ทะลุมิติไปเป็นภรรยาผู้ชายหน้าหวาน
ข้อมูลเบื้องต้น
ทะลุมิติไปเป็นภรรยาผู้ชายหน้าหวาน
ผู้แต่ง Scince
หยางจู นักเขียนสาวอายุ 22 ปี ผู้หลงใหลในการปีนเขาเป็นอย่างมาก หลังจากที่เขียนนิยายจบ เธอให้รางวัลตัวเองโดยการไปปีนเขาหัวซาน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเขาสูบวิญญาณ เนื่องจากว่าในแต่ละปีจะต้องมีคนมาฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็เกิดอุบัติเหตุ แน่นอนว่าเรื่องนี้หยางจูไม่รู้ จนกะทั่งเธอมาถึง ได้อ่านประวัติ และมีคนพูดกันถึงได้รู้ว่านี่มันเป็นหุบเขากินคนชัดๆ
เพราะเป็นคนชอบปีนเขา เธอจึงเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี แต่เป็นเพราะช่างภาพเฮงซวย อยากจะเก็บภาพสวยๆของเธอ บอกให้เธอกางแขนกว้างๆ ยกแขน-ขา แสดงท่าทางมีความสุขออกมา แต่ใครจะไปคาดคิด ว่าขณะที่เธอกำลังทำตามที่ช่างภาพบอก กลับมีฝนตกลงมาอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทั้งที่ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม อากาศกำลังดีแท้ๆ
ทั้งฝน ทั้งลม ทำให้หยางจูเสียการทรงตัว เชือกที่มัดเอวของเธออย่างแน่นหนาก็ขาดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ เธอได้แต่กรีดร้องด้วยความตกใจ รู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีก็รู้ว่าตัวเองย้อนมาอยู่ในยุค 70
ยุคสมัยที่ไม่มีใครต้องการจะพูดถึงมัน เพราะความเร้นแค้นที่แสนยากลำบาก หนำซ้ำยังมาอยู่ในร่างผู้หญิงที่ชื่อเหมือนกันกับตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อ ติดการพนันเป็นชีวิตจิตใจ ซ้ำยังถูกสามีหนีไปสมัครเป็นทหาร มีลูกชายที่ต้องเลี้ยงดูอีก 1 คน นานๆครั้งเขาถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้าน เงินที่ส่งมาให้เจ้าของร่างก็เอาไปลงกับการพนันจนหมด
มารดามันเถอะ ! สวรรค์ให้โอกาสเธอได้มีชีวิตทั้งที จะให้ชีวิตดีๆหน่อยก็ไม่ได้ ถูกแม่สามีด่าเช้า-เย็น คุณย่าจอมเผด็จการ ไหนจะญาติพี่น้องของสามีที่อยู่ด้วยกันเป็นขบวนนี้อีก แล้วยังต้องทนอยู่กับความอัปยศที่สามีทิ้งเอาไว้ แล้วหนีตามคนรักที่เป็นผู้ชายไป
คอยดูเถอะ! แม่จะพาลูกชายตัวน้อยหนีจากความยากจน แล้วก็ครอบครัวของผัวเฮงซวยนี้ให้จงได้
นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญ และจะวางจำหน่าย E-book หลังจากที่ลงตอนจบค่ะ
หมายเหตุ : นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องสมมุติ อาจจะเหมือนหรือคล้ายเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ผู้แต่งไม่มีเจตนาพาดพิงหรือบิดเบือนความใจจริงใดๆ ทั้งสิ้น สถานที่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเนื้อหา เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ไม่อนุญาตให้คัดลอก หรือดัดแปลงเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของเรื่อง หากพบเห็นจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่มีการยอมความโดยเด็ดขาด
ทำใจ
“เป็นยังไง?”
“ยังไม่ตายค่ะพี่”
“สวรรค์ ทำไมถึงไม่ให้มันตายๆไป จะได้ไม่หนักบ้าน”
เสียงพูดคุยดังอยู่ข้างๆหู หยางจูพยายามลืมตาขึ้นมา เพื่อดูว่าใครกันแช่งให้เธอตาย อุตส่าห์รอดจากการตกเขามาได้ สงสัยต้องไปทำบุญชุดใหญ่เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับตัวเอง
“อือ” หญิงสาวพยายามลืมตา ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่คิด หรือเป็นเพราะว่ายาแก้ปวดที่หมดให้จะได้ผลดี?
“แม่ครับ ฟื้นเถอะครับ” เสียงของเด็กน้อยดังอยู่ข้างหู รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“หมิงเอ๋อร์ ไปกับย่าทวดดีกว่า ปล่อยให้แม่ของหลานพักผ่อน”
“ไม่ไป จะอยู่กับแม่” เด็กชายตอบเสียงสะอื้น ทั้งที่พูดไม่ชัด แต่ก็พยายามเค้นเสียงของตัวเองออกมา แล้วขืนตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกอีกฝ่ายที่แทนตัวเองว่าเป็นย่าทวดฉุดกระชากตัวไป
“เด็กดี แม่ของหลานยังไม่ฟื้น อยู่เฝ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปเถอะ” คนที่เรียกแทนตัวเองว่าย่าทวดพูดจาหลอกล่อ
“ไอหยา หนวกหูชะมัดเลย” หยางจูตะโกนออกมาจนสุดเสียง แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับดูแห้งและอ่อนแรง ไม่เหมือนอารมณ์ที่อยู่ข้างในใจของเธอเลยสักนิด
“เฮอะ! ดูเอาเถอะ จะตายอยู่แล้วยังปากดีอีก” ผู้หญิงวัยกลางคน ผมสีดำแซมขาวทั้งหัวแค่นเสียงหัวเราะเมื่อได้ยินคนป่วยพูด
“แม่ แม่ฟื้นแล้ว” เด็กน้อยที่นั่งข้างเขย่าแขนผู้เป็นแม่แรงๆ ต้องการให้เธอลืมตาขึ้นมาดูตัวเอง
หยางจูรับรู้ได้ถึงแรงเขย่า เธอค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ แสงสีขาวตรงหน้าทำเอาเธอต้องหลับตาลงอีกครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆปรับสภาพของสายตา
ภาพเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมม ทำเอาเธอตกใจจนต้องเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่แล้วก็ต้องฝืนตัวเองหันไปมองรอบๆ คนแก่ 3 คนชะโงกหน้ามามองเธออย่างจับผิด ตามมาด้วยสภาพห้องเก่าๆที่ทรุดโทรม บนฝ้าเพดานมีแต่หยักไย่ใยแมงมุมขึ้นเต็มไปหมด
นี่มันสถานที่บ้าอะไรกัน? หยางจูได้แต่ถามตัวเองคนเดียวในใจ เธอมั่นใจว่าไม่เคยเห็นคนพวกนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
“แม่ครับ” เด็กน้อยวัย 3 ขวบเห็นผู้เป็นแม่ขยับหนีด้วยท่าทางรังเกียจก็รู้สึกหดหู่ใจ
ตั้งแต่จำความได้ น้อยครั้งที่แม่ของเขาจะแสดงความรัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ชินกับท่าทางรังเกียจที่ผู้เป็นแม่แสดงออกมาสักที
“หนิงเอ๋อร์ มาหาย่าทวด” เห็นหลานชายหน้าสลด คนเป็นย่าทวดจะทนดูได้อย่างไร
เมื่อก่อนท่านค่อนข้างชอบหลานสะใภ้คนนี้มาก เพราะด้วยรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ มองยังไงก็เหมาะสมกับหลานชายของท่าน แต่หลังจากที่แต่งเข้ามานิสัยอ่อนโยน อ่อนหวานที่ฉาบไว้ก็ละลาย เหลือเพียงนินสัยก้าวร้าวและเกียจคร้าน จนท่านอยากจะเอาตัวหล่อนส่งกลับบ้านเดิมไปอยู่หลายต่อหลายครั้ง ติดที่ลูกสะใภ้ไม่ยอม
เด็กน้อยรู้สึกเสียใจ จึงลุกขึ้นออกจากข้างเตียง เดินก้มหน้าไปหาผู้เป็นย่าทวด ที่เป็นคนเลี้ยงดูเขามากกว่าผู้เป็นแม่แท้ๆเสียอีก
“ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปหาหมอ” เสียงของผู้หญิงอีกคนดังขึ้น ตั้งแต่ที่หยางจูฟื้นขึ้นมา เธอเพิ่งจะได้ยินเสียงของท่านเป็นครั้งแรก
“หุบปาก ไม่ใช่เรื่องที่หล่อนจะต้องตัดสินใจ” ผู้หญิงเจ้าของสีผมดอกเลากระทุ้งไม้เท้าจนเกิดเสียงดัง จนคนอื่นสะดุ้งไปตามๆกัน
“แม่จิ่นกวง ดูแลลูกสะใภ้หล่อนให้ดีล่ะ” พูดจบท่านก็เดินออกจากห้องไป แต่ก่อนที่จะพ้นประตูของห้องก็หยุดแล้วปรายตามามองที่หยางจูก่อนครู่หนึ่ง
ทางด้านหยางจูเหมือนกำลังมองดูละครฉากหนึ่งด้วยความมึนงง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่เด็กผู้ชายที่เรียกเธอว่าแม่ และผู้หญิงวัยกลางคนที่คนเมื่อครู่บอกว่าเธอเป็นลูกสะใภ้ของท่าน
“ยังปวดตรงไหนอยู่หรือเปล่า/ที่นี่ที่ไหน?"
แม่สามีและลูกสะใภ้พูดขึ้นพร้อมกัน แต่ต่างตรงที่ตอนนี้ลูกสะใภ้ที่นอนป่วยอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่คนเดียวกันอีกต่อไป
“หล่อนพูดอะไร? สมองกลับไปแล้วเหรอ?” ผู้หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จากนั้นก็เดินมาใกล้ๆเพื่อสังเกตลูกสะใภ้ โดยมีหลานชายเดินตามมาติดๆอย่างกล้าๆกลัวๆด้วยความเป็นห่วง
“ฉันถามว่าที่นี่คือที่ไหนคะ แล้วพวกคุณเป็นใคร?” หยางจูทวนคำถาม
“เฮอะ! ที่นี่ก็คือบ้านสามีของหล่อนยังไงล่ะ แล้วนี่ก็ลูกชายของหล่อน ส่วนฉันก็เป็นแม่สามีของหล่อน ทีนี้จำได้หรือยัง?” ไม่พูดเปล่าแต่ยังเท้าสะเอวมองหน้าหยางจูอย่างเอาเรื่องอีกด้วย
“เรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย” หยางจูขยี้หัวตัวเองแรงๆเมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระจากคนตรงหน้า
แต่แล้วไม่นานเธอก็รู้สึกปวดหัว ภาพต่างๆมากมายเริ่มเข้ามาในหัว สุดท้ายต้องกุมขมับทนมองภาพต่างๆในหัว ทำให้เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวเองได้
“นะ นี่ หล่อนอย่ามากแสดงละครแถวนี้” เห็นท่าทางกระสับกระส่ายของลูกสะใภ้แล้วเหมือนคนผีเข้า ทำให้ท่านรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“กระจก ฉันขอกระจกหน่อย” ถึงแม้ว่าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นในหัวสักเท่าไหร่ แต่ก้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นไม่ได้ และในฐานะที่เธอเองก็เป็นนักเขียน จินตรการเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปเสียอีก ได้แต่ภาวนาว่าเธอคงจะทำงานหนักเกินไปจนเกิดเป็นภาพหลอนอยู่ในขณะนี้
ทางด้านแม่สามี ถึงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกสะใภ้ทำ แต่ท่านก็ยังเดินไปหยิบกระจกเล็กๆยื่นให้กับลูกสะใภ้ ไม่รู้ว่าหล่อนจะมาไม้ไหนอีก ฟื้นขึ้นมาก็เป็นห่วงใบหน้าสวยๆของหล่อนเลย ยิ่งคิดท่านก็ยิ่งปวดใจ
หยางจูรับกระจกมา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จากนั้นก็ค่อยๆลืมตามองตัวเองในกระจก ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้น ถึงจะมีใบหน้าซีดขาวจากการเจ็บป่วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของร่างนี้ลดน้อยลงได้เลย มันกลับยิ่งทำให้ดูเป็นผู้หญิงน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“เรื่องจริงเหรอเนี่ย” หยางจูลูบไล้ใบหน้าของตัวเอง จากนั้นก็หยิบเข้าที่แก้มแรงๆ จนต้องร้องออกมาเพราะรู้สึกเจ็บ
“ทำบ้าอะไรของหล่อน ฉันไปทำงานล่ะ มีอะไรก็ให้หมิงเอ๋อร์ไปตามก็แล้วกัน นี่…ฉันขอเตือนเอาไว้ก่อนเลยนะว่าอย่าทำอะไรให้ฉันต้องปวดหัวอีกเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยหล่อนเอาไว้แน่”
ถูกแม่สามีชี้หน้าคาดโทษ หยางจูก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ถึงจะเคยอ่านและแต่งนิยายประเภทนี้มาไม่น้อย แต่ก็เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วแบบนี้เธอมาโผล่ที่นิยายของใคร? หรือย้อนอดีตมาจากเรื่องจริง? ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เลยทำได้เพียงล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ไม่ได้สนใจเด็กนอยที่กำลังเดินมานั่งอยู่ข้างเตียงเลยสักนิด
ปกติแล้วเธอก็ไม่ได้ชอบเด็กสักเท่าไหร่ ไม่ใช่นางงามรักเด็กอะไรเทือกนั้น รอให้ปรับตัวได้ก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน ถึงร่างนี้จะไม่ได้ตกเขาหัวซาน แต่ดูจากสภาพแล้วน่าจะถูกซ้อมมามากกว่า
จากนั้นภาพเหตุการณ์ที่ทำให้เธอมาอยู่ในสภาพนี้ก็เกิดขึ้น เนื่องจากว่าเธอไปอาละวาดที่บ่อน โวยวายว่าตัวเองถูกโกง จนถูกลูกน้องของเจ้าของบ่อนลากตัวออกมาซ้อม สุดท้ายเจ้าของร่างทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจตาย
ส่วนร่างนี้มานอนที่นี่ได้ยังไงนั้นเธอเองก็จนปัญญา เพราะเป็นเหตุการณ์หลังจากที่ร่างเดิมหมดสติไปแล้ว และเธอก็ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างบอบบางนี้แล้ว ทำให้ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ นอกจากทำใจยอมรับความจริง
กอดแรก
หยางจูพยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพต่างๆในหัวมากมายก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดไม่หย่อน จนเธอนอนไม่ได้ เหงื่อไหลออกมาเป็นเม็ดๆ จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องลืมตาตื่นขึ้นมา
“นี่” เด็กน้อยที่กำลังจ้องหน้าผู้เป็นแม่อย่างตั้งใจถึงกับสะดุ้ง เบี่ยงตัวหลับ กลัวว่าจะถูกตบเหมือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่แม่ของเขาอารมณ์ไม่ดี หล่อนก็มักจะมาระบายอารมณ์กับเขาอยู่เสมอ
หยางจูชะงักเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของเด็กน้อยหน้าตามอมแมมคนนี้ ทำไมต้องทำท่ากลัวขนาดนี้ด้วย ก็แค่จะถามอะไรสักหน่อยแค่นั้นเอง “ชื่ออะไร?"
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาอย่างแปลกใจ จ้องหน้าผู้เป็นแม่ตาไม่กะพริบ แล้วก็เบ้ปาก พยายามอดกลั้นไม่ให้ร้องไห้แสดงความเสียใจออกมา กระทั่งชื่อของเขาแม่ก็จำไม่ได้หรอกเหรอเนี่ย
“หวงชิวหนิง” ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตอบอย่างกล้าๆกลัว
“หวงชิวหนิง ชื่อดี” หยางจูทวนคำแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ว่าแต่ นายเป็นลูกชายของผู้หญิงคนนี้? เอ่อ ฉันจริงๆเหรอ?"
เด็กน้อยรีบพยักหน้า แล้วก็เบ้ปาก ถึงจะพยายามอดทนอดกลั้นมากแค่ไหน แต่ถูกแม่เมินเฉย ทั้งยังไม่เห็นว่าเขาเป็นลูกก็อดเสียใจไม่ได้ ถึงกับร้องไห้ออกมา
“ฮือๆ”
“อาโหยว ร้องไห้ทำไม ฉันก็แค่ถามเพื่อความแน่ใจแค่นั้น” หยางจูเบิกตากว้าง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเด็กคนนี้ร้องไห้อยู่ตรงหน้า กลัวว่าเสียงร้องของเขาจะไปรบกวนคนอื่นให้เกิดความสงสัย เลยต้องคว้าร่างของเขาเข้ามากอด กดศีรษะของเขาเข้ามาตรงอก เพื่อปิดเสียงสะอื้นไม่ได้ดังเล็ดรอดออกไปนอกห้อง
“เงียบ ห้ามร้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่รักนะ” หยางจูขู่
พอได้ยินผู้เป็นแม่พูดแบบนั้นเขาก็รีบกลืนก้อนสะอึกลงท้องไปในทันที รู้สึกเสียดายที่ผู้เป็นแม่ไม่ได้กอดแล้ว นี่เป็นกอดแรกเลยตั้งแต่เขาจำความได้
“ดีมากเด็กดี” หยางจูถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าลูกชายหยุดร้อง
จากนั้นสองแม่ลูกก็เล่นเกมเงียบใส่กันอีกครั้ง จนหยางจูทนไม่ไหว ลุกขึ้นจัดการกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเธอนอนซมอยู่ในห้องนี้นานแค่ไหนแล้ว รู้สึกว่าเนื้อตัวสกปรกแล้วก็มีกลิ่นเหม็น
หลังจากอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็รู้สึกดีขึ้น บาดแผลตามตัวก็ดีขึ้นมาก เหลือเพียงรอยฟกช้ำที่ยังทิ้งเอาไว้อยู่ คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก เนื่องจากว่าเจ้าของร่างนี้ขาวมาก ทำให้เห็นรอยฟกช้ำชัดเจน
“ลุกขึ้นได้แล้วเหรอ”
หยางจูหันไปมองตามเสียง พบว่าเป็นคุณย่าเจ้าของผมสีขาวทั่วทั้งหัวคนนั้นนั่นเอง ตอนนี้ท่านกำลังนั่งอยู่ที่ลานบ้าน ตากข้าวโพดแห้งอยู่ เธอไม่มีทางเลือกนอกจากเดินเข้าไปหา ในความทรงจำบอกกับเธอว่าคนนี้ก็คือผู้อาวุโสที่สุดของบ้าน หรือเป็นย่าของสามีเธอนั่นเอง
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ” หยางจูลงไปนั่งข้างๆอย่างนอบน้อม
“อืม เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้ว สมควรให้อภัยก็ให้อภัย อย่าประชดประชันแบบนี้เลย ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก"
หยางจูนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่คุณย่าท่านนี้บอก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเจ้าของร่างต้องประชดสามีแบบนี้ด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะทำตัวเหลวแหลกแค่ไหน เขาก็ไม่มารับรู้ ป่านนี้ก็คงมีความสุขอยู่กับคนรักของเขาไปนานแล้ว
“ค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีก” หยางจูพูดขึ้น จนทำเอาคนแก่อดแปลกใจไม่ได้
ถึงท่านจะไม่ค่อยชอบหน้าหลานสะใภ้คนนี้มากแค่ไหน แต่หล่อนก็ถือว่าน่าสงสารที่ต้องแต่งเข้าบ้านอยู่ดี เพื่อชื่อเสียงของหลานชาย ท่านจำเป็นต้องทำ
“ดีแล้วล่ะ หมิงเอ๋อร์น่ะ ถึงยังไงก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ อย่าใจร้ายกับเขานักเลย”
“ค่ะ ฉันจะดูแลเขาให้ดี” หยางจูรับคำแล้วก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป
เธอถือโอกาสสำรวจบ้านหลังนี้ไปด้วย พบว่ามันเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีขนาดยาวและกว้างเป็นรูปตัวยู มีบริเวณลานบ้านสำหรับไว้ตากธัญพืชต่างๆ นอกจากนั้นแล้วบ้านหวงยังเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ เนื่องจากว่าคุณย่าหวงยังมีชีวิตอยู่ ลูกหลานจึงยังไม่สามารถแยกบ้านได้
พ่อสามีของเธอเป็นลูกชายคนโต ฉะนั้นแล้วบ้านหลังนี้ย่อมตกเป็นของท่านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นคุณย่าหวงก็ยังมีลูกชายอีกหนึ่งคน ส่วนลูกสาวอีกสองคนนั้นแต่งงานแยกบ้านไปแล้ว
พ่อสามีของเธอมีลูกทั้งหมด 4 คน ลูกชาย 3 คน และลูกสาวคนเล็ก 1 คน สามีของเธอเป็นคนที่ 3 ฉะนั้นแล้วเขาย่อมไม่มีน้ำหนักในใจพ่อแม่เท่าพี่ชายคนโต
ส่วนน้องชายของพ่อสามี หรืออารองมีลูกแค่ 2 คนเป็นผู้ชายทั้งหมด นับๆดูแล้วหยางจูก็รู้สึกปวดหัว จะให้จดจำสมาชิกในบ้านภายในวันเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
พอเปิดประตูเข้าห้องมา ก็เห็นลูกชายหลับไปแล้ว เธอมองปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนัง พบว่าตอนนี้เป็นเดือนมีนาคม ปีค.ศ. 1976 นับๆดูแล้วก็เหลืออีกหลายปีกว่าจะผ่านพ้นยุคมืดนี้
เธอถือโอกาสตอนที่ลูกชายหลับ อุ้มเขาขึ้นไปนอนบนเตียง จากนั้นก็จัดการเปิดหน้าต่าง เพื่อให้อากาศข้างในห้องได้ถ่ายเท สภาพห้องไม่น่าอยู่เลยสักนิด
หญิงสาวใช้เวลาช่วงเช้าหมดไปกับการทำความสะอาด เพราะเพิ่งหายป่วยแล้วทำงานหนัก ทำให้ร่างกายเริ่มประท้วง หยางจูรู้สึกหน้ามืดเลยนั่งลงข้างเตียง ส่งผลให้ลูกชายตัวน้อยของเธอลืมตาตื่น
“ตื่นแล้วเหรอ? หิวหรือเปล่า?”
เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้ว ยังไม่ถึงเวลากินข้าวสักหน่อยเขาจะหิวได้ยังไง? จากนั้นก็สำรวจห้องนอนของพวกเขาไปด้วย มันดูดีขึ้นมาก เหมือนห้องของพวกพี่ๆเขาเลย
“งั้นเหรออ แต่ฉันหิว” หยางจูลูบท้องตัวเองเบาๆ เพราะตอนนี้ท้องของเธอเริ่มประท้วง เนื่องจากว่าตั้งแต่ฟื้นขึ้นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอเลยสักนิด
“แต่มันยังไม่ถึงเวลา” เด็กน้อยตอบเสียงเบาแล้วก้มหน้าลง
หยางจูมองเงาของต้นไม้ พบว่าตอนนี้มันอยู่ตรงกลางพอดี นั่นหมายความว่าตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเที่ยงพอดีไม่ใช่เหรอ?
“เราไม่กินข้าวกลางวัน ย่าทวดบอกว่าคนไม่ทำงานไม่ต้องกินข้าวกลางวัน” เด็กน้อยขยายความ
“ว่าไงนะ?” หยางจูถามเสียงหลง แต่ลูกชายของเธอหยิบผ้าห่มมาคลุมโปงหนีไปแล้ว
หยางจูรู้สึกเหนื่อยใจกับอาการหวาดกลัวของลูกชาย ไม่ว่าเธอจะขยับตัวไปไหน ดูเหมือนว่าเขาจะหวาดระแวงเธอมากไปหมด แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันยังไง
โชคดีที่ตอนไปอาบน้ำเธอพบกับมิติในตัวโดยบังเอิญ เป็นนักเขียนก็ดีแบบนี้ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีไอเทมสำหรับช่วยตัวเอก และไอเทมของเธอก็คือมิติที่มีข้าวของอยู่เต็มไปหมด มันเหมือนกับร้านสะดวกซื้อขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ เพราะเจอเข้าโดยบังเอิญเลยลองดึงเอาของใช้ออกมาใช้อาบน้ำ
คิดได้แบบนั้นก็สำรวจของในมิติดูว่าพอจะมีอะไรที่สามารถหยับอกมาตอนนี้ได้บ้าง ไม่นานนักก็หยิบส้มออกมาจากมิติ 2 ลูก
เด็กน้อยได้กลิ่นหอม แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขากลัวว่าแม่จะโมโหเลยไม่กล้าเปิดผ้าห่มออกมาดู แต่ถึงยังไงก็เป็นแค่เด็กอายุ 3 ขวบ จะมีความอดทนได้นานเท่าไหร่กัน ทนความหอมไม่ไหหวเลยต้องเปิดผ้าห่มออกมาดู พบว่าผู้เป็นแม่กำลังยัดเจ้าลูกสีส้มเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“กินไหม?” หยางจูยื่นส้มชิ้นหนึ่งส่งให้ลูกชาย แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่หิวครับ” เด็กน้อยปฏิเสธ กลืนน้ำลาย มองตามเจ้าลูกสีส้มที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง
“แน่ใจ? หมดแล้วไม่มีอีกแล้วนะ” หยางจูถามซ้ำ เห็นท่าทางก็รู้แล้วว่าลูกชายหมาดๆอยากจะเขมือบมันลงไปทั้งเปลือกเลยด้วยซ้ำ
“ไม่ครับ ไม่แน่ใจ”
“หึ อ่ะ…เอาไป” หยางจูยื่นส้มให้ลูกชายลูกหนึ่ง เด็กชายรับมาแล้วกัดกินคำใหญ่ กลิ่นหอมของมันยังติดจมูกอยู่ แต่ความขมของมันทำเอาเขาถึงกับชะงัก หยางจูถึึงกับกุมขมับ พูดไม่ออก ไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้กระทั่งวิธีกินส้ม
“ส่งมานี่” เธอทนไม่ไหวถึงกับแย่งส้มกลับคืนมาจากลูกชายแล้วก็ปอกเปลือกออกอย่างเบามือ พร้อมทั้งถามเขาออกไปอย่างไม่คิดอะไร “ไม่เคยกินหรือไง?”
เด็กน้อยส่ายหน้าทันที เพราะเขาไม่เคยจริงๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่แม่ถืออยู่คืออะไร รู้แค่ว่ากลิ่นของมันหอมมาก
หยางจูเห็นแบบนั้นก็เม้มปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ รู้อยู่แล้วว่ายุคนี้นั้นมันอดอยากมากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้จักกระทั่งส้มที่ต่อไปจะถูกปลูกทั่วไป ราคาไม่กี่หยวนเท่านั้น
สัมผัสได้
หยางจูไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงทำท่าหวาดกลัวเธออยู่ตลอดเวลา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าอยากจะอยู่ใกล้ๆ
“นี่…ถามอะไรหน่อยสิ” เธอพูดกับเด็กน้อยที่กำลังกินส้มอย่างเอร็ดอร่อย เห็นเขาพยักหน้า หันมาตั้งใจฟัง เธอเลยเริ่มบทสนทนาต่อไป
“ทำไมถึงกลัวฉันล่ะ?”
หวงชิวหมิงแทบสำลักส้มที่กินเข้าไป รู้สึกว่าแม่แปลกไปตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ถึงจะทำตัวเหินห่างเขาเหมือนเดิม แต่ก็มีบางครั้งที่เธอพยายามเข้าหาเขาเช่นเดียวกัน “แม่น่ากลัว” เด็กน้อยตอบตามความจริง
“ยังไง?”
“ไม่รู้ แม่ไม่ชอบให้เข้าใกล้ บอกว่ารำคาญ ไม่อยากได้ยินเสียง” เขาตอบเสียงเบา ถึงจะพูดไม่ค่อยชัด แต่ทำเอาคนฟังรู้สึกชาไปทั้งตัว
เท่าที่หยางจูสัมผัสได้ คือร่างนี้ไม่ได้รังเกียจลูกชายเลยสักนิด เธอยังรู้สึกผูกพันกับลูกชายเสียด้วยซ้ำ เธอรู้ได้จากการที่เห็นเขากินส้มอย่างเอร็ดอร่อย ก็รู้สึกปลื้มใจจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียด้วยซ้ำ แล้วแบบนี้จะบอกว่าไม่ชอบหน้าลูกชายได้อย่างไร มันต้องมีมากกว่านั้นให้เธอได้หาคำตอบเป็นแน่
เธอปล่อยให้ลูกชายกินส้ม ส่วนตัวเองก็เริ่มสำรวจห้อง ช่วงเช้าที่ทำความสะอาด เธอยังไม่ได้สำรวจความเรียบร้อย ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง
ความจริงแล้วห้องนี้ก็เหมือนห้องนอนทั่วไป มีเตียงเตา ตู้เสื้อผ้าเก่าหนึ่งหลัง ตามด้วยหีบใบใหญ่สามหีบ ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างในมีอะไร ไหนๆก็ไม่มีอะไรทำแล้ว ยกลงมาสำรวจดูหน่อยก็ดีเหมือนกัน
หีบใบแรกเป็นพวกผ้านวมผืนใหญ่กลางเก่ากลางใหม่ ดูก็รู้ว่าเจ้าของรักมากแค่ไหน ใบที่สองเป็นผ้าฝ้ายสองพับ สิ่งที่ทำให้หยางจูใจเต้นแรงคือใบที่สาม ความจริงเธอถอดใจที่จะยกลงมาดูแล้วว่าข้างในหีบมีอะไร แต่ก็อดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เลยต้องยกหีบใบสุดท้ายออกมาเปิดดู
ซึ่งเธอรู้สึกคุ้มค่ากับเรี่ยวแรงที่เพิ่งเสียไปมาก เพราะข้างในหีบใบนี้คือชุดแต่งงาน ในความทรงจำบอกกับเธอว่าเป็นชุดแต่งงานของเจ้าของร่าง ตามด้วยผ้าฝ้ายสีขาวเปื้อนคราบเลือด อาจจะเพราะผ่านมานานแล้วคราบเลือดเลยกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวใจเต้นแรงคือมีห่อผ้าขนาดเล็กอยู่ด้วย พอเปิดดูกลับพบว่าเป็นเงินจำนวนหนึ่ง หยางจูรีบเดินไปลงกลอนประตูห้องทันที จากนั้นก็เริ่มนับเงินที่อยู่ในห่อ ซึ่งมันมีมากถึง 300 หยวน
เงิน 300 หยวนจะว่าน้อยก็น้อยถ้าเทียบกับยุคที่เธอจากมาก แต่ถ้าเทียบกับยุคที่เธอมาอยู่ในตอนนี้นับว่าเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว มากพอที่จะทำให้เธอและลูกชายสามารถตั้งตัวได้เลยแหละ
“อย่าบอกใคร ไม่อย่างนั้นฉันจะตัดลิ้นแก” หยางจูขู่ลูกชาย
“อื้อ” เด็กน้อยรีบพยักหน้าเอามือปิดปากตัวเองทันที ถึงแม่ไม่บอกเขาก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่แล้ว
หลายต่อหลายครั้งที่ย่าทวดหลอกถามเรื่องของแม่ แต่เขาก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเลยสักครั้ง เพราะรู้ดีว่าคนที่โหดร้ายแบบผู้เป็นแม่นั้นสามารถทำได้ทุกอย่างกับคนที่ทรยศเธอ
อย่าดูถูกว่าเขาเป็นแค่เด็กอายุ 3 ขวบ แต่ถ้าเทียบกับความกดดันรอบๆข้างที่เขาได้รับ ทำให้เขาดูโตกว่าเด็กอายุเดียวกันอยู่หลายปี
“เอาล่ะ ออกไปหาย่าทวดได้แล้วเดี๋ยวท่านจะสงสัย” หยางจูบอกกับลูกชาย
“ครับ” แม้ว่าเขาจะมีท่าทีเสียดายเล็กน้อย ไม่ง่ายเลยที่จะได้ใช้เวลร่วมกับผู้เป็นแม่ แต่ก็ไม่อยากได้คืบจะเอาศอก เพราะสำหรับวันนี้มันดีมากๆแล้ว
หลังจากที่ลูกชายออกจากห้องไป หยางจูก็พาร่างกลับมานอนพักผ่อน การทำความสะอาดห้องนอนเพียงแค่ห้องเดียวทำเอาเธอเสียพลังงานไปเยอะจริงๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้เริ่มจะจับไข้หน่อยๆแล้วด้วย หญิงสาวเลยหายาในมิติกิน จากนั้นก็นอนหลับไปเพราะฤทธิ์ยา
อีกทางด้านหนึ่งของบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาที่คนกำลังเลิกงานจากทุ่งนา เป็นธรรมดาที่ในบ้านจะเริ่มเสียงดัง
“หล่อนฟื้นแล้วจริงๆเหรอคะคุณแม่” ลูกสะใภ้ใหญ่พูดขึ้น เพราะเธอเพิ่งกลับจากทำงานที่ทุ่งนา ทำให้ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
“อือ” แม่สามีตอบ
“ดีแล้วล่ะค่ะ สงสารหมิงเอ๋อร์”
“ไปสงสารมันทำไม ลูกใครก็ไม่รู้ สงสารก็แต่ลูกชายของฉัน ต้องส่งเสียเลี้ยงดูทุกๆเดือน น่าเจ็บใจจริงๆ” คุณแม่หวงพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
“พอเถอะน่า เรื่องก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว อีกอย่างอากวงเองก็ไม่ได้ว่าอะไร คุณจะไปเดือดร้อนทำไม” คุณพ่อหวงพูดแย้งขึ้นมาบ้าง
“มันจะพูดอะไรได้ล่ะคะ ก็รู้ๆกันอยู่”
“หุบปาก! มีอะไรทำก็ไปทำ ป่านนี้แม่คงหิวข้าวแย่แล้ว” คุณพ่อหวงตะคอกเสียงดัง ใครจะทำใจยอมรับได้บ้างว่าลูกชายของตัวเองเป็นพวกชอบตัดแขนเสื้อ
ที่ท่านยังคงยอมรับหลานชายเพียงคนเดียวของบ้าน ก็เพื่อนรักษาหน้าตาของงตัวเองและครอบครัว เป็นถึงผู้นำหมู่บ้าน แต่กลับมีลูกชายที่รักเพศเดียวกัน ใครที่ไหนจะทำใจยอมรับได้ ถึงได้ทำเป็นหลับหูหลับตายอมรับเด็กน้อยคนนั้นเป็นหลานชาย ทั้งที่รู้สึกขมขื่นอยู่ข้างใน
“คุณมันพวกไม่ยอมรับความจริง” คุณแม่หวงพูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีสามีไป
ที่ลูกชายต้องหนีไปเป็นทหารทั้งที่ไม่ใช่ความฝันของเขาเลยก็เพราะมีพ่อแบบนี้ สำหรับท่านแล้วลูกชายจะเป็นหรือชอบอะไรท่านก็รับได้ทั้งนั้น อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายข้างนอก
ยิ่งปีนี้เมื่อต้นปีเป็นวันหยุดยาวเขาก็ไม่ได้กลับมาบ้าน และเป็นปีที่ 3 แล้วตั้งแต่ที่เขาไปเป็นทหาร ในสามปีนี้ลูกชายกลับบ้านแค่สองครั้งเท่านั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมอะไรของครอบครัวตัวเองนักหนา ถึงได้มาเจอกับเรื่องอดสูแบบนี้
ทางด้านหยางจูผู้ไม่รู้เรื่องอะไร ตอนนี้เธอกำลังหยิบเอาซาลาเปาจากในมิติมากินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ลืมที่จะเก็บไว้ให้ลูกชายตัวน้อยของเธอด้วย หญิงสาวไม่กลัวจะถูกจับได้ เพราะเมื่อก่อนร่างนี้ก็มักจะซื้อของกินจากข้างนอกเข้ามา เธอไม่ค่อยร่วมวงกินข้าวกับครอบครัวสักเท่าไหร่ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่มีใครให้เธอร่วมวงกินข้าวด้วยถึงจะถูก
สำหรับบ้านหวงแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่แยกบ้านกันชัดเจน แต่บ้านรองก็ได้แยกครัวกันไปนานแล้ว ส่วนคุณย่าหวงนั้นจะกินข้าวกับบ้านใหญ่เป็นหลัก อีกทั้งพวกเขายังแยกกระเป๋ากันนานแล้วเช่นกัน เหลือแค่รอวันที่คุณย่าหวงไม่อยู่ ก็คงจะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องแยกย้ายกัน
“เดือนนี้อากวงส่งเงินมาหรือยัง?” คุณแม่หวงถามลูกสะใภ้รอง เนื่องจากว่าหล่อนไม่ได้ทำงาน อยู่เลี้ยงลูกที่บ้าน
“ยังไม่เห็นเลยค่ะ” สะใภ้รองตอบ
“ไม่ใช่ว่าแม่นั่นไปดักเอาที่หน้าหมู่บ้านแล้วเหรอครับ นี่ก็เลยกำหนดมาหลายวันแล้ว” ลูกชายคนรองพูดขึ้น เขาเป็นคนเดียวของบ้านใหญ่ที่ไปทำงานในเมือง เพราะได้เงินเดือนมากกว่าที่ทำงานทุ่งนา
“นั่นน่ะสิคะคุณแม่ ไม่ลองไปถามแม่นั่นดู” สะใภ้รองเห็นด้วยกับความคิดของสามี
“เรียกให้มันดีๆหน่อย หล่อนก็มีชื่อ แม่นั่น แม่นี่ หมายถึงใครกัน? ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ฉันยังนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้แท้ๆยังแบ่งพรรคพวกกันแล้ว ถ้าฉันตายไปหมิงเอ๋อร์จะไม่ไปเป็นขอทานหรอกเหรอ?” คุณย่าหวงกระทุ้งไม้เท้าเสียงดัง จนลูกหลานสะดุ้งไปตามๆกัน
“มันจะเป็นขอทานก็สมควรแล้วนี่ครับ นอกคอก” คุณพ่อหวงพูดขึ้นอย่างเหลืออด จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินหนีไป
“หยุด วางตะเกียบลงให้หมด ไม่ต้องกินมันแล้วข้าว เลี้ยงเสียข้าวสุก” คุณย่าหวงพูดขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างมองไปที่หวงชิวหมิงเป็นตาเดียว พร้อมทั้งโทษที่เขาเป็นสาเหตุให้ทุกคนต้องอดข้าว ทั้งที่ความจริงไม่เกี่ยวอะไรกับเด็กน้อยเลย
เหมือนเขาจะรับรู้ได้ถึงแรงกดดันจากพี่น้องรวมไปถึงลุง ป้า แล้วก็อา เด็กน้อยยิ่งก้มหน้าจนแทบจะติดกับชามข้าว จากนั้นก็มีมือเหี่ยวย่นบ่งบอกว่าอายุมาแล้วเอื้อมมาจับมือเขาให้ลุกขึ้นแล้วเดินตามท่านกลับห้องไป