โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พันธุ์ข้าว “เวียดนาม” บุกไทย 5 ปีชาวนาแห่ปลูกพุ่ง 10 เท่า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ธ.ค. 2565 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2565 เวลา 23.44 น.

ชาวนาแห่ปลูก “หอมพวง” ข้าวสายพันธุ์เวียดนาม ทะลุ 1 ล้านไร่ จุดแข็งปลูกระยะสั้น-ให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวไทย 3 เท่า เบียด “ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้” เสี่ยงสูญพันธุ์ “ผู้ส่งออก” ยอมรับขายง่าย ตั้งราคาซื้อ 16 บาท/กก.สูงกว่าข้าวขาว หวังมีสินค้าส่งออกตอบโจทย์ตลาดข้าวขาวพื้นนุ่ม แนะรัฐยอมรับความจริง วางยุทธศาสตร์อัดงบฯพัฒนาพันธุ์ข้าวลดสัดส่วนประกันรายได้ในระยะยาว

การส่งออกข้าวของไทยหลุดแชมป์โลกไปเป็นเบอร์ 2 รองจากอินเดียมาตั้งแต่ปี 2555 หรือ 10 ปีมาแล้ว และปีนี้ไทยส่งออกได้ 6.9 ล้านตัน ขณะที่อินเดียมีตัวเลขที่ 10.2 ล้านตัน เวียดนามส่งออกได้ 7.7 ล้านตัน แต่มาถึงปัจจุบันมีช่องว่างที่ห่างกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

ล่าสุดสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตัน ตามเป้าหมาย จากปีก่อนที่เคยส่งออกได้ 6.30 ล้านตัน ขณะที่อินเดียจะส่งออกได้ถึง 22 ล้านตัน ห่างกันเกือบ 3 เท่า ส่วนเวียดนามคาดว่าจะได้ 7 ล้านตัน สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง โดยเฉพาะจากปัญหาการพัฒนาสายพันธุ์ล่าช้า นำไปสู่การลักลอบนำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเวียดนามมาปลูกแทน

ข้าวหอมพวงบุกไทย

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการลักลอบนำเข้าพันธุ์ข้าวจากเวียดนามเข้ามาปลูกแทบทุกสายพันธุ์ โดยตลาดรับรู้กันมาก โดยเฉพาะ “ข้าวหอมพวง” เหตุผลที่ชาวนานิยมปลูก ปัจจุบันคาดว่าพื้นที่นาที่ปลูกข้าวหอมพวงเพิ่มขึ้น จากหลักแสนไร่เป็นล้านไร่แล้ว ซึ่งเมื่อสัก 5 ปีที่ผ่านมาไทยยังไม่มีข้อมูลการปลูกข้าวหอมพวงที่ชัดเจนนัก

“ช่วงแรกประเมินว่ามีไม่กี่แสนไร่ แต่ตอนนี้น่าจะเป็นหลักล้านไร่ เพราะชาวนาแห่มาปลูกมาก เหตุผลเพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1.2 ตัน(1,200 กก./ไร่) เทียบกับข้าวไทย 350-400 กก./ไร่ และใช้เวลาปลูกสั้นเพียง 90 วันก็ได้ผลผลิต และเป็นพันธุ์ข้าวที่มีความนุ่ม”

เจริญ เหล่าธรรมทัศน์

“สมัยแรก ๆ ปลูกน้อย แต่ความต้องการตลาดในประเทศค่อนข้างสูง ราคาจึงสูง ตอนนั้นจึงส่งออกยังไม่ได้ แต่มีการนำไปบรรจุเป็นข้าวถุงและใช้ในร้านอาหาร เมื่อความนิยมเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคยอมรับ เพราะหอมพวงนุ่มกว่าข้าวขาวธรรมดาของไทย เมื่อบรรจุเป็นข้าวถุง การทำตลาดไม่ได้ยาก ผู้บริโภคไม่ได้ดูเนื้อใน แต่จะซื้อด้วยความมั่นใจในแบรนด์ข้าวถุงนั้น ๆ และยิ่งราคาถูกกว่ามะลิก็ทำให้ขายง่ายกว่า และตอนนี้เมื่อผลผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาอ่อนตัวลงจนผู้ส่งออกสามารถนำไปทำตลาดได้แล้ว”

นายเจริญกล่าวด้วยว่า ตอนนี้ทั้งโรงสีและผู้ส่งออกต่างรับรู้ว่าเป็นข้าวหอมพวงและมีการรับซื้อ ปัจจุบันราคาเมื่อสีเป็นข้าวสาร ผู้ส่งออกรับซื้อที่ กก.ละ 15.80-16.00 บาท ขณะที่ข้าวขาว กก.ละ 14.30-14.50 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิ กก.ละ 24-25 บาท ส่วนการส่งออก ผู้ส่งออกจะกำหนดรูปแบบการขายแบบ “ขายตามตัวอย่าง” คือ ไม่ได้ระบุเป็นข้าวหอมมะลิ แต่เขียนเป็น “ข้าวตามตัวอย่าง” เรื่องนี้คนซื้อ-คนขาย ต่างเข้าใจกันว่าเป็นข้าวอะไร และเหตุที่ซื้อเพราะตลาดต้องการข้าวนิ่ม ราคาจะอยู่ในช่วงที่สูงกว่าข้าวขาว แต่ถูกกว่าข้าวหอมมะลิ

จุดเปลี่ยน “เจ๊กเชยเสาไห้”

ต่อคำถามว่า ในอนาคตพันธุ์ข้าวเวียดนามจะครองที่นาไทยหรือไม่ นายเจริญตอบว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะไทยไม่มีพันธุ์ใหม่ ๆ ออกมาให้ชาวนาปลูก และมีผลผลิตต่อไร่สูง กฎหมายก็ห้ามนำเข้าเมล็ดพันธุ์ ดังนั้นง่ายที่สุดก็คือ การไปเอามาจากชายแดน ทางการจะไปบังคับชาวนาได้อย่างไร

สิ่งที่ต้องทำ คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวขึ้นมาแข่งกับเขา ต้องยอมรับความจริง และวางยุทธศาสตร์ข้าวระยะสั้น-กลาง-ยาว สมัยก่อนไทยจะมีข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวนาปี พันธุ์พื้นเมือง นุ่ม ร่วน แต่ให้ผลผลิตแค่ 350-400 กิโลต่อไร่ ความนิยมปลูกก็ลดลง ส่วนข้าวหอมพวงให้ผลผลิตต่อไร่สูง ชาวนาก็นิยมปลูกมากขึ้น

“ตอนนี้เกือบ 100% เจ๊กเชยเสาไห้ แทบจะไม่มี จะมีเหลือปลูกในพื้นที่บ้าง (GI) แต่ไม่มาก ไม่มีมาขายให้ผู้ส่งออกแล้ว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ขึ้นทะเบียนก็อาจจะแจ้งหอมพวงเป็นพันธุ์ข้าวไทยแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีกันกระบวนการตรวจสอบหรือไม่

อันนี้จะโทษกระทรวงเกษตรฯก็ไม่ได้ เพราะว่างบฯมีน้อย และในแต่ละวันเจ้าหน้าที่เกษตรก็ต้องทำหน้าที่หลายอย่าง ดังนั้น การจะไปตรวจสอบว่าการปลูกข้าวของไร่นี้มีพันธุ์อะไรบ้าง เข้าร่วมโครงการประกันรายได้หรือไม่ ในทางปฏิบัติคงไม่ได้ ชาวนาปลูกข้าวหอมพวงแต่แจ้งเป็นข้าวขาวก็จบ”

แก้จุดอ่อน “พันธุ์ข้าว”

นายเจริญฉายภาพว่า ภาพรวมส่งออกปี 2565 ตัวเลขจะอยู่ที่ 7.5- 8.0 ล้านตัน อินเดีย 22 ล้านตัน ถือว่าสูงมาก หากไทยไม่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวจะยิ่งแข่งขันไม่ได้ โดยสมมุติอินเดียปลูก 100 ล้านไร่ ผลผลิตเพิ่ม 10% ผลผลิตเฉลี่ยได้ประมาณ 800 กก./ไร่ แต่ผลผลิตไทยยังอยู่ที่ 450 กก./ไร่ บวกลบแค่ 3-5 กิโลกรัมเท่านั้น

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวล่าช้า มาจากกฎหมายไทยเก่าใช้มาตั้งแต่ปี 2400 และมีข้อจำกัดในการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมาพัฒนา หากนำเข้ามาต้องใช้เวลาติดอยู่เป็นปีกว่าจะเอาเมล็ดพันธุ์มาได้ พอนำออกมาได้ก็หมดอายุไปแล้ว

ประเด็นนี้ทำให้ไทยมีแต่ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ดังนั้น จึงเกิดประเด็นว่าต้องขโมยเมล็ดพันธุ์เข้ามาจากชายแดนง่ายกว่าไปขอราชการ ซึ่งเป็นสาเหตุของการลักลอบนำเข้าพันธุ์หอมพวงจากเวียดนาม ดังนั้นจึงต้องแก้กฎหมาย

“ผมไม่ได้บอกว่าการประกันไม่ดี แต่ว่ามาตรการเหล่านี้เป็นมาตรการชั่วคราวเท่านั้น ในระยะที่คุณกำลังพัฒนา และอนาคตราคาประกันก็ไม่สามารถขยับขึ้นได้อีก เพราะไม่รู้จะเอางบฯมาจากที่ไหน ส่วนการจ่ายให้ชาวนาได้รับ 1,000 บาทก็ไม่ถูก จะทำไปเพื่ออะไร เม็ดเงินควรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า

อย่างกรมการข้าวมีงบประมาณในการวิจัยพัฒนาปีหนึ่งไม่กี่ 10 ล้านบาท แล้วจะดูแลเมล็ดพันธุ์ทั่วประเทศได้อย่างไร ที่ผ่านมาไทยนำเอาเงินไปสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ แต่เราสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ 70,000-80,000 ตันต่อปี แต่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์กว่า 1,000,000 ตัน แล้วที่เหลือทำอย่างไร รัฐควรให้เอกชนไปพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เพราะระบบเอกชนคล่องตัวมากกว่า และที่สำคัญต้องแก้กฎหมาย”

“เราเป็นผู้ส่งออกไม่ต้องดิ้นรนอะไรก็ได้ ชาวนาปลูกอะไรมาแล้วก็ขายอันนั้นก็จบ แต่ที่ดิ้นรนอยู่อย่างนี้เพราะว่าอยากให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อ ไปได้ รัฐบาลใช้งบประมาณปีละเป็นหมื่นล้าน-แสนล้าน สนับสนุนประกันราคา ซึ่งปัจจุบันราคาระดับนี้ แต่อนาคตไม่เพียงพอที่จะซัพพอร์ตครอบครัวชาวนาได้ ที่ผ่านมาเราสะท้อนปัญหาข้าวหอมมะลิ เราไม่ได้กังวลเรื่องผกาลำดวนเพราะเป็นข้าวพันธุ์เดียวกัน แต่ของเขาหอมเพราะที่ดินเขายังเวอร์จิ้นอยู่”

“เราบอกไปว่าข้าวหอมมะลิไม่หอม จากที่เจอลูกค้าทุกวันลูกค้าบอก แต่คุณก็ออกมาแก้ข่าวว่าข้าวเหมือนเดิม แทนที่จะไปแก้ปัญหา ตอนนี้ตลาดหอมมะลิหลักของไทย สหรัฐ และแคนาดา มีข้าวจากคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนามเข้าไปแล้ว ตอนนี้แบรนด์ข้าวถุงจาก 10 แบรนด์ จะเป็นของเวียดนาม 6-7 แบรนด์ ถ้ายังไม่ทำอะไร ตลาดข้าวหอมมะลิที่ใหญ่ที่สุดอย่างอเมริกาและแคนาดาก็จะหมดไป”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...