โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

TDRI มั่นใจ "วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า" มีประสิทธิภาพ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 05.02 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. 2564 เวลา 06.18 น.
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ประธาน TDRI ขึ้นเวทีสัมมนา “วัคซีนเศรษฐกิจ วัคซีนประเทศไทย” ของประชาชาติธุรกิจ ระบุแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิภาพเพียงพอ และนอกจากไทยจะป่วยด้วยโควิด-19 ยังมีโรคทางเศรษฐกิจ 3 โรคที่ต้องแก้ไข

ผลข้างเคียงแอสตร้าเซนเนก้าต่ำ

วันที่ 17 มีนาคม 2564 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน สัมมนา“วัคซีนเศรษฐกิจ วัคซีนประเทศไทย” ของหนังสือพิมพ์“ประชาชาติธุรกิจ” กล่าวว่า แม้ว่าการควบคุมโควิด-19 ที่ จ.สมุทรสาคร ดีขึ้นมาระยะหนึ่ง แต่ก็ยังเป็นไฟก้อนใหญ่ที่ยากจะดับหากไม่มีวัคซีน ดังนั้น วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญ

สิ่งที่เราเรียนรู้จากโควิด-19 แบ่งได้เป็น 2 เรื่อง คือ 1. มนุษย์เสียชีวิตจากโควิด-19 น้อยลง ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การรักษาพยาบาลดีขึ้น การมียารักษาอาการที่เกิดจากโควิด-19 และมีความเข้าใจกับการจัดการโรคนี้มากขึ้น

2. มีอาการตกค้างจากโควิด-19 เช่น เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการวิจัยติดตามผู้ป่วยจากโรคนี้ 6 เดือนหลังจากออกจากโรงพยาบาล พบว่าคนกว่า 76% มีอาการตกค้าง เช่น มีความอ่อนล้า ซึ่งอาการคล้ายกันนี้พบในประเทศฝั่งทวีปตะวันตกด้วย

“ทั้งนี้วัคซีนโควิด-19 ของบริษัทต่าง ๆ ใช้ได้ผลดี และมีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะของแอสตร้าเซนเนก้าที่ประเทศไทยเลือก โดยจากข้อมูลการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ เดอะแลนซิต (The Lancet) ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ประสิทธิผลวัคซีนแต่ละตัวไม่ได้ต่างกัน โดยหลังจากอังกฤษเลือกวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า และไฟเซอร์ให้คนในประเทศที่มีอายุมากกว่า 70 ปี พบว่าประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยไปว่ากัน”

ในขณะเดียวกัน อัตรากการเข้าโรงพยาบาลหลังจากฉีดวัคซีนแล้ว มีอาการรุนแรงน้อยลง จนคนจำหน่วยหนึ่งสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องไปพบแพทย์ นอกจากนั้น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าและไฟเซอร์ให้ผลข้างเคียงน้อยกว่า 0.5% และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นไม่ได้รุนแรง คล้ายการเป็นไข้หวัดใหญ่ และยังไม่มีการพบผู้เสียชีวิตจากวัคซีนสองตัวนี้

ผู้นำทางการเมืองต้องสร้างความมั่นใจ

“ดร.สมเกียรติ” บอกว่า รายงานของนิตยสาร The Economist ระบุ บางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล เป็นต้น เป็นประเทศที่จะฉีดวัคซีนครบจำนวนประชากรภายในปี 2564 ส่วนกลุ่มประเทศในยุโรปและแคนาดา จะฉีดวัคซีนครบกลางปี 2565 และประเทศไทยเป็นปลายปี 2565

“แต่ถ้าดูประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น พม่า ลาว กัมพูชา มีความเป็นไปได้ที่จะฉีดวัคซีนหลังปี 2565 ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในการเกิดการระบาดโควิด-19 อีกระลอก”

สาเหตุที่ทำให้บางประเทศเริ่มฉีดวัคซีนช้ามี 3 กลุ่ม หลัก ๆ คือ

1. กลุ่มประเทศยากจน เช่น บางประเทศในแอฟริกา

2. กลุ่มประเทศที่มีประชากรมาก เช่น จีน และอินเดีย

3. กลุ่มประเทศที่ควบคุมการระบาดได้ดี จึงมีความตื่นตัวช้าในเรื่องของวัคซีน เช่น ไทย เกาหลีใต้ และเวียดนาม

ทั้งนี้ ระดับการยอมรับการฉีดวัคซีนในไทยอยู่ในระดับสูง โดยการสำรวจของยูกอฟ (YouGov) เมื่อปลายปี 2563 ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่พร้อมกับการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก แต่หลังจากนั้นการยอมรับกรฉีดวัคซีนของคนไทยก็ตกลงมาเรื่อย ๆ

“ดังนั้น การที่ผู้นำทางการเมืองส่งสัญญาณสร้างความมั่นใจให้ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าหากบางคนในรัฐบาลกลัวการฉีดวัคซีนขึ้นมา และสื่อสารไม่ดี ก็จะทำลายความเชื่อมั่นในวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าของประชาชน”

3 โรคทางเศรษฐกิจ

“ดร.สมเกียรติ” ยกตัวอย่างคำพูดของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานบอร์ด TDRI ที่พูดไว้ 4-5 ปีที่แล้วว่า เศรษฐกิจไทยป่วยด้วยโรค 3 โรค ได้แก่ 1.ไข้หวัด 2.ข้อเข่าเสื่อม 3. ขาดความมั่นใจ

เศรษฐกิจแบบโรคไข้หวัดคือ การที่ไทยสามารถได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกได้ทุกเมื่อ เมื่อเกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในโลก แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย แต่การป่วยแบบนี้เราใช้มาตรการทางการเงินมาช่วยกระตุ้นได้

เศรษฐกิจแบบโรคข้อเข่าเสื่อมคือ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตลดลง เช่น กำลังแรงงาน และการไม่เพิ่มความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดีในประเทศได้ดีพอ

และเศรษฐกิจแบบโรคขาดความมั่นใจคือ การที่ไทยรู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาลง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

ดังนั้น ไทยจึงหวั่นไหวกับข่าวต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น โรงงานต่างชาติย้ายออกจากไทยไปตั้งฐานการผลิตที่เวียดนาม มีการรับการลงทุนจากต่างประเทศสูงกว่าไทย และมีการส่งออกสูงกว่าไทย สิ่งเหล่านี้สร้างความกังวลว่าเราจะไม่สามารถแข่งขันได้

“อันที่จริงประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงกว่าเวียดนาม และมีความพร้อมมากกว่า โดยการจัดอับดับการแข่งขันทางเศรษฐกิจของ World Economic Forum (WEF) ปี 2564 จัดให้ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 40 ส่วนเวียดนามอยู่ที่อันดับ 67 ซึ่งไทยชนะเวียดนามทุกตัวชี้วัด แต่ที่น่ากังวลคือ เวียดนามไต่อันดับขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ไทยอันดับลดลงเรื่อย ๆ โดยปี 2563 ไทยอยู่อันดับ 38 และเวียดนามอยู่อันดับที่ 77 ดังนั้น หากเราไม่แก้ไขปัญหา สักวันเวียดนามจะแซงหน้าเราได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...