โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทุนนอกจ่อฮุบ "เอราวัณประกันภัย" ธุรกิจอสังหาโผล่เพิ่มทุน "สหมงคลฯ"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ม.ค. 2564 เวลา 05.59 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. 2564 เวลา 04.02 น.

จับตาเทรนด์ควบรวมกิจการประกัน “เฟดเดอรัล เรียล เอสเตท” โผล่เพิ่มทุน “สหมงคลประกันภัย” ฟาก “เอราวัณประกันภัย” ทุนนอกจ่อเทกโอเวอร์ “สมาคมประกันฯ” ชี้โควิดระลอกใหม่ตัวเร่ง-ฉุดการตัดสินใจนักลงทุน หวั่นจีดีพีไตรมาสแรกซึมติดลบ

แหล่งข่าวสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ระบาดระลอกใหม่ภายในประเทศ คงจะเป็นทั้งตัวเร่งและตัวฉุดเทรนด์การควบรวมกิจการ(M&A) ของบริษัทประกันวินาศภัยในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้มีหลายบริษัทที่มีการเจรจากันอยู่ ดังนั้นหากนักลงทุนมองเศรษฐกิจไทยถดถอยก็คงไม่มีใครกล้าเข้ามาซื้อ เพราะซื้อไปแล้วก็ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ถ้าราคาขายถูกมากๆ นักลงทุนที่มีทุนหนาๆ ก็อาจสนใจเข้ามาซื้อเก็บไว้ก่อน

ทั้งนี้ต้องจับตา “สหมงคลประกันภัย” ที่ก่อนหน้านี้นักลงทุนชาวจีนเข้าซื้อและให้หุ้นส่วนไทยบริหาร แต่สุดท้ายเกิดปัญหาภายในจนส่งผลให้เงินกองทุนติดลบ ทำให้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) มีคำสั่งให้พิจารณางดการรับประกันภัย และให้ปรับปรุงโครงสร้างบริษัทให้แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค.64 ซึ่งต้องรอควาบคืบหน้าว่าจะมีใครใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าการรับประกันภัยต่อเนื่องได้

ล่าสุดแหล่งข่าววงใน กล่าวว่า ทางสหมงคลประกันภัยได้มีหนังสือแจ้งไปยังเลขาธิการ คปภ.ว่า บริษัท เฟดเดอรัล เรียล เอสเตท กรุ๊ป ได้เข้ามาเพิ่มทุนโดยการซื้อหุ้นจำนวน 98 ล้านหุ้น ในอัตราหุ้นละ 2 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 196 ล้านบาท ทั้งนี้อยู่ระหว่างรอเม็ดเงินเข้ามาภายในวันพุธนี้ หลังจากนั้น คปภ.ต้องดำเนินการตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและขั้นตอนทางบัญชีของธนาคารต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการประกันภัย เปิดเผยว่า ความคืบหน้าของ “เอราวัณประกันภัย” ที่มีรายงานว่าบริษัท CV Starr Group จะเข้ามาเทกโอเวอร์เพื่อต้องการทำธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย และได้ไปชักชวนอดีตผู้บริหารเอไอจีเข้ามาร่วมทีม แต่ยังติดปัญหาเรื่องการถือหุ้นโดยต่างชาติ 100% รวมไปถึงเอไอจีประกันภัยที่จะควบรวมกันเองกับบริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์

นอกจากนี้ในปีนี้ยังมีบริษัทประกันต่างชาติที่ถือหุ้นเกิน 50% หรือถือหุ้นเกือบ 100% จะต้องขายหุ้นออกมาตามระยะเวลาผ่อนผันของรัฐบาลไทยเมื่อครบกำหนด 10 ปี เช่น แอกซ่าประกันภัย, ซมโปะประกันภัย, โตเกียวมารีนประกันภัย ซึ่งต้องรอดูเกณฑ์การเปิดเสรีให้ถือหุ้นโดยต่างชาติ 100% ขณะนี้ทาง คปภ.ยังไม่ประกาศออกมา

“ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจะเห็นบริษัทประกันขนาดใหญ่มีการควบรวมแต่งงานกัน จนกระทั่งไซซ์ใหญ่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไซซ์กลางก็จะเล็กลง และไซซ์เล็กก็มีขนาดหดลงต่อเนื่อง จากในอดีตมี 77 บริษัท แต่เมื่อปีที่แล้วเหลือแค่ 56 บริษัท” แหล่งข่าวกล่าว

ปัจจุบันบริษัทประกันวินาศภัยขนาดใหญ่ที่มีเบี้ยประกันมากกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป มีจำนวน 13 บริษัท กินส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 70% บริษัทขนาดกลางที่มีเบี้ยประกัน 1,000-5,000 ล้านบาท มีจำนวน 21 บริษัท ครองมาร์เก็ตแชร์ 27% และบริษัทขนาดเล็ก มีจำนวน 23 บริษัท มีมาร์เก็ตแชร์ 3%

คิดเป็นค่าเฉลี่ยเบี้ยประกันของบริษัทขนาดใหญ่อยู่ที่ 13,142 ล้านบาท บริษัทขนาดกลางอยู่ที่ 3,138 ล้านบาท และบริษัทขนาดเล็กอยู่ที่ 318 ล้านบาท ซึ่งถือว่าบริษัทขนาดเล็กมีไซซ์เล็กกว่าบริษัทไซซ์ใหญ่ถึง 41 เท่า

อย่างไรก็ตามพอร์ตธุรกิจประกันรถยนต์ยังเป็นเจ้าตลาด แต่ที่มาแรงคือประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล

ทั้งนี้ แหล่งข่าวประเมินภาพเศรษฐกิจไทยปี 64 ว่า ช่วงไตรมาสแรกคาดว่าจีดีพีน่าจะซึมติดลบ และคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดว่าจะลากยาวไปถึงไตรมาส 2-3 หรือไม่ เนื่องจากธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจตามน้ำ ถ้ามีการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ก็จะมีการทำประกันภัยเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มีก็คงแย่เหมือนๆ กัน

“เมื่อปีที่แล้วธุรกิจประกันถือว่าโชคดีขายประกันโควิดได้ แต่บางบริษัทก็แย่จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป เช่น เอ็มเอสไอจี, ทูนประกันภัย ผลประกอบการถึงขั้นติดลบ และปีนี้ที่คาดนักท่องเที่ยวจะเข้ามาไทยสัก 10-20 ล้านคน ไม่มาอีกก็แย่กันไปหมด โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร/ร้านอาหาร ที่ไม่มีเงินมาจ่ายค่าเบี้ย” แหล่งข่าวกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...