โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ต้นขั้วสูตรพิสดาร Overhang อัพเกรดอำนาจพรรคเล็ก ต่อรองเก้าอี้การเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 07 เม.ย. 2562 เวลา 03.31 น.

กลายเป็นว่า นาทีนี้ สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีมากมายสารพัดสูตร ทั้งสูตรพรรคการเมือง สูตรนักวิชาการ สูตรบนโลกโซเชียล สูตรที่เชื่อว่าเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงสูตรของอดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร จนไม่รู้ว่า สูตรของใครจริง ของใครเก๊ ของใครเทียม

โดยเฉพาะล็อกที่ 2 ของการคำนวณ ที่เรียกว่า overhang อันมาจากการคำนวณล็อกแรกได้ค่าเฉลี่ยที่นั่ง ส.ส.ต่อ 1 คน + จำนวน ส.ส.พึงมีที่แต่ละพรรคควรจะได้ แต่เมื่อรวมแล้วที่นั่ง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เกิน 150 ที่นั่ง จะต้องมา “เกลี่ย” ที่นั่งกันใหม่

โดยเกลี่ยที่นั่ง ส.ส.ให้กับพรรคที่เรียงตามเศษทศนิยมจากมากไปหาน้อย ให้ได้จำนวนที่นั่ง ส.ส.พอดีกันที่ตัวเลข 150 ซึ่งเรียกว่า overhang

ปัญหามีอยู่ว่า ฝั่งพรรคเพื่อไทย-พรรคอนาคตใหม่ และนักวิชาการ-นักเคลื่อนไหวฝ่ายก้าวหน้า มองว่าสูตร over hang ไม่ควรเกลี่ยคะแนนให้กับพรรคเล็กที่มีค่าเฉลี่ย ส.ส.พึงมีไม่ถึงตัวเลขขั้นต่ำ ประมาณ 71,000 คะแนน

ซึ่งอ้างตาม (5) ของมาตรา 128 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ระบุว่า ถ้าพรรคการเมืองใดมีผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เท่ากับหรือสูงกว่าจํานวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมี ให้พรรคการเมืองนั้น มี ส.ส. ตามจํานวนที่ได้รับจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และให้นํา ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองที่มีจํานวน ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ต่ำกว่าจํานวน ส.ส. ที่พรรคการเมืองนั้นจะพึงมีได้ตามอัตราส่วน แต่ต้องไม่มีผลให้พรรคการเมืองใดดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินจํานวนที่จะพึงมี (ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 71,000 คะแนน)

กับอีกข้างหนึ่งที่อ้างว่ายึดสูตร กกต. คำนวณสูตร over hang แล้ว ปรากฏว่าพรรคเล็กที่ได้เสียงพ็อปพูลาร์โหวต ประมาณ 3 หมื่นคะแนน แต่ไม่ถึง 7 หมื่นคะแนน ก็สมควรได้ ส.ส. จนทำให้เกิดพรรคที่ได้ ส.ส.เพียง 1 เสียงถึง 13 พรรค แม้พรรคเหล่านั้นจะได้เศษทศนิยม ที่วัดการมีเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ระดับ 0.4-0.9 ไม่ถึงจำนวนเต็ม 1 คนก็ตาม

ทว่า… สูตรจริงจะมีแค่สูตรเดียวที่อยู่ในมือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เหลือจะเป็น “สูตรเถื่อน” 

อย่างไรก็ตาม กกต.ยัง “เก็บงำ” สูตรคำนวณ ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณะ และยังตีมึนว่า 7 เสือ กกต.ยังไม่มีมติในส่วนของสูตรคำนวณ

กระทั่งเชิญ 2 กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) “อุดม รัฐอมฤต” และ “ประพันธ์ นัยโกวิท” มาช่วยไขข้อข้องใจในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ มาตรา 128 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

“อุดม” ไขคำตอบถึงพรรคเล็กที่ได้คะแนนไม่ถึง 7 หมื่น แต่ได้มีสิทธิที่จะได้ ส.ส. 1 ที่นั่งว่า ยืนยันในตอนยกร่างกฎหมายลูก เราได้มีการคิดเรื่องปัญหาเหล่านี้ไว้ก่อนแล้ว มีเอกสารยืนยันทั้งหมดว่าเอาคะแนนของทุกพรรค แม้มีจุดทศนิยมก็เอาไปคำนวณเป็นอัตราส่วนด้วย แต่ผลที่ออกมาไปทำลายคุณค่าพรรคที่ได้ 7 หมื่นหรือไม่นั้น อัตราส่วนทำให้คิดได้ว่า 7 หมื่น เป็นตัวเลขคร่าว ๆ ในช่วงต้น ถ้ายึดตัวเลขการยึดอัตราส่วน 500 ที่นั่งกับ 250 คิดไม่เหมือนกัน ถ้าใช้อัตราส่วน 500 จะเห็นว่าพรรคที่ได้เขตไปแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งเกิน จึงมีทั้งคนคิดว่านำคะแนนทุกพรรคที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็เอามาคำนวณ จึงเกิดพรรคที่ได้ 3 หมื่นกว่าคะแนนได้ที่นั่งด้วย

ขณะที่ค้นลงไปในวันที่ตัวแทน กกต.มาฉายสูตร ให้กับ กรธ. อันถือเป็น “สูตรต้นตำรับแท้ ๆ” เมื่อ 7 พ.ย. 2560 มี “สมิหรา เหล็กพรหม” ในฐานะรองผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ 1 (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งปัจจุบันขยับตำแหน่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการ ได้กล่าวถึงขั้นตอน “สูตร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ overhang” ว่า

“ขั้นตอนแรกนำคะแนนรวมของ ส.ส. แบ่งเขตทุกพรรค ที่ส่งบัญชีรายชื่อ รวมกัน หารด้วยจำนวน ส.ส. 500 คน เป็นคะแนนเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน และนำไปคิด ส.ส.พึงมี เมื่อพบว่าพรรคการเมืองใด มี ส.ส.แบบแบ่งเขต เกิน ส.ส.พึงมี ก็ให้พรรคนั้น ได้ ส.ส.เขตในจำนวนที่ได้รับ และเมื่อพบว่าจำนวน ส.ส.เขตที่เกิน ไปกินจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้ทำการปรับลดสัดส่วนที่เกินจาก 150 ที่นั่ง ให้เหลือ 150 ที่นั่ง ด้วยวิธีการเทียบบัญญัติไตรยางศ์”

“เช่น หากเกินมา 151 คน พรรค ก ได้บัญชีรายชื่อ 35 ที่นั่ง ถ้า 150 คน พรรค ก. จะได้เท่าไหร่ เมื่อคำนวณแล้วพบว่า ที่นั่งลดลงมาเหลือ 34.7682 คน และจะคิดเช่นนื้ทุกพรรค ยกเว้นพรรคที่ overhang เมื่อคิดในภาพรวมเสร็จแล้ว วิธีการคิดให้คิดจำนวนเต็มก่อนทุกพรรค สมมติว่าผลลัพธ์รวมกันได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ทั้งหมด 141 คน ขาด 9 คน อีก 9 คน

“ให้ไปพิจารณาเศษทศนิยมที่เหลือโดยเรียงลำดับพรรคจากมากไปหาน้อย เพื่อให้ครบ 150 คน”

ดังนั้น 13 พรรคเล็ก 1 เสียงที่รวมกันเป็น “ขั้วตัวแปร” 13 พรรค ที่มีลำดับเลขทศนิยมมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดของทุกสูตร คือ พลังปวงชนไทย พลังชาติไทย ประชาภิวัฒน์ พลังไทยรักไทย ไทยศรีวิไลย์ ประชานิยม ครูไทยเพื่อประชาชน ประชาธรรมไทย ประชาชนปฏิรูป พลเมืองไทย ประชาธิปไตยใหม่ พลังธรรมใหม่ ซึ่งไทรักธรรมเป็นอันดับสุดท้ายที่มีแนวโน้มจะได้ ส.ส. 1 คน แม้มีคะแนนพ็อปพูลาร์แค่ 33,748 เสียง ทำให้กลุ่มก้อนพรรคเล็ก มีพลังต่อรองตำแหน่งการเมือง

ทว่า “สมชัย ศรีสุทธิยากร” สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีต กกต.เตือนว่า “คนที่มีอำนาจตัดสินเรื่องนี้ คือ กกต. 7 ท่าน จะถูกหรือผิด จะเชื่อ กรธ. เชื่อเจ้าหน้าที่ เชื่อพรรค เชื่อนักวิชาการ หรือเชื่อ-ไม่เชื่อคนนอกอย่างผม ล้วนเป็นสิทธิและอำนาจของ กกต.ที่จะตัดสิน เพียงแต่เมื่อตัดสินใจไปทางใดแล้ว คือความรับผิดชอบของท่านเอง ห้ามโทษผู้อื่นว่าแนะนำมาผิด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...