โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เมื่อ ลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุกทำลายจนมีสภาพเป็นป่า

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ส.ค. 2568 เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 01.00 น.
พระปรางค์สามยอด เมืองลพบุรี

เมื่อ ลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุกทำลายจนมีสภาพเป็นป่า

เมื่อกล่าวถึง “ลวปุระ” หรือ “ลพบุรี” เมืองโบราณสำคัญในภาคกลางของประเทศไทยที่มีการทับซ้อนของวัฒนธรรมที่หลากหลายยาวนาน นับเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี

จากนั้นจึงได้เปลี่ยนแปลงสู่วัฒนธรรมแบบร่วมกับอาณาจักรกัมพูชาโบราณสมัยพระนคร ร่องรอยทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และศิลาจารึก ล้วนบ่งชี้ว่าเมือง “ลพบุรี” มีการผลัดเปลี่ยนอย่างฉับพลันในช่วงรอยต่อนั้น

แม้ว่าจะมีการพบศิลาจารึกที่ศาลสูง (ศาลพระกาฬ) เมืองลพบุรีของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มาเป็นเวลานานแล้ว และมักจะมีการกล่าวอ้างอยู่บ้างในตำนานต่าง ๆ ของล้านนาที่แสดงถึงความทรงจำในเรื่องเหล่านี้

ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานกันว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แห่งเมืองพระนครศรียโศธรปุระน่าจะเคยยกทัพมาตีเมืองลพบุรี จากนั้นจึงผนวกลพบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชาโบราณสมัยพระนคร แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการทำสงครามแต่อย่างใด [1]

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันได้มีการค้นพบศิลาจารึก Ka.18 หรือ K.1198 ในประเทศกัมพูชา เนื้อความในศิลาจารึกหลักนี้กล่าวถึงการที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตีเมืองลวปุระ หรือลพบุรี แล้วทำลายเมืองจนลพบุรีกลายเป็นป่า

บทความเรื่องนี้จึงเป็นการนำหลักฐานสำคัญในศิลาจารึกดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อระหว่างสมัยทวารวดีกับสมัยที่อาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนครเข้ามาปกครองเมืองลพบุรี ว่ามีความสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีหรือไม่อย่างไร

เมืองลวปุระ : เมืองสำคัญในกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดี

ลพบุรีปรากฏร่องรอยหลักฐานการอาศัยอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ [2] ต่อมาเมื่อได้รับวัฒนธรรมจากภายนอก โดยเฉพาะวัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามา ลพบุรีจึงมีการพัฒนาขึ้นมาเป็นรัฐที่มีวัฒนธรรมร่วมแบบทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทย เช่น นครปฐม อู่ทอง คูบัว ฯลฯ โดยเฉพาะตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-14 ปรากฏชื่อในหลักฐานร่วมสมัยว่า ลวปุระ [3]

นอกจากหลักฐานทางด้านศิลปกรรมและโบราณคดีที่พบแล้ว ในบริเวณจังหวัดลพบุรียังปรากฏหลักฐานที่เป็นศิลาจารึกที่ใช้อักษรปัลลวะ ภาษาบาลี ภาษาสันสฤต และภาษามอญโบราณ เช่น จารึกซับจำปา จารึกเสาธรรมจักร ฯลฯ อันแสดงให้เห็นว่าชุมชนดังกล่าวน่าจะเป็นชุมชนที่นับถือพระพุทธศาสนาและมีการใช้ภาษามอญเป็นภาษาราชการ

ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 15 อิทธิพลทางวัฒนธรรมของกัมพูชาสมัยพระนครมีมากขึ้นและส่งอิทธิพลมาถึงดินแดนลพบุรีด้วย ดังเช่น ปราสาทปรางค์แขก ที่สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15 [4] สะท้อนให้เห็นถึงการแผ่ขยายทางวัฒนธรรมของกัมพูชาสมัยพระนครเข้ามาในบริเวณภาคกลางของประเทศไทยโดยเฉพาะที่ลพบุรีได้อย่างชัดเจน ก่อนหน้าที่จะมีการขยายอำนาจทางการเมืองเข้ามาในเวลาต่อมา

น่าสังเกตว่าหลังพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นไป ไม่ปรากฏศิลาจารึกของกษัตริย์ในพระราชวงศ์อื่น หรือรัฐอื่นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากจารึกของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนคร แสดงว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12-15 ดินแดนที่เป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยอาจมีรัฐหรือราชวงศ์อื่นปกครองอยู่ เช่น รัฐศรีจนาศะ ซึ่งมีรายพระนามกษัตริย์ปรากฏอย่างแน่นอน ในจารึกศรีจนาศะ เป็นต้น

แม้กระนั้นรัฐเหล่านี้ก็อาจจะมีความสัมพันธ์กับอาณาจักรกัมพูชาโบราณด้วย อย่างไรก็ตาม หลังพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา รัฐเหล่านี้อาจจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรกัมพูชาสมัยพระนคร [5]

พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทำลายเมืองลวปุระ

ในพุทธศตวรรษที่ 16 กษัตริย์กัมพูชาโบราณได้ขยายอาณาเขตไปจนครอบคลุมตอนเหนือของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งได้แก่บริเวณอีสานใต้ของไทยในปัจจุบัน และเป็นดินแดนเดิมของอาณาจักรเจนละบก หลักฐานทางด้านศิลาจารึกที่พบในประเทศไทยหลายหลักแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรกัมพูชาโบราณซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองพระนคร กับบริเวณตอนเหนือของเทือกเขาพนมดงรักได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะกษัตริย์ของอาณาจักรกัมพูชาโบราณพระองค์หนึ่ง เชื่อกันว่าน่าจะทรงมีเชื้อสายมาจากราชวงศ์ทางเหนือของเทือกเขาพนมดงรัก ก่อนที่จะเสด็จไปแย่งชิงราชสมบัติในเมืองพระนคร แล้วสถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณโดยมีพระนามว่า “พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1”

รัชกาลนี้เองที่อาณาจักรกัมพูชาโบราณซึ่งมีราชธานีอยู่ที่พระนครศรียโศธรปุระขยายอำนาจอิทธิพลทางการเมืองเข้ามายังฟากตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อันมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองละโว้ หรือลพบุรี (สฺรุกโลฺว หรือ โลฺวทยปุระ) [6]

ดังปรากฏหลักฐานสำคัญที่พบใหม่คือ ศิลาจารึก K.1198 (Ka.18) [7] ศิลาจารึกนี้มีทั้งที่เป็นภาษาเขมรโบราณ และภาษาสันสกฤต ระบุว่าจารึกขึ้นเมื่อมหาศักราช 924 ตรงกับพุทธศักราช 1545 ในข้อความจารึกในส่วนที่เป็นภาษาสันสกฤต มีความที่สำคัญตอนหนึ่งซึ่งกล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพมาตีเมืองละโว้ (จารึกเรียกว่า “ลวปุระ”) ว่า

กาเลยโทไษรฺ ลวปูรฺ อรณฺยํ ปฺรนษฺฏรูปา หตสรฺวโศภา | วฺยาฆราทิภิรฺ วฺยาลมฤไคะ ปฺรกีรฺณา ศฺมศานภูเมรฺ อปิ ภีมรูปา ||

คำแปล

เพราะความเสื่อมแห่งกลียุค เมืองลวปุระ (ลพบุรี) กลายเป็นป่า

ปรากฏความพังพินาศไปทั่ว ความงดงามทั้งหมดมลายหายไป

เกลื่อนกล่นไปด้วยสัตว์ป่าทั้งหลายมีเสือโคร่ง เป็นต้น

ดูน่ากลัวยิ่งกว่าป่าช้าที่เผาศพ[9]

ศิลาจารึกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นเมืองลวปุระ หรือเมืองละโว้ถูกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพเข้ามาโจมตีและสามารถทำลายเมืองลวปุระจนกลายเป็นป่า บ้านเมืองถูกทำลายจนมีสัตว์ป่าเข้ามาอาศัยอยู่

เนื้อความที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักนี้ มีความสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่พบโดยเฉพาะที่เมืองละโว้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันต่อเนื่องระหว่างอาณาจักรกัมพูชาโบราณกับรัฐซึ่งเดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรทวารวดี

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานในจารึกของอาณาจักรกัมพูชาโบราณหลักอื่น ๆ ซึ่งพบในบริเวณเมืองลพบุรี เช่น จารึกที่ศาลสูง หลักที่ 1-2 (หรือจารึกหลักที่ 19-20) จารึกด้วยตัวอักษรเขมรโบราณพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นภาษาเขมรโบราณ [10] ซึ่งกล่าวถึงพระราชโองการของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ว่า

“…ศักราช 944 ขึ้น 14 ค่ำ เดือนภัทรบท อาทิตยวาร พระบาทกัมรเตงกำตวนอัญศรีสูรยวรรมนเทวะ บันทูลพระนิยมนี้ให้บุคคลทั้งหลายถือเป็นสมาจารให้ทำตาม

ณ สถานตบัสวี (ดาบส) ผองนั้น พระที่บวชเป็นภิกษุมหายาน สถวีระ ซึ่งบวชจริงนั้นอยู่ถวายตบะแด่พระบาทกัมรเตงกำตวนอัญศรีสูรยวรรมนเทวะ

ผู้ซึ่งเข้ามาในตโปวนาวาสนั้นแม้ทำกังวล (ความเดือดร้อน) ไม่ได้ให้ตบัสวี (ดาบส) โยคี ทั้งหลายสวดมนตร์ถวายตบะแด่พระบาทกัมรเตงกำตวนอัญศรีสูรยวรรมัน เทวะให้จับนำเข้าสภาฟังคดีที่ควรตัดสินอย่างเคร่งครัดที่สุด…” [11]

ศิลาจารึกศาลสูง หลักที่ 1 ที่กล่าวมานี้พบที่ศาลสูง แสดงให้เห็นว่าปีมหาศักราช 944 ตรงกับพุทธศักราช 1565 เมืองลพบุรีได้ถูกผนวกเข้าในพระราชอำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 แล้ว สอดคล้องกับจารึก K1198 (Ka.18) ที่กล่าวถึง พ.ศ. 1545 ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตีเมืองลวปุระ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เมืองลพบุรีในเวลานั้นมีการนับถือศาสนาหลายศาสนาปะปนกัน ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และศาสนาพุทธ ซึ่งน่าจะเป็นศาสนาสำคัญดั้งเดิมของเมืองลพบุรี จึงมีการเน้นย้ำว่าพระสงฆ์ที่บวชในศาสนาพุทธนั้นทั้งฝ่ายมหายานและสถวีระ (เถรวาท) ต้องถวายตบะแด่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ด้วย

นอกจากนี้ศิลาจารึกศาลเจ้าเมืองลพบุรี (ศิลาจารึกหลักที่ 21) ซึ่งน่าจะจารึกขึ้นในรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 เช่นเดียวกันก็ได้กล่าวถึงขุนนางของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กัลปนาที่ดินกับคนใช้และของต่าง ๆ ถวาย “พระกัมรเตงอัญศรีบรมวาสุเทวะ” หรือ “พระนารายณ์” และมีข้อความที่กล่าวถึงชื่อเมืองลพบุรีโดยตรงว่า

“…วารนั้น โขลญพลกัมรเตง และโขลญที่อยู่ประจำวิษัย (เมือง) นี้ ประทวนไปยังโฉลญตำรวจวิษัย…พระกัมรเตงอัญศรีบรมวาสุเทวะอยู่นั้น ผลอันบูชาพระกัมรเตงอัญ ซึ่งได้ทำบูชาเราให้…เป็นธรรม (หน้าที่) ของโขลญพลขอให้รักษาไว้ซึ่งกัลปนาของเรา

นั้นพระในเมืองละโว้ (สฺรุกลฺโว) ซึ่งมีนักระบำ นักจำเรียง กัลปนานักระบำ 1 คน นักจำเรียง (นักร้อง) 1 คน นักดีด 1 คน นักสี 1 คน บำเรอแด่พระกัมรเตงอัญบรมวาสุเทวะทุกวัน…” [12]

จากหลักฐานในด้านศิลาจารึกต่าง ๆ ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมืองลวปุระ ซึ่งเป็นเมืองในกลุ่มวัฒนธรรมแบบทวารวดีได้ถูกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โจมตีและทำลายเมืองจนเสียหาย

หลังจากนั้นเมืองลวปุระได้ปรากฏชื่อในจารึกว่า “สฺรุกโลฺว” หรือ “เมืองละโว้” โดยได้กลายเป็นเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 1545

สอดคล้องกับหลักฐานที่กล่าวถึงชื่อขุนนางที่อุทิศกัลปนาให้กับศาสนสถานในเมืองละโว้ เช่น โขลญพล โขลญวิษัย รวมทั้งโฉลญตำรวจวิษัย ซึ่งน่าจะเป็นขุนนางของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ซึ่งปกครองเมืองละโว้อยู่ในเวลานั้น…

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

[1] โปรดดูรายละเอียดใน สายชล วรรณรัตน์. “ละโว้ก่อนสมัยอยุธยา,” ใน ประวัติศาสตร์เมืองลพบุรี (กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 2524), น. 29-30.

[2] ธิดา สาระยา. (ศรี) ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของประเทศสยาม. (กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2538), น. 140.

[3] เรื่องเดียวกัน, น. 144.

[4] รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. ปราสาทขอมในดินแดนไทย ความเป็นมาและข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ. (กรุงเทพฯ : มติชน, 2548), น. 97.

[5] ศานติ ภักดีคำ, ความสัมพันธ์วรรณคดีไทย-เขมร. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2550), น. 32.

[6] ยอร์ช เซเดส์. ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 2 จารึก ทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้. (พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร, 2504), น. 17-19.

[7] ผู้เขียนจะแปลศิลาจารึกหลักนี้มานำเสนอในโอกาสต่อไป

[8] Bhattacharya Kamaleshwar. “The Present State of Work on the Sanskrit Epigraphy of Cambodia,” in Sanskrit in Southeast Asia : The Harmonizing Factor of Culture. (Bangkok : Sanskrit Studies Centre Silpakorn University, 2001). p. 128.

[9] ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ มั่งมีสุขสิริ ที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาช่วยเหลืออย่างยิ่งในการแปลจากภาษาสันสกฤต

[10] ยอร์ช เซเดส์. ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 2 จารึก ทวารวดี ศรีวิชัย ละโว้. น. 12-16.

[11] ผู้เขียนแปลใหม่บางส่วนตามคำอ่านใน กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม 3 (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2529), น. 161-163.

[12] ผู้เขียนแปลใหม่บางส่วนตามคำอ่านใน กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทย เล่ม 3. น. 255-256.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “เมื่อ ‘ลวปุระ’ หรือ ‘ลพบุรี’ ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทำลาย ‘กลายเป็นป่า'” เขียนโดย รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2556

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กันยายน 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ ลวปุระ-ลพบุรี ถูกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ยกทัพบุกทำลายจนมีสภาพเป็นป่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...