โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนรอยวัฒนธรรม K-Culture ยุคโชซอนแบบดิจิทัลใน A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art

Sarakadee Lite

อัพเดต 23 พ.ย. 2565 เวลา 13.41 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2565 เวลา 07.15 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

หากคุณเป็นแฟนซีรีส์เกาหลีย้อนยุคอิงประวัติศาสตร์สุดฮิตเรื่อง The Red Sleeve ย่อมต้องรู้จักพระนามของ พระเจ้าชองโจ กษัตริย์องค์ที่ 22 แห่งราชวงศ์โชซอนซึ่งซีรีส์เรื่องดังกล่าวได้นำเรื่องราวของพระองค์ตั้งแต่เป็นรัชทายาทอีซานจนขึ้นเป็นกษัตริย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 2295-2343) มาดัดแปลงเป็นละครโรแมนติกดราม่า พระเจ้าชองโจได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถและหนึ่งในโครงการสำคัญคือการสร้างป้อมฮวาซองที่เมืองซูวอนในช่วง พ.ศ. 2337-2339 เป็นการสร้างด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในขณะนั้นเพื่อใช้เป็นที่ประทับและเป็นที่ฝังพระศพของพระบิดา โดยป้อมแห่งนี้ต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ.2540 และล่าสุดกำลังปรากฏอยู่ในนิทรรศการ A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art

บันทึกอึย-คเว ในเหตุการณ์กระบวนพยุหยาตราของพระเจ้าชองโจเสด็จฯ ไปป้อมฮวาซองใน พ.ศ. 2338 (ภาพ: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี)

อีกหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยพระเจ้าชองโจคือความยิ่งใหญ่ของกระบวนพยุหยาตราเพื่อเสด็จฯ ไปยังป้อมฮวาซองใน พ.ศ. 2338 และเสด็จฯ ไปอีกครั้งหนึ่งในปีถัดมาเพื่อเฉลิมฉลองการก่อสร้างป้อมสำเร็จ โดยได้มีการบันทึกเหตุการณ์ไว้อย่างละเอียดใน อึย-คเว(Uigwe) หรือแบบธรรมเนียมในราชสำนักซึ่งเป็นบันทึกที่ประกอบด้วยเรื่องราวและภาพวาดเกี่ยวกับพระราชพิธีต่างๆ ของราชวงศ์โชซอน (พ.ศ.1935-2453) อึย-คเว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกในฐานะมรดกด้านบันทึกเอกสารและลายลักษณ์อักษรที่โดดเด่นของเกาหลีเมื่อ พ.ศ.2550

เหตุการณ์กระบวนพยุหยาตราของพระเจ้าชองโจเสด็จฯ ไปป้อมฮวาซองในรูปแบบมัลติมีเดีย

ใน พ.ศ.2563 ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีได้ริเริ่มนำภาพวาดที่ปรากฏในบันทึก อึย-คเว มาถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริงเพื่อฉายบนจอแพโนรามาขนาดใหญ่ใน Immersive Digital Gallery ของพิพิธภัณฑ์ ภาพวาดของขบวนทหาร ขบวนม้า ขบวนเกี้ยวประทับของพระเจ้าชองโจและพระนางฮเยกย็องพระมารดา พร้อมด้วยเหล่าขุนนางและข้าราชบริพารที่ตามเสด็จในเหตุการณ์เมื่อกว่า 200 ปีที่ผ่านมาจึงได้โลดแล่นในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวพร้อมกับดนตรีประกอบและคำบรรยาย

เหตุการณ์เฉลิมฉลองการสร้างป้อมฮวาซองสำเร็จใน พ.ศ. 2339

นับเป็นครั้งแรกที่ผลงานในรูปแบบเทคโนโลยีดิจิทัลเสมือนจริงนี้ได้นำมาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ และถือเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยฉายแบบแพโนรามาบนผนังสามด้านของห้องนิทรรศการหมายเลข 401 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในนิทรรศการที่ชื่อว่า A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art (สัมผัสประสบการณ์ใหม่ นิทรรศการศิลปะเกาหลีในโลกเสมือนจริง) จัดแสดงระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 ถึง 21 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีกับกรมศิลปากรของไทย

“นับตั้งแต่ ค.ศ.2020 ทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีได้นำภาพวาดโบราณชิ้นสำคัญที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมมาจัดแสดงใหม่ในรูปแบบดิจิทัลเสมือนจริงและฉายบนจอแพโนรามาขนาดสูง 5 เมตร กว้าง 60 เมตร ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 เรื่อง และภาพวาดจากบันทึก อึย-คเว ที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของกระบวนพยุหยาตราของพระเจ้าชองโจเป็นหนึ่งในนั้น แต่เมื่อนำมาจัดแสดงที่เมืองไทยเราต้องมีการปรับขนาดของภาพเพื่อให้สัดส่วนลงตัวกับการฉายบนผนังทั้งสามด้านและเพิ่มคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงมีการให้เสียงภาษาไทยด้วย” ยัง ซูมี (Yang Sumi) ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีที่เดินทางมาควบคุมการติดตั้งชิ้นงานในไทยให้ข้อมูล

ผลงานมัลติมีเดียชื่อ Royal Procession with the People

ผลงานมัลติมีเดียชื่อ Royal Procession with the People (กระบวนพยุหยาตราและผู้คน) มีความยาวประมาณ 8 นาที แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของขบวนเสด็จของพระเจ้าชองโจเมื่อเสด็จฯ ไปนอกพระราชวังและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีขบวนเสด็จฯ เมื่อไปถึงสถานที่ใดก็จะพระราชทานข้าวสารให้ประชาชนและเลี้ยงอาหารแก่ผู้ชรา นอกจากนี้ภาพงานเลี้ยงพร้อมดนตรีและการเต้นรำ การจุดพลุเฉลิมฉลองในงานสมโภชป้อม และการฝึกทหารที่เข้มงวดยังได้ถ่ายทอดออกมาอย่างน่าสนใจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ภาพวาดโบราณเกี่ยวกับเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนำมาจัดแสดงในรูปแบบดิจิทัลมีเดีย

อีกหนึ่งชิ้นงานดิจิทัลที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ชื่อJourney of the Soul: Walking Through the Eternal Cycle of Birth, Death, and Rebirth (การเดินทางของวิญญาณ ก้าวสู่สังสารวัฏ เวียนว่าย ตาย เกิด) โดยได้นำภาพวาดในสมัยโชซอนที่ได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลี อาทิ ภาพพญายมราชทั้ง10 ภาพยมทูต ภาพการเทศนาของพระธยานิพุทธอมิตาภะ มานำเสนอเรื่องราวความเชื่อหลังความตายว่าดวงวิญญาณจะได้รับการพิพากษาจากพญายมราชทั้ง10 องค์ภายในช่วงเวลา 3 ปี ว่าจะได้ไปจุติในภพภูมิใดขึ้นอยู่กับกรรมดีและกรรมชั่วในชาติที่แล้ว รวมไปถึงนรกภูมิต่างๆ ที่ต้องเผชิญในยมโลกตามผลกรรม เช่น นรกแห่งภูเขามีด นรกแห่งเตียงเหล็ก นรกแห่งการฉีกลิ้น และนรกแห่งการห้ำหั่น

“สื่อดิจิทัลที่เราเลือกมาเป็นหัวข้อเกี่ยวกับกษัตริย์และพุทธศาสนาเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประเทศไทยเพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธจึงน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก” ภัณฑารักษ์กล่าว

นอกจากสื่อมัลติมีเดียแล้ว ในนิทรรศการยังได้จัดแสดงประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 2 องค์ของเกาหลีและไทยซึ่งถึงแม้จะสร้างในช่วงเวลาต่างกัน รูปลักษณะและวัสดุที่ไม่เหมือนกัน แต่ต่างสะท้อนถึงจิตศรัทธาแรงกล้าของผู้สร้างและคติการนับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่เผยแผ่จากอินเดียมาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 12

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมืองคยองจู

ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเกาหลีและได้นำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้เป็นประติมากรรมหินแกรนิตสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่14 ในสมัยอาณาจักรชิลลา (พ.ศ. 486-1487) ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณของเกาหลี และได้มีการขุดพบที่วัดพงฮวังซา เมืองคยองจู โดยวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในวัดแรกเริ่มของเมืองคยองจูซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลาและเป็นวัดสำคัญที่สถาปนาโดยราชสำนัก

“ในสมัยอาณาจักรชิลลาเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธพัฒนามากที่สุด และรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมสะท้อนถึงผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ พระพุทธรูปสร้างจากหินแกรนิตซึ่งเป็นวัสดุที่แกะสลักได้ยากเนื่องจากมีเนื้อค่อนข้างหยาบแต่เป็นวัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานประติมากรรมทางพุทธศาสนาสมัยโบราณของเกาหลีมากที่สุด รูปลักษณะจึงดูหยาบมากกว่ารูปพระโพธิสัตว์ของไทยที่แกะสลักจากหินทรายจึงมีความนุ่มนวลและละเอียดกว่า” ยัง ซูมี กล่าว

ประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของเกาหลีประดับตกแต่งเครื่องศิราภรณ์ที่ประดิษฐานรูปพระธยานิพุทธอมิตาภะอันเป็นสัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนพระเศียร และประดับตกแต่งพระวรกายด้วยเครื่องประดับต่างๆ พระหัตถ์ซ้ายถือหม้อน้ำอมฤต (กุณฑิกะ) พระพักตร์กลม พระเนตรหลุบลงต่ำ พระวรกายใหญ่ดูหนักแน่น ทรงยืนบนฐานดอกบัวและพื้นผิวมีลักษณะหยาบตามเนื้อหินแกรนิตที่นำมาแกะสลัก

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ขุดพบที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่วนประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรของไทยสร้างจากหินทรายในช่วงอาณาจักรศรีวิชัยราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 และขุดพบที่วัดศาลาทึง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานีและปัจจุบันจัดเก็บที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อาณาจักรศรีวิชัยบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยและเกาะสุมาตรารุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-18 ซึ่งบริเวณนี้เป็นจุดแวะพักของเส้นทางการค้าทางทะเลจากจีนไปยังประเทศทางตะวันตก อีกทั้งพ่อค้าชาวอินเดียใช้เส้นทางนี้ในการติดต่อค้าขายกับจีนและได้นำวัฒนธรรมและศิลปะแบบอินเดียมาเผยแพร่และบางส่วนได้ตั้งรกรากที่นี่จึงเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมและความเชื่อ

พระโพธิสัตว์ในภาคผู้บำเพ็ญพรตเกล้าผมสูงเหนือศีรษะหรือที่เรียกว่า ชฎามกุฎ ที่มวยผมประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิอันหมายถึงพระธยานิพุทธอมิตาภะ และห่มหนังกวางที่พระอังสา (ไหล่) ด้านซ้าย พระเนตรมองลงเบื้องล่าง ส่วนพระบาทและพระกรหักหายไปสันนิษฐานว่าน่าจะทรงถือดอกบัวในพระหัตถ์ซ้าย พระพุทธรูปชิ้นนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเมืองไชยาแต่เดิมเป็นศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาลัทธิมหายานในคาบสมุทรมลายู

Immersive Gallery of Korean Art

“เมื่อทางเกาหลีเสนอว่าจะนำรูปเคารพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาจัดแสดง ทางเราจึงเลือกศิลปวัตถุในหัวข้อเดียวกัน แต่พระโพธิสัตว์ของไทยเป็นภาคนักบวชและได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะของอินเดีย มีความอ่อนช้อย ยืนเอียงกายเล็กน้อย ในขณะที่ของเกาหลีเป็นพระโพธิสัตว์ในภาคกษัตริย์” ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ภัณฑารักษ์และผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าว

นิทรรศการ A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art นี้จึงเป็นการนำเสนอรูปเคารพของพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นในสมัยโบราณที่เห็นเป็นรูปธรรมของสองประเทศที่ห่างกันราว 3,500 กิโลเมตรแต่สะท้อนความเชื่อในเรื่องเดียวกัน และการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียในการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรมและคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ถ่ายทอดผ่านงานพุทธศิลป์ด้วยมิติใหม่

Immersive Gallery of Korean Art

Fact File

  • นิทรรศการ A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art (สัมผัสประสบการณ์ใหม่ นิทรรศการศิลปะเกาหลีในโลกเสมือนจริง) จัดแสดงระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 ถึง 21 พฤษภาคม 2566 ที่ห้องหมายเลข 401 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ กรุงเทพฯ เปิดเวลา 9.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร)
  • ค่าเข้าชม: ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาทนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พระภิกษุ สามเณร และนักบวชทุกศาสนา ไม่เสียค่าเข้าชม
  • สอบถามเพิ่มเติม : โทรศัพท์ 02-224-1333 และ 02-224-1402 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok

The post ย้อนรอยวัฒนธรรม K-Culture ยุคโชซอนแบบดิจิทัลใน A New Encounter, Immersive Gallery of Korean Art appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...