลังจากเริ่มปรับใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยพลังงานสะอาดครองสัดส่วนมากถึง 35% ในการผลิตไฟฟ้าของจีน ซึ่งส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงเหลือ 4.4% ต่อปี ในช่วงปี 2559-2566 จากระดับ 9% ต่อปี ในช่วงปี 2544-25558
ด้าน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตถ่านหินรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก บริโภคพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหิน 61.8% ในปี 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ โดยรายงานระบุว่า ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินมากที่สุดในอาเซียน และสัดส่วนการใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยทั้ง 2 ประเทศจึงต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะสามารถยุติการใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลัก
Ember ระบุว่า ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียยังคงตามหลังประเทศอื่น ๆ ในด้านพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาพลังงานจากลมและพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่มีศักยภาพมากเพียงพอ
ทั้งนี้ ในปี 2566 การผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของฟิลิปปินส์ อยู่ที่ระดับ 2.7 เทราวัตต์ชั่วโมง จากระดับต่ำกว่า 1 เทราวัตต์ชั่วโมง ในปี 2558 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้ากว่าประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่น เวียดนาม ซึ่งการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นมากถึง 46 เทราวัตต์ชั่วโมง ในช่วงเวลาเดียวกัน
อ้างอิง : cnbc.com