โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังเผชิญ ‘แรงเสียดทาน’ ท้าทายรอบด้าน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 28 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

เศรษฐกิจไทย” แรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งการส่งออกที่เริ่มชะลอลงแรง ภาคการท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามคาด ความล่าช้าในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และความเสี่ยงด้านการลงทุนที่อาจไหลออกจากประเทศ ล่าสุดเจอความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

เหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อ “เศรษฐกิจไทย” มากขึ้น โดยนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า เลวร้ายสุดเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำไปแตะระดับที่ 1.2% ในปีนี้ และผลกระทบยังลากยาวต่อเนื่องถึงปี 2569 ที่อาจทำให้เศรษฐกิจยิ่งตกต่ำ และจะเห็นการเติบโตเพียง 1.1%

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยต่ำลง และปี 2568 เติบโตเพียง 1.2% จากเดิมปรับประมาณการลดลงเมื่อกลางปี เหลือ 1.4% จากความเสี่ยงหลายด้าน

ทั้งความไม่แน่นอนนโยบายการค้า ความล่าช้าเจรจาเศรษฐกิจ และแนวโน้มการส่งออกเริ่มติดลบระดับสองหลักครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3-4 มีแนวโน้มติดลบเล็กน้อยทำให้เข้าภาวะ Technical Recession ได้ แม้ไม่รุนแรงในเชิงตัวเลขแต่ส่งผลความเชื่อมั่น และการตัดสินใจลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ภาษีนำเข้าในตลาดหลักเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อต้นทุนการผลิต และกระทบการตัดสินใจลงทุนระยะยาว หากโครงสร้างภาษีนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญต่ำกว่าไทย

“ไทยถูกจัดเก็บภาษี 36% บางประเทศได้ดีลต่ำกว่า 20% ทำให้ผู้ผลิตเริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกจากไทย แม้ยังไม่เห็นการย้ายจริง แต่มีคำสั่งซื้อจำนวนหนึ่งถูกสวิตช์ไปประเทศอื่น สะท้อนความเสี่ยงการลงทุนไม่ไหลเข้าประเทศ และอาจถอนการลงทุนในระยะกลางซึ่งน่าห่วงมาก

สำหรับการท่องเที่ยวน่าห่วงกว่าที่คิด และล่าสุดปรับตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 32 ล้านคน จากเดิมมองที่ 37.5 ล้านคน

ส่วนภาคการเงินน่าห่วงต่อเนื่องจากสินเชื่อหดตัว 2 ปีติด ยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางที่เป็นอีกแรงฉุดสำคัญ และภายใต้สินเชื่อติดลบปีนี้ คาดว่าปีหน้าอาจติดลบอีก สะท้อนความเปราะบางของภาคเอกชน และผู้บริโภค การหดตัวของสินเชื่อหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ขยายตัวหรือชะลอลงชัดเจนระดับฐานราก

ดังนั้น จากภาพเศรษฐกิจที่แย่กว่าคาด มีโอกาสช่วงที่เหลือปี 2568 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง และอาจลดแรงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 0.50% หากสถานการณ์บีบคั้นจนต้องใช้กระสุนดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ภาวะวิกฤติ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยไม่จำกัดในปีนี้ แต่ปีหน้าเศรษฐกิจไทยน่าห่วงขึ้น โดยจีดีพีอาจขยายตัวเพียง 1.1% จากความเสี่ยงมากขึ้น เพราะไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจเหลือ ไม่ว่าจะเป็นส่งออก การลงทุนหรือการบริโภค ทั้งจากเสี่ยงจากการเมืองโลก การค้าชายแดน หรือสงครามการค้าใหม่ที่อาจตามมา

  • ไทยไม่มีเครื่องยนต์ใหม่หนุนเติบโต

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจน่ากังวล โดยเฉพาะความเสี่ยงช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นเศรษฐกิจติดลบได้ โดยปัญหาใหญ่ คือ ไม่มีเครื่องยนต์เศรษฐกิจมาขับเคลื่อนการเติบโตเลย ทำให้ช่วงครึ่งปีหลัง โมเมนตัมของเศรษฐกิจน่าจะชะลอตัวลงช่วงปลายปีนี้ และต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า

ทั้งนี้ เกียรตินาคินภัทร ประเมินจีดีพีปีนี้ 1.6% แต่มีความเสี่ยงต่ำกว่าประเมินจากความเสี่ยงสูงขึ้น และในครึ่งปีหลังอาจเห็นจีดีพีติดลบไตรมาสต่อไตรมาส หากเทียบครึ่งปีแรกทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ดังนั้น เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยต่ำกว่าประเมินไว้ และอาจเห็นเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคช่วงครึ่งปีหลังได้

รวมทั้งสงครามการค้าเป็นความเสี่ยงใหญ่สุด โดยหากไทยถูกสหรัฐเก็บภาษีอัตรา 36% เป็นเรื่องใหญ่มาก จากที่คาดไว้ 10-15% ดังนั้นจะกระทบเศรษฐกิจไทยชัดเจน โดยส่งออกครึ่งปีหลังจะหดตัวรุนแรง

และสิ่งที่น่ากลัวคือ การที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีเพิ่มกับประเทศที่มีสินค้าที่มีส่วนประกอบจากจีน 20-30% เหล่านี้ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น และกระทบต่อการลงทุนใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นตัวที่อิมแพคเศรษฐกิจมากที่สุด จากความเสี่ยงว่าภาคการท่องเที่ยวจะแย่กว่าที่คาด รวมถึงความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาที่แม้มีผลต่อเศรษฐกิจโดยตรงอาจไม่มาก แต่จะกระทบความเชื่อมั่น

  • เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะงักงัน-ถดถอยทางเทคนิค

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเสี่ยงขาลงมากขึ้น (downside risk) จากความไม่แน่นอนสงครามการค้าที่มีน้ำหนักมากสุด เพราะจะกระทบบรรยากาศการลงทุนระยะยาวปีนี้ และปีหน้า

โดยมีเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.68 หากภาษีไทยสูงกว่าคู่แข่งที่มีตั้งแต่ 19-25% แต่หากไทยอยู่ที่ 36% หรือสูงกว่าจะเป็นความเสี่ยงมาก

ทั้งนี้จะกระทบการลงทุนอาจทำให้ต่างชาติที่วางแผนย้ายฐานการผลิตมาไทยเลือกไปประเทศอื่นแม้ไทยมีข้อได้เปรียบ ส่วนการส่งออกอาจติดลบหนักกว่าที่คิด และไทยเจอปัญหาการสวมสิทธิจีน

นอกจากนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยมาจากความไม่แน่นอนการเมืองในประเทศ โดยต้องติดตามการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในเดือนส.ค.2568 ว่าจะเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ ดังนั้นนักลงทุนรอความชัดเจนอาจทำให้บรรยากาศการลงทุนซบเซาขึ้น

ส่วนประเด็นความขัดแย้งกับกัมพูชาหวังว่าจะจบลงได้เร็ว และกลับสู่โต๊ะเจรจา แต่น่ากังวลต่อภาพรวม ซึ่งไม่ใช่แค่การค้าไทย-กัมพูชา ที่มีสัดส่วนเพียง 3% แต่ที่กังวลการลงทุนเพราะต่างชาติอาจชะลอ และไม่ลงทุนในประเทศที่มีสงครามหรือมีความขัดแย้งระหว่างประเทศ

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเติบโตต่ำกว่า 1.8% ในปีนี้ โดยมองว่าสถานการณ์ดีที่สุดของเศรษฐกิจไทยคือภาวะ stagnation หรือเศรษฐกิจไม่ขยายตัวเลยเมื่อเทียบรายไตรมาส แต่กรณีเลวร้ายที่สุด หากการเจรจาการค้าล้มเหลว หรือปัญหาการเมืองรุนแรง จีดีพีไทยอาจลดลงไปที่ 1.4% และเกิด technical recession ได้

  • เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ท้ายแถวภูมิภาคแย่กว่าโควิด

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 1.5% ในปีนี้ และปีหน้าแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอลงอีก โดยคาดอยู่เพียง 1.4% เป็นภาพที่แย่กว่าปีนี้ โดยเศรษฐกิจไทยน่าห่วงแม้จีดีพีไม่หดตัวถึงขั้นวิกฤติ แต่การเติบโตระดับต่ำติดต่อกันโดยที่ยังไม่เห็นจุดต่ำสุดเป็นสิ่งน่ากังวล

ทั้งนี้ การพึ่งพาเครื่องยนต์ภายนอกทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยวที่ไม่ดีพร้อมกัน อีกทั้งยังขาดเครื่องยนต์ภายในมาช่วยขับเคลื่อน โดยปกติแล้วหากเครื่องยนต์หนึ่งดับ อีกเครื่องยนต์ยังไปต่อได้ แต่ตอนนี้ไม่เห็นเครื่องยนต์ใหม่มาช่วย ดังนั้นภายใต้ข้อจำกัดที่มากขึ้น

“หากเปรียบเทียบจีดีพีระดับ 1.5% หรือ 1.4% ปีหน้า แต่สำหรับไทยดูเหมือนอยู่ท้ายแถวภูมิภาค และกังวลกว่าช่วงโควิด-19 เพราะช่วงนั้นชัดเจนว่ากระทบท่องเที่ยว และเมื่อเปิดประเทศก็รู้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมา แต่ปัจจุบันซึมยาวไม่รู้ว่ากระทบกว้างขวางแค่ไหน และหลายธุรกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่จากโควิด-19 ทำให้แผลเก่ายังอยู่

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายเศรษฐศาสตร์ ประจำประเทศไทย และเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ 2% มาจากครึ่งปีแรกเติบโตค่อนข้างมาก ทำให้ภาพทั้งปีอาจไม่ได้แย่เหมือนที่คิด

แม้จุดน่าเป็นห่วงมีมากขึ้นในครึ่งปีหลัง ที่เศรษฐกิจไทยอาจปรับลดลงเหลือเพียง 1% เท่านั้น

ทั้งนี้ยอมรับว่าปัจจัยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย มีเพิ่มขึ้นแม้ว่าการประเมินการเติบโตของครึ่งปีหลังที่ 1% เป็นระดับที่ค่อนข้างระมัดระวังในระดับหนึ่งแล้ว แต่เราก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะความเสี่ยงเหล่านี้ยังคงเพิ่มความไม่แน่นอนให้มากยิ่งขึ้น

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...