โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ของดีมีอยู่ : เหตุใดคนไทยเกือบไม่ได้ดู “ยูโร 2020” / ปราปต์ บุนปาน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 12 มิ.ย. 2564 เวลา 14.03 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2564 เวลา 07.00 น.

 

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

สัปดาห์นี้ ขออนุญาตละเว้นเรื่องเหตุบ้านการเมืองสักหนึ่งครั้ง เพื่อข้ามไปพูดคุยถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม-วัฒนธรรม-เศรษฐกิจที่น่าสนใจไม่น้อย

นั่นคือปรากฏการณ์ที่คนไทยเกือบจะไม่ได้ดูการถ่ายทอดสด “ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020” (ที่ถูกเลื่อนมาจัดในปี 2021) ผ่านทางจอโทรทัศน์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หากสถานการณ์ทำนองนั้นเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมเป็นเหตุ “ผิดปกติ” เมื่อพิจารณาว่านับจาก “ฟุตบอลโลก 1990” เป็นต้นมา ได้มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์หลักของโลก คือ ฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโร มายังบ้านเราแบบครบถ้วนทุกแมตช์โดยตลอด

แม้จะไม่มีนักกีฬาไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เหมือนกีฬาโอลิมปิก เอเชียนเกมส์ และซีเกมส์

เหตุผลหลักๆ ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ “ยูโร 2020” เกือบหายไปจากจอทีวี ก็คือไม่มีใครกล้าซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งแพง ไม่คุ้มค่า ไม่มีแนวโน้มทำกำไร ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หลังโควิด-19 ระบาดต่อเนื่องมาสองปี

รวมถึงอิทธิพลที่ลดน้อยลงของแพลตฟอร์มโทรทัศน์ ตรงข้ามกับการพุ่งผงาดของแพลตฟอร์มออนไลน์ (ซึ่งมีช่องทางให้ผู้คนสามารถหาลิงก์ดูบอลฟรีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย)

อย่างไรก็ดี สุดท้ายแล้ว ได้มีหน่วยงานรัฐและ “เอกชนบางราย” ยื่นมือเข้ามาประสานงาน-ซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันในห้วงนาทีที่ 89 กระทั่งแฟนฟุตบอลชาวไทยมีโอกาสนั่งชม “ยูโร 2020” กันหน้าจอทีวีแบบเต็มอิ่มอีกหนึ่งหน

 

กระนั้น ยังน่าครุ่นคิดต่อว่ามีบริบทอื่นใดอีกหรือไม่ที่ส่งผลให้ฟุตบอลยูโรเกือบหลุดหายไปจากจอโทรทัศน์ไทย?

หนึ่ง แม้หลายคนจะมองว่าอีเวนต์ฟุตบอลระดับอินเตอร์ทั้งหลาย มีสถานะเสมือนเป็น “มหกรรมกีฬามหาชน” มาตลอด

แต่เอาเข้าจริง ดูเหมือนจะไม่มีผู้ประกอบธุรกิจรายไหนเคยทำกำไรได้มากมายมหาศาล จากการซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขันฟุตบอลเหล่านี้มาถ่ายทอดสด

ในฐานะโปรแกรมหนึ่งของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ การแข่งขันฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร หรือฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ก็ไม่ได้มีเรตติ้งความนิยมสูงล้นอย่างที่บางคนเข้าใจ

เช่น อย่างน้อยที่สุด การถ่ายทอดสดทัวร์นาเมนต์เหล่านี้ นั้นไม่ได้มีเรตติ้งสูงกว่าละครหลังข่าว ละครเย็น หรือละครจักรๆ วงศ์ๆ วันเสาร์-อาทิตย์

ไม่นับรวมว่ากฎ “มัสต์แฮฟ” ของบ้านเรา ที่ครอบคลุมการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้ (เอกชน) ผู้ซื้อลิขสิทธิ์การแข่งขัน มีทางเลือกในการจัดทำกลยุทธ์การตลาดแคบเรียวลง

สอง ก่อนหน้านี้ มีปรากฏการณ์อื่นๆ ที่บ่งชี้มาบ้างแล้วว่า อาจไม่มี “ยูโร 2020” ในทีวีไทย เช่น การที่แฟนบอลไทยต้องดูการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนลีกส์ฤดูกาลล่าสุดผ่านทางเว็บไซต์ยูฟ่าทีวี เพราะไม่มีเอกชนเจ้าใดนำมาถ่ายทอดสดลงจอโทรทัศน์

นี่หมายความว่าอุตสาหกรรมความบันเทิงอย่าง “กีฬาฟุตบอล” นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่น่าลงทุนนัก หรือมิใช่ทางหลัก-ข้อบังคับที่จำเป็นต้องลงทุนเสมอไป

 

สาม ถ้าเชื่อว่าฟุตบอลคือ “กีฬามหาชน” ก็น่าตั้งคำถามว่า ณ ตอนนี้ ฐานแฟนบอล/คนดูบอลส่วนใหญ่ (อย่างน้อย ในกรณีของบ้านเรา) คือใคร?

หลายคนอาจเริ่มสังเกตได้ว่าคนอายุขึ้นต้นด้วยเลข 2 ลงไป คล้ายจะติดตามดูหรือนิยมในกีฬาลูกหนัง น้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ  อย่างชัดเจน

วัยรุ่นชายดูจะหมกมุ่นกับกิจกรรมนันทนาการอื่นๆ เช่น เกมคอมพิวเตอร์ มากกว่าฟุตบอล

ขณะเดียวกัน ก็หาวัยรุ่นหญิงในยุคที่ “กระแสความบันเทิงแบบเกาหลี” กำลังครองโลก ซึ่งตามกรี๊ดนักฟุตบอลหน้าตาหล่อๆ คมๆ จากทวีปยุโรปหรืออเมริกาใต้ ได้น้อยลงเต็มที

ไปๆ มาๆ “มุขฟุตบอล” ประเภท “ผีกับหงส์” ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันเฉพาะในหมู่คนอายุ 30-50 ปี

เช่นเดียวกับการที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าความบันเทิงในสนามฟุตบอล ยังคงมีตำแหน่งแห่งที่ชัดเจนในโลกใต้ดินของธุรกิจการพนันนอกกฎหมาย

ส่วนเรื่องที่ทีมชาติไทยตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกอย่างหมดรูป โดยทำผลงานได้ย่ำแย่กว่าเพื่อนบ้านอาเซียน เช่น เวียดนาม ก็เป็นเรื่องชวนเครียดชวนถกเถียงสำหรับคนบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่ม

และดูจะไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่กำลังกระตือรือร้นทางการเมือง หรือตื่นตัวในประเด็นเคลื่อนไหวทางสังคมอื่นๆ เช่น เพศสภาพและชาติพันธุ์

เท่ากับว่า “ฟุตบอล” กำลังถูกเบียดขับให้ค่อยๆ กลายสถานะเป็น “วัฒนธรรมย่อย” สำหรับคนบางรุ่นบางแวดวง โดยไม่ใช่ “วัฒนธรรมหลัก” ที่มีศักยภาพในการดึงดูดความสนใจของผู้ชมรุ่นใหม่ๆ

เอาเข้าจริง โลกภายนอกประเทศไทยก็กำลังประสบสภาพการณ์เช่นนี้เหมือนกัน

ความพยายามในการรวมกลุ่มก่อตั้ง “ยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก” โดยสโมสรฟุตบอลยักษ์ใหญ่หลายทีมของทวีปยุโรป (ซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนักโดย “วัฒนธรรมแฟนบอลท้องถิ่น” ที่แข็งแกร่งในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร จนต้องล้มคว่ำลง) ก็คล้ายจะครุ่นคิดถึงโจทย์ปัญหาที่ว่า ผู้เกี่ยวข้องจะสามารถนำพากีฬาฟุตบอลไปพบกับคนดูกลุ่มใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง?

 

การเกือบจะหายไปของ “ยูโร 2020” ในจอโทรทัศน์ไทย จึงกำลังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าสนใจ

ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเราไม่ได้ตกอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองในประเทศเท่านั้น

แต่ยังเป็นประจักษ์พยานของความเปลี่ยนแปลงสากลด้านอื่นๆ ที่เชี่ยวกรากและทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...