โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 คดีนี้ช่างเหมือนกัน

อีจัน

อัพเดต 14 พ.ค. 2561 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2561 เวลา 07.34 น. • อีจัน
2คดีนี้…ช่างเหมือนกัน !!!ลูก/สามีคลั่ง ร&#3…

2คดีนี้…ช่างเหมือนกัน !!!
ลูก/สามีคลั่ง ร้องเจ้าหน้าที่ช่วย จบด้วย “เขา” ตาย เจ้าหน้าที่ตกเป็นผู้ต้องหา

คดีแรก พ่อร้องสื่อ ทหารทำร้ายลูกชายจนตาย แต่คดีไม่คืบ ยอมเก็บศพแช่เย็น
เหตุเกิดวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 ที่ จ.นครพนม นายดุสิต ถานัน อายุ 65 ปี ชาว อ.เรณูนคร จ.นครพนม ร้องลูกชายเสียชีวิตไม่ธรรม เหตุเพราะตนไปขอร้องให้ทหารเข้ามาพาลูกชายซึ่งมีอาการเครียดไปบำบัดแต่กลับเกิดเหตุทำให้ลูกชายเสียชีวิต

นายดุสิต ถานัน อายุ 65 ปี พ่อผู้ตาย เล่าถึงความสูญเสียนี้ว่า ลูกชายการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราคำแหง เคยทำงานบริษัทเอกชนที่ กทม.ได้เงินเดือนกว่า 20,000 บาท ส่งมาดูแล พ่อแม่ เป็นเสาหลัก เป็นความหวังครอบครัว แต่ต่อมาลูกชายได้ตัดสินใจไปทำงานเมืองนอกเนื่องจากมีเพื่อนชวนว่าค่าแรงสูงจึงตัดสินใจลาออกไปทำงานประเทศฟินแลนด์ แต่ผิดหวังถูกหลอกไป 3 เดือนและถูกส่งกลับ จึงเกิดป่วยโรคเครียดจนต้องรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ ล่าสุดวันเกิดเหตุผู้ตายได้มีปากเสียงทะเลาะกับหลานสาว ผู้นำชุมชนแนะนำให้พาลูกไปรักษากลัวคุ้มคลั่งรุนแรงมากกว่านี้ จนมีคนแนะนำให้ติดต่อทหารมาช่วยคุมตัวไปรักษาฟื้นฟูที่โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ 

นายดุสิตเล่าถึงเช้าวันเกิดเหตุว่า วันนั้นขณะตนไม่อยู่บ้าน ลูกชายอีกคนโทรมาแจ้งว่า ทหารจะมาคุมตัวพี่ชาย คือผู้ตายไปรักษาตามที่ ตนได้ติดต่อขอความช่วยเหลือไป ซึ่งตนพยายามแจ้งให้รอตนกลับไปบ้าน แต่ไม่ทัน ขณะผู้ตายไปเฝ้าสวนเกษตรในทุ่งนา ทหารได้เข้าไปหาพูดคุยจะคุมตัวไปรักษา ผู้ตายขัดขืนวิ่งหนี เพราะเป็นคนที่มีความเครียดอยู่แล้ว คงเกิดความหวาดกลัว ทหาร 3 นาย พยายามเข้าจับกุมตัวจนเกิดความรุนแรง ผู้ตายพยายามต่อสู้ และวิ่งหลบหนี ทหารอีกคนจึงชักปืนพกขึ้นยิง 3 นัด เข้าที่ขาขวาผู้ตาย 1 นัดทะลุ พอล้มลงก็ใช้ไม้ทุบตีศีรษะจนเสียชีวิตคาที่ ทหารจึงพยายามหาทางนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลอำเภอเรณูนคร แต่ไม่ทันเสียชีวิตแล้ว

ผมถามคืนว่าฆ่าลูกผมทำไม? ลูกผมผิดอะไร? แค่ป่วยเครียดยังไม่ได้ฆ่าใครตาย ผมเพียงอยากให้มาช่วยนำไปรักษาตัว เพราะเป็นความหวังครอบครัว ทุกวันถึงป่วยเครียดแต่ยังทำงานช่วยเหลือครอบครัวได้ตลอด มาถึงวันนี้ครอบครัวสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือ แจ้งความตำรวจไปยังเงียบ มีเพียงทหารที่ฆ่าลูกชายมาเสนอว่ามีเงินช่วยเหลือแค่แสนบาท ผมยืนยันไม่รับ ยอมนำศพลูกชายแช่เย็นไว้ในโรงเย็นที่วัด จนกว่าจะมีคนออกมารับผิดชอบ
ผลการชันสูตรศพของลูกชายสรุปสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนไม่ทราบขนาด จำนวน 1 นัด เข้าที่บริเวณ ขาขวา นอกจากนี้ศีรษะยังถูกทุบตีด้วยของแข็งจนศีรษะยุบ

หลังเกิดเหตุได้ไปแจ้งความไว้ ที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 ทางตำรวจได้ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ตามขั้นตอนของกฎหมาย และเรียกตัวทหารที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน ต่อมาการแจ้งข้อกล่าวหากับทหาร 2 นาย ที่ทำร้ายร่างกาย นายพัฒนพงษ์ ถานัน อายุ 36 ปี จนเสียชีวิตแล้ว ทราบชื่อ คือ จ.ส.อ.กิติตศัพท์ อิททร์ติยะ อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียชีวิต จำนวน 3 นัด กระสุนถูกขาขวาผู้ตาย 1 นัด ส.ต.ธีรวัฒน์ ไชยขันธ์ อายุ 22 ปี ทั้ง 2 นาย เป็นทหารชุดรักษาความสงบเรียบร้อย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 นครพนม ที่ร่วมกันใช้ไม้ทุบตี จนเป็นเหตุให้ นายพัฒนพงษ์ ถานัน อายุ 36 ปี เสียชีวิต ทั้ง 2 นาย ได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร เป็นที่เรียบร้อย ในข้อหา ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตอนนี้อยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว

ส่วนการสอบสวนทางทหารทั้ง 2 นาย ให้การเบื้องต้นว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ระงับเหตุป้องกันตัวเพราะผู้ตายอาละวาด พยายามจะใช้อาวุธมีดฟันต่อสู้จึงต้องหาทางป้องกันตัว ทั้งนี้ทางทหารทั้ง 2 นาย ยังได้ แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ตายเช่นกัน ในข้อหาต่อสู้ขัดขืนเจ้าพนักงาน และทำให้เสียทรัพย์ อย่างไรก็ตามทางตำรวจจะได้ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ขอให้ประชาชน มั่นใจยืนยันจะดำเนินการตามกฎหมายตรงไปตรงมา ผิดถูกว่าไปตามข้อเท็จจริง ไม่มีละเว้น
พล.ต.ต.สมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 นครพนมจะออกมายืนยันว่า ทางหน่วยงานทหารไม่มีการทอดทิ้ง โดยก่อนหน้านี้ทางฝ่ายทหาร ยืนยันว่าได้มีการเข้าไปดูแลช่วยเหลือ นำเงินสดจำนวน 10,000 บาท เข้าไปช่วยเหลือจัดงานศพ ส่วนการดำเนินการด้านอื่นๆ ทั้งการสอบสวนเอาผิดรวมถึง การชดเชยเยียวยา ไม่ได้เพิกเฉยอยู่ระหว่างการเจรจาตกลง และพร้อมที่จะดูแลช่วยเหลือ

ถอยไปเพียง 7 วันก็เกิดคดีคล้ายกันนี้ แต่เกิดที่ภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช
ภรรยาร้องตำรวจช่วยจับสามีคลั่ง จุดจบกลับกลายเป็น “วิสามัญฆาตกรรม”

เหตุเกิดวันที่ 1 พ.ค. 61 น.ส.ฐานิตย์ แจ้งตำรวจขอความช่วยเหลือ เนื่องจากสามี หรือ นายประภวิษณุ์ ซึ่งตนพยายามจะขอเลิกรา เกิดอาการคุ้มคลั่งทำลายข้าวของในบ้านและขู่จะยิงเธอ เธออยากให้ตำรวจควบคุมตัวเขาไปบำบัดเนื่องจากสามีติดยาเสพติด ทำให้ชีวิตครอบครัวพัง
เมื่อตำรวจมาถึงที่บ้านสามีของเธอก็ขับรถหายไป ต่อมามีเพื่อนแจ้งว่า สามีจอดรถอยู่ที่ศาลาข้างทาง ตำรวจจึงออกไป และผลที่ตามมา คือ…การไล่ล่า

เริ่มจากตำรวจสายตรวจป้องกันปราบปรามรีบรุดไปที่เกิดเหตุ แต่เมื่อไปถึง นายประภวิษณุ์ยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และขึ้นรถกระบะ ยี่ห้ออิซูซุ ดีแมกซ์ ตอนครึ่ง สีบรอนซ์เงิน ขับหลบหนี มุ่งหน้าเข้า อ.เมือง ตำรวจจึงขับรถไล่ติดตามจับกุมอย่างกระชั้นชิด โดยมีรถสายตรวจ 20 คัน และรถยนต์กระบะตำรวจชุดสืบสวนรวมจำนวน 3 คัน
การไล่ล่าเป็นไปอย่างดุเดือด นายประภวิษณุ์ ยิงสวนเจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ จนถึงถนนสายเบญจมฯ-นาพรุ บริเวณจุดยูเทิร์นบ้านวังรัก หมู่ 5 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจยิงต่อสู้กับคนร้ายจนสามารถหยุดรถของคนร้ายเอาไว้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าคนร้ายในรถมีจำนวนกี่คนและถูกยิงเสียชีวิตแล้วหรือไม่ ทางตำรวจชุดไล่ล่าจึงยังไม่กล้าผลีผลามเข้าไปตรวจสอบเพราะเกรงว่าคนร้ายจะยิงสวนออกมา จึงขอกำลังสนับสนุน จาก สภ.เมืองนครศรีธรรมราช

สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ส่งตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) พร้อมอาวุธครบมือรวมทั้งโล่เพื่อมาช่วยตรวจสอบ
รถคนร้ายจอดชิดเกาะกลางจุดยูเทิร์นฝั่งขาเข้าเมือง พบยางล้อรถทั้ง 4 เส้น ถูกยิงจนแตกระเบิด ด้านข้างรถทั้งด้านซ้ายและด้านขวามีรอบกระสุนปืนจนฉีกขาดเกือบ 10 แห่ง ตำรวจตะโกนเรียกคนร้าย แต่ไร้การตอบรับ จึงใช้ค้อนทุบกระจกรถด้านข้างคนขับจนแตกและดึงล็อคประตูรถจนสามารถเปิดออกมาได้ และพบกับร่างผู้เสียชีวิต 1 ราย นอนหงาย ศีรษะเอนไปทางด้านซ้ายตรงเบาะที่นั่งคนขับ ที่เอวด้านหน้าเหน็บซองอาวุธปืน 1 ซอง แต่เนื่องจากเป็นคดีวิสามัญฆาตกรรมทำให้ยังไม่สามารถตรวจพลิกศพได้ จึงแจ้งผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางมายังที่เกิดเหตุ

แต่ตำรวจเกรงว่าผู้ตายอาจจะพกพาระเบิดติดตัวมาด้วย ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ จึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดกู้ระเบิด หรือ EOD กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราชมาตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน จนแน่ใจว่าไม่มีวัตถุระเบิดอยู่ภายในรถจึงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ เข้าไปยกศพนำออกมาจากรถ จากนั้นแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันชันสูตรพลิกศพตามขั้นตอนของกฏหมาย โดยพบว่านายประภวิษณุ์ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนยังไม่ทราบชนิดและขนาดเจาะเข้าที่บริเวณหน้าอกซ้ายกระสุนตัดขั้วหัวใจ 1 นัด เเละภายในรถพบยาบ้าห่อกระดาษซุกซ่อนอยู่จำนวน 107 เม็ด จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

น.ส.ฐานิตย์ ภรรยาผู้ตาย กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุ สามีบอกมาว่าอยากจะเข้ามาในบ้าน อยากจะเข้ามาปรับความเข้าใจ และจะหยุดเสพยา โดยที่ผ่านมามีการรักษาเป็นบางช่วง ซึ่งตนยอมรับว่าเป็นคนแจ้งตำรวจจริง แต่ไม่คิดว่าจะทำให้สามีเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพียงแค่อยากให้สามีเลิกยาและกลับมาเป็นพ่อที่ดีของลูกเท่านั้น
ที่สำคัญตนไม่ปักใจเชื่อว่ายาเสพติดจำนวน 107 เม็ดที่เจอนั้นจะเป็นของสามี เพราะสามีเป็นคนทำมาหากินสุจริต และตนเป็นคนพาสามีไปหาหมอบำบัดด้วยตนเองตลอด วันนี้เธอจึงเดินทางขึ้นกทม.เพื่อมาร้องเรียนให้ตำรวจกองปราบสอบคดีนี้ให้กระจ่าง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...