ผ่าข้อมูล "สวนเฉียนหลง" ในวังต้องห้าม จักรพรรดิเฉียนหลงออกแบบเอง (ยัง)ไม่เปิดให้เข้าชม
พระราชวังต้องห้าม สถาปัตยกรรมอันลือชื่อของจีนมีพื้นที่ขนาด 2 เอเคอร์ซึ่งเคยถูกอนุรักษ์ฟื้นฟูมาอย่างยาวนาน
ความยิ่งใหญ่ของพระราชวังต้องห้ามเป็นที่ประจักษ์ไม่ใช่แค่ในหมู่นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี แต่ยังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก ว่ากันว่าพระราชวังต้องห้ามคือกลุ่มอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งยังหลงเหลือในปัจจุบัน
จักรพรรดิเฉียนหลง
จักรพรรดิเฉียนหลง จักรพรรดิองค์ที่ 6 ของราชวงศ์ชิง เป็นจักรพรรดิผู้เคยครองสถิติครองบัลลังก์ยาวนานที่สุดในจีน ระหว่าง ค.ศ. 1735-1796 รวมระยะเวลา 60 ปี (นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มมองว่า ในทางปฏิบัติพระองค์ “ครองบัลลังก์” รวม 64 ปี เพราะหลังเป็น “ไท่ซ่างหวง” การบริหารแผ่นดินยังเป็นของพระองค์อยู่) พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ โปรดปรานศาสตร์แขนงต่างๆ ทรงเก็บหนังสือและภาพโบราณไว้มากกว่า 12,000 ชนิด ตั้งแต่เครื่องสำริดโบราณกว่า 4 พันชิ้น ตราประทับโบราณไม่ต่ำกว่า 1 พันชิ้น และยังโปรดการสะสมหยก พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีกว่า 800 บทที่เกี่ยวกับหยก
รัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงที่เรียกได้ว่าอาณาจักรรุ่งโรจน์ เพียบพร้อมราบรื่นมาตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์เป็นรัชทายาท ขึ้นครองราชย์ และไท่ซ่างหวง (สละราชบัลลังก์หลัง 60 พรรษา)
สวนเฉียนหลงที่ว่านี้ เรียกกันอีกชื่อว่า “หนิงโซ่วกง” (寧壽宮) จักรพรรดิเฉียนหลงทรงออกแบบเอง และทรงรับสั่งให้สร้างในวัยชรา อุทยานตั้งอยู่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวังต้องห้าม อุทยานมีลักษณะแคบยาว ยาวจากใต้ถึงเหนือ 160 เมตร ตะวันออกถึงตะวันตกกว้าง 37 เมตร เนื้อที่ประมาณ 5,920 ตารางเมตร สวนเฉียนหลงไม่ได้มีการใช้งานเลยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924 และจำเป็นต้องอนุรักษ์ฟื้่นฟูมรดกอันมีค่าเหล่านี้ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา
พื้นที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยจักรพรรดิเฉียนหลงทรงออกแบบ “สวน” อันเต็มไปด้วยรายละเอียดอยู่ในพระราชวังต้องห้ามเพื่อใช้สำหรับเป็นที่ประทับในช่วงบั้นปลายหลังสละราชสมบัติขึ้นเป็นไท่ซ่างหวง ในช่วงพระชนมายุ 60 พรรษา พระองค์จึงโปรดให้บูรณะถนนตะวันออกเส้นนอกของพระราชวังต้องห้าม แล้วสร้างเป็นหนิงโซ่งกง และอุทยานหนิงโซ่วกง โดยถอดแบบมาจากอุทยานเจี้ยนฝูกง (อุทยานอีกแห่งในวัยฉกรรจ์ของจักรพรรดิเฉียนหลง)
สวนเฉียนหลงที่สร้างระหว่าง ค.ศ. 1771-1776 สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ขององค์จักรพรรดิ ขณะที่อุทยานยังคงรูปแบบเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ พื้นที่แต่ละส่วนล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามเจตนา “ทัศนียภาพเปลี่ยนแปลงทุกย่างก้าว” พระองค์สอดแทรกความคิดแบบอุดมคติของบัณฑิตเรื่อง “ความสันโดษ” ในการออกแบบ แต่ในความจริงแล้วพระองค์ไม่เคยย้ายมาประทับในที่นี้
“ลู่หยวน” ระบุว่า “หนิงโซ่วกง” ใช้งบค่าก่อสร้าง 1.43 ล้านเหลี่ยง เปรียบเทียบเป็นมูลค่าแล้วสามารถใช้ซื้อเสบียงสำหรับคน 260,000 ราย หากนับตามสถิติครอบครัวโบราณประมาณได้ว่าเฉลี่ยครอบครัวละ 5 คน ก็เท่ากับ 52,000 ครัวเรือน
อุทยานหนิงโซ่วกงแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
อาคารส่วนแรกคือ กู่ฮว๋าเซวียน มีต้นชิวโบราณอายุกว่าร้อยปีอยู่ด้านหน้า เมื่อสร้างโดยอิงจากต้นไม้โบราณจึงได้ชื่อว่า “กู่ฮว๋าเซียน” ด้านซ้ายของอาคารมีศาลาที่เรียกว่า “ซี่ส่าง” หมายถึงการอธิษฐานให้พ้นภัยและพบความสุขตามแบบสมัยโบราณ มีเฉลียงยื่นออกมาและสร้างเป็นร่องไว้สำหรับเล่นลอยจอกสุราตามน้ำซึ่งมีที่มาจากธรรมเนียม “ซี่ส่าง” นั่นเอง และเลียนแบบรูปแบบของศาลาหลานถิงในกวีของหวังซีจือสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ในศาลาตกแต่งด้วยลวดลายแบบไผ่ แทนสัญลักษณ์ป่าไผ่ของบัณฑิต
ส่วนที่ 2 มีลักษณะเป็นอาคาร 3 หลังหันเข้าหากัน มีเครื่องประดับตกแต่งเป็นหินจากทะเลสาบไท่หู และดอกไม้ใบประดับในรูปแบบเรียบง่าย อาคารทุกหลังเชื่อมต่อกันได้ และมีระเบียงเชื่อมต่อไปสู่ส่วนที่ 3
อาคารหลักในส่วนนี้คือซุ่ยชูถัง “ซุ่ยชู” หมายถึงการปฏิบัติตามคำมั่นว่าจะสละบัลลังก์เมื่อครองราชย์ครบ 60 ปี กลับคืนเป็นผู้สูงวัยใช้เวลากับครอบครัว เป็นอาคารที่มีลักษณะสามัญแต่ยังตกแต่งให้มีกลิ่นอาย “ราชวงศ์” เหลืออยู่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องแก้วเขียวตัดขอบเหลือง ใช้หินตาเสือประดับฐานกำแพง
ส่วนที่ 3 เต็มไปด้วยภูเขาจำลองและก้อนหินแทบเต็มพื้นที่ ภายในภูเขาจำลองออกแบบให้มีอุโมงค์ลับเชื่อมต่อถึงกัน เรียกได้ว่าออกแบบให้เรียงรายเต็มพื้นที่ ตัดกับ “ความว่าง” ในส่วนที่ 2 อาคารหลักในส่วนนี้คือหอชุ่ยส่าง พระองค์นำความทรงจำและความรำลึกถึงการเสด็จประพาสทางตอนใต้ซึ่งทรงพบเห็นทิวทัศน์ต่างๆ มาเป็นลวดลายบนก้อนหิน มีองค์ประกอบของสน ไผ่ และเหมย อันเป็นสามสหาย สื่อถึงผู้สันโดษที่คบหาสน ไผ่ และเหมย
ในส่วนนี้มีหอชุ่ยส่างมีห้องพระที่ให้กลิ่นอายปลีกจากโลกียวิสัย และมีหินจากทะเลสาบไท่หู ซึ่งเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เก่าแก่ที่สุดในอุทยาน หรืออาจเก่าที่สุดในพระราชวังก็ว่าได้ เป็นหินที่ขนย้ายมาจากซูโจวและหางโจว
ส่วนที่ 4 สร้างเลียนแบบอุทยานเจี้ยนฝูกง “เจี้ยนฝูกง” เดิมทีเป็นที่พักร้อนยามว่างของจักรพรรดิเฉียนหลง และยังใช้เป็นที่ประทับไว้ทุกข์เมื่อครั้งพระมารดาสวรรคต อาคารหลักคือ “ฝูว่างเก๋อ” สร้างเลียนแบบจาก “เหยียนชุนเก๋อ” อาคาร 2 ชั้นในอุทยานเจี้ยนฝูกง
อาคารหลักเป็นอาคาร 2 ชั้น กั้นห้องหลากหลายจนได้ชื่อว่าเป็น “หอวงกต” ใช้สำหรับเป็นที่ประทับเปลี่ยนพระอิริยาบถ พักผ่อน อ่านหนังสือ และชมทิวทัศน์
ไฮไลต์
ไฮไลท์ที่สำคัญอีกประการคือ เจวี้ยนฉินไจ ซึ่งว่ากันว่าเป็นจุดที่เปรียบได้กับ “หีบอัญมณีล้ำค่าที่สุดในพระราชวัง”
จากส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นภูเขาจำลอง และหิน เมื่อเดินไปสุดทางแล้วคิดว่าไม่มีทางไปต่อ แต่แท้จริงแล้วจะมาสู่ “หีบสมบัติขนาดใหญ่” ซึ่งเรียกกันว่า เจวี้ยนฉินไจ เป็นสิ่งปลูกสร้างแห่งสุดท้ายของอุทยานหนิงโซ่วกง ยาว 30 เมตร กว้าง 7 เมตร มีหน้ากว้าง 9 ห้อง ภายในตกแต่งหรูหราอลังการเหมือนกับชมพื้นที่ภายในหีบอัญมณี
ด้านตะวันตกมีเวทีละคร มีเวทีสี่เหลี่ยมขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง รอบข้างเป็นรั้วหลายชั้นที่วิจิตรงดงามอย่างมาก ผนังที่โอบล้อมเวทีมีภาพเขียนวิวขนาดใหญ่ซึ่งเขียนโดยใช้เทคนิคทัศนมิติ (Perspective) แบบตะวันตก บนเพดานยังวาดภาพ 3 มิติรูปไม้เถาลัดเลาะระแนง
ที่ผ่านมา ทางการเคยเปิดให้เข้าชมอุทยานหลวงซึ่งมีบุปผาหลากหลายสายพันธุ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเมื่อมีผู้เข้าชมจำนวนมาก แรงสั่นสะเทือนจากการก้าวเดิน แม้เป็นการเดินที่เบาที่สุดยังสามารถส่งแรงกดดินจนกลายเป็นหินได้ และอาจส่งผลต่อต้นไม้ จึงต้องช่วยกันอนุรักษ์
ขณะที่รายงานล่าสุด (เมื่อปี 2020) เผยว่า พื้นที่เวทีละครในเจวี้ยนฉินไจ ผ่านการอนุรักษ์เสร็จบริบูรณ์แล้ว แต่ไม่ว่ากำหนดการเปิดเข้าชมจะปรับเปลี่ยนไปอย่างไร ต้องยอมรับว่า วังต้องห้ามคืออีกสถานที่ซึ่งเป็นที่ศึกษาในด้านงานสถาปัตยกรรมเสมอมา
อัปเดตเมื่อมีนาคม 2021 : แถลงจากเว็บไซต์ผู้มีส่วนรับผิดชอบโปรเจกต์ฟื้นฟูระบุว่า สาธารณชนจะเข้าถึงพื้นที่ส่วนหนึ่งในสวนเป็นครั้งแรกผ่านศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ซึ่งเรียกว่า Interpretation Center ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2022
อ้างอิง :
จ้าวกว่างเซา. ร้อยเรื่องราววังต้องห้าม. อภิรัชญ์ ไชยพจน์พานิช และชาญ ธนประกอบ แปล. กรุงเทพฯ : มติชน, 2560
Annabelle Selldorf to Design Interpretation Center at Forbidden City’s Qianlong Garden. World Monuments Fund. Web. 28 JAN 2019.
Qianlong Garden Conservation Project. World Monuments Fund. Web.
แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาเมื่อ 27 กรกฎาคม 2564