โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จอมพล ป. : เผด็จการฟาสซิสต์ ผู้นำชาตินิยม หรือนักประชาธิปไตย (จบ)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2564 เวลา 12.49 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

จอมพล ป.

: เผด็จการฟาสซิสต์ ผู้นำชาตินิยม

หรือนักประชาธิปไตย (จบ)

การส่งผ่านแนวคิดอะไรก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่ที่มีกาละ+เทศะ (space+time) แบบหนึ่ง ไปยังอีกพื้นที่ที่มีกาละ+เทศะ อีกแบบหนึ่ง เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการเลือกรับและปรับใช้ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ไม่มีทางที่แนวคิดแบบใดแบบหนึ่งของสังคมหนึ่งจะมีลักษณะหยุดนิ่งและคงความหมายในแบบเดิมได้ทั้งหมดเมื่อตัวมันถูกส่งผ่านไปสู่สังคมอื่น (แม้กระทั่งในสังคมเดียวกันก็ตาม หากเวลาเปลี่ยนแนวคิดก็เลื่อนไหลเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน)

การรับแนวคิดว่าด้วย “ความเป็นสมัยใหม่” ของสังคมไทย รวมถึงสังคมนอกอารยธรรมตะวันตกเกือบทั้งหมด ก็เช่นกัน ย่อมไม่มีทางเป็นไปในลักษณะสูตรสำเร็จตามขั้นตอนพัฒนาการในแบบที่สังคมตะวันตกเป็น

ที่เป็นเช่นนั้น มิใช่เพราะสังคมไทยมีเอกลักษณ์อันเข้มแข็ง พิเศษ ไม่เหมือนใคร แบบที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมชอบยกมาพูดนะครับ แต่เป็นเพราะข้อจำกัดอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ต่างหาก

กระบวนการในสมองและจิตใจของมนุษย์ไม่ใช่การส่งพัสดุไปรษณีย์จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งที่จะได้รับสิ่งของสมบูรณ์แบบจากต้นทางนะครับ มนุษย์มีกระบวนการอ่าน ทำความเข้าใจ และตีความบนเงื่อนไขทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมของตนเอง จนการส่งผ่านแนวคิดอะไรก็ตามย่อมไม่อาจคงสภาพเหมือนต้นทางได้

ผลลัพธ์ของกระบวนการก้าวสู่ “ความเป็นสมัยใหม่” จึงเป็นบางอย่างที่นักวิชาการบางคนเรียกว่าสภาวะของ “ลูกผสม” (Hybrid) อันเป็นสภาวะของความพยายามเข้าครอบงำจากแนวคิดใหม่กับการต่อสู่ขัดขืนเพื่อความอยู่รอดของแนวคิดเดิม

ภายใต้กระบวนการนี้ ไม่มีฝ่ายใดชนะหรือแพ้โดยสมบูรณ์ และดังนั้น จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการเข้าแทนที่อย่างเบ็ดเสร็จ หรือพ่ายแพ้อย่างหมดรูป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สภาวะอย่างใหม่ที่แนวคิดทั้งสองปรากฏอยู่ด้วยกันภายใต้รูปแบบใหม่ที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังคงต่อสู้แข่งขันกันอยู่ตลอดไป

กระบวนการก้าวเข้าสู่ “ความเป็นสมัยใหม่” ของไทยจวบจนกระทั่งปัจจุบัน จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะระหว่าง “ความเป็นสมัยใหม่” (แบบตะวันตก) ที่ไม่มีวันไปถึง กับ “จารีตประเพณี” ที่ไม่มีวันสูญหาย แต่ก็ไม่มีวันกลับมาครอบงำสังคมได้เหมือนเดิมอีกต่อไป

ภายใต้กรอบความคิดนี้ ผมคิดว่าเราสามารถนำมาใช้มองปฏิบัติการทางสังคมและการเมืองของชนชั้นนำไทยได้เช่นกัน

และจอมพล ป. พิบูลสงคราม คือตัวแบบที่น่าสนใจที่นักเรียนประวัติศาสตร์น่าทดลองนำมาใช้ดู

ภายใต้ “ป้ายชื่อ” ที่ จอมพล ป.ถูกแขวนให้จากนักประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้งผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์, ผู้นำชาตินิยม, ทหารที่ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหาร, นักประชาธิปไตย, นักการเมืองล้มเจ้า ฯลฯ ผมคิดว่า ป้ายทั้งหมดอาจไม่มีป้ายใดที่สามารถอธิบายความเป็นจอมพล ป.ได้

เราควรมองการรับแนวคิดแบบฟาสซิสต์ ไม่ต่างจากการรับแนวคิดว่าด้วย “ความเป็นสมัยใหม่” อะไรนะครับ แน่นอน ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธเลยว่า จอมพล ป.มีความนิยมชมชอบแนวคิดนี้ นโยบายรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายอย่างได้แรงบันดาลใจมาจากฟาสซิสต์และนาซีอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ประเด็นคือ แน่ใจจริงหรือ ว่าเราสามารถเทียบเคียงสิ่งที่จอมพล ป.ทำไปในลักษณะที่เท่ากันกับสิ่งที่ฟาสซิสต์ในยุคมุสโสลินีทำ หรือนาซีในยุคฮิตเลอร์ทำ ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าไม่

ป้ายแขวนว่าด้วยนักประชาธิปไตยก็เช่นกัน ผมเองเชื่ออย่างไม่สงสัยเลยนะครับว่ามีนโยบายหลายอย่างของจอมพล ป.ที่ทำขึ้นอย่างสอคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ใครเคยอ่านงานผมย่อมมองเห็นประเด็นนี้อย่างเด่นชัด

แต่เราสามารถนำป้ายนักประชาธิปไตยแขวนให้ได้ไหม ผมก็ยังลังเลอยู่มาก เพราะในช่วงเวลาเดียวกันหรือไล่เลี่ยกัน จอมพล ป.ก็มีปฏิบัติการที่สอดรับกับฟาสซิสต์ไม่น้อย โดยเฉพาะแนวคิดว่าด้วยเชื้อชาตินิยม

ยิ่งภายหลังการรัฐประหาร 2490 ที่ทำให้จอมพล ป.กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ภายใต้บริบทสงครามเย็น ยิ่งเห็นชัดว่านโยบายหลายอย่างห่างไกลจากคำว่าประชาธิปไตย กรณีสังหาร 4 รัฐมนตรีอีสาน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

แต่ก็อีกนั่นแหละครับ ในช่วงเวลาเดียวกัน จอมพล ป.ก็ดำเนินนโยบายที่พยายามไม่ให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาททางการเมือง หรือในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ก็มีการเปิดพื้นที่ไฮด์ปาร์กทางการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

ขอออกนอกเรื่องนิดนะครับ บางคนชอบแย้งว่า ที่ทำไปรู้ได้ไงว่าเพราะหลักการประชาธิปไตย ก็แค่ทำไปเพราะรักษาอำนาจทางการเมืองเท่านั้นแหละ ซึ่งก็อาจจะจริงนะครับ

แต่ประเด็นคือ มนุษย์ทุกคน นักการเมืองทุกฝ่าย และชนชั้นนำทุกระดับ ก็เป็นเช่นนี้ คือเราไม่มีทางรู้ได้จริงๆ ว่าเขาทำไปเพราะเชื่อในสิ่งที่ทำ หรือเพราะผลประโยชน์ส่วนตัว

ดังนั้น ทำไมเราจึงมองเพียงจอมพล ป. (รวมถึงนักการเมืองที่เราไม่ชอบเท่านั้น) ว่าอาจกระทำสิ่งที่หน้าไว้หลังหลอก

ทั้งๆ ที่เราควรใช้กรอบวิธีมองแบบนี้กับคนที่ถืออำนาจทุกคนเลยต่างหาก

กลับมาที่ประเด็นอีกครั้ง ข้อเสนอของผมก็คือ จอมพล ป.อาจเป็นทุกอย่างดังกล่าวในเวลาเดียวกัน และการแขวนป้ายนิยามใดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ซึ่งการจะทำความเข้าใจให้ได้อย่างแท้จริงอาจต้องมองด้วยกรอบแนวคิด “ลูกผสม” ที่อธิบายไปตอนต้น

เพื่อความชัดเจน ผมขอยกตัวอย่างที่เคยทำเรื่อง “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” นะครับ

ในแวดวงวิชาการทางสถาปัตยกรรมในอดีต (จริงๆ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่) มองงานกลุ่มนี้ภายใต้นิยามและคำเรียกที่อ้างอิงจากงานสถาปัตยกรรมตะวันตกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่”, “สถาปัตยกรรมฟาสซิสต์”, “สถาปัตยกรรมอาร์เดโค”, “สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค” ฯลฯ

แต่ในทัศนะผม คำเหล่านี้ไม่สามารถอธิบายงานที่ถูกสร้างขึ้นในสังคมไทยช่วงดังกล่าวได้เลย เพราะคำนิยามทั้งหลายที่กล่าวมาล้วนมีความหมายที่สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม สภาพสังคม เศษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ที่เป็นต้นกำเนิดของนิยามนั้นๆ ซึ่งหลายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยเลย

นอกจากนี้ รูปแบบที่เกิดขึ้นในสังคมไทย หลายอย่างก็ไม่เคยปรากฏในรูปแบบต้นทาง เช่น การแทรกสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญลงไปในอาคาร และการออกแบบที่เล่นกับเลขหก เพื่อสื่อถึง “หลักหกประการ” ของคณะราษฎร เป็นต้น

ที่สำคัญ ในอาคารบางประเภท ก็ผสมผสานกันระหว่างเส้นสายสมัยใหม่ของศิลปะอาร์ตเดโคเข้ากับทรวดทรงแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นอาคารที่อยู่ระหว่างความเป็นสมัยใหม่และความเป็นจารีตประเพณี หรือพูดอีกอย่างก็คือ ไม่เป็นทั้งสมัยใหม่และประเพณี

สภาวะลูกผสมทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจนิยามได้ว่าคือสิ่งใดกันแน่ดังกล่าว เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมสร้างคำนิยาม “สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ขึ้นมา เพื่อเป็นป้ายชื่อที่ครอบคลุมสภาวะลูกผสมที่เกิดขึ้นจริงภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยเอง

กรอบแนวคิดเช่นนี้ผมคิดว่าสามารถนำมาประยุกต์เพื่อศึกษาและอธิบายจอมพล ป.ในทิศทางใหม่ได้นะครับ ผลการศึกษาที่ได้จะนำไปสู่จอมพล ป.ในสภาวะระหว่างเผด็จการฟาสซิสต์, ทหารนิยม, นักประชาธิปไตย, นักรัฐประหาร และนักการเมืองล้มเจ้า หรือพูดให้ตรงกว่าก็คือ เป็นจอมพล ป.ที่ไม่ใช่ทั้งเผด็จการฟาสซิสต์, ทหารนิยม, นักประชาธิปไตย, นักรัฐประหาร และนักการเมืองล้มเจ้า

สภาวะที่ทั้งเป็นได้ทุกอย่างและไม่เป็นอะไรสักอย่างเช่นนี้เองที่รอคอยนักประวัติศาสตร์เข้ามานิยามลักษณะเฉพาะ ที่เหมาะสมและครอบคลุมทุกปฏิบัติการทางการเมืองและวัฒนธรรมของจอมพล ป.อย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “รอบด้าน” ในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงสัจธรรมที่ลอยพ้นกาลเวลาแต่อย่างใดนะครับ ข้อค้นพบดังกล่าว หากมีคนสนใจศึกษาจริง ก็คงเป็นได้แค่เพียงข้อเสนอใหม่ที่มีช่วงชีวิตของมัน ไม่ต่างจากงานเขียนทางประวัติศาสตร์ชิ้นอื่นๆ

แต่อย่างน้อย ภายใต้บรรยากาศ “การเกิดใหม่ของคณะราษฎร” ที่ทำให้จอมพล ป.กลับมามีสถานะฝุ่นตลบทางประวัติศาสตร์และความทรงจำ ตลอดจนถูกผลักให้มายืนในพื้นที่สปอตไลต์ทางการเมืองอีกครั้ง

ผมคิดว่า ในพื้นที่ทางวิชาการก็ควรถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันกลับมาทำสังคายนาเรื่องจอมพล ป.กันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...