โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PCE ติดโผ ESG100 ปีแรก ปักหมุดรายได้ ปี 68 แตะ 3 หมื่นลบ. มุ่งสู่การเติบโตยั่งยืน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 06.17 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ผู้นำอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรที่มีความพร้อมการจัดการระบบซัพพลายเชน เปิดเผยว่า การที่บริษัทฯ ได้รับการคัดเลือกเข้าทำเนียบ ESG100 จากสถาบันไทยพัฒน์ เนื่องจากดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental Social and Governance: ESG) จากการประเมินหลักทรัพย์จดทะเบียน ในปี พ.ศ. 2568 ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน

สถาบันไทยพัฒน์ โดยหน่วยงาน ESG Rating ซึ่งเป็นผู้พัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจในประเทศไทย และเป็นผู้จัดทำข้อมูลกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ได้จัดทำรายชื่อหลักทรัพย์ ด้วยการคัดเลือกจาก 921 บริษัท/กองทุน/ทรัสต์เพื่อการลงทุน ประเมินโดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ ESG จาก 6 แหล่ง จำนวนกว่า 17,056 จุดข้อมูล และ PCE จัดอยู่ในกลุ่มหลักทรัพย์ ซึ่งได้เข้าอยู่ในทำเนียบ ESG100 เป็นครั้งแรกในปีนี้

หลักทรัพย์กลุ่ม ESG100 ที่ได้รับคัดเลือกในปี 2568 จะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าในการปรับหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของ Thaipat ESG Index ประจำปี สำหรับใช้เป็นดัชนีเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน (Benchmark Index) และใช้เป็นดัชนีอ้างอิงสำหรับการลงทุนแก่บริษัทจัดการลงทุนที่มีการให้บริการผลิตภัณฑ์การลงทุนในธีม ESG

“การที่ PCE ได้รับคัดเลือกเข้าทำเนียบ ESG100 ของสถาบันไทยพัฒน์ ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยผนวกแนวทางรักษ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลักทั้งภายในและภายนอกองค์กร มุ่งสร้างสมดุลตามหลัก ESG ครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ควบคู่กับมิติเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความก้าวหน้าและความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจเสมอมา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพรพิพัฒน์ กล่าว

ปัจจุบัน PCE มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณการบริโภคทรัพยากร สร้างระบบจัดการของเสียและมลพิษอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งสร้างสมดุลตามหลัก ESG ควบคู่กับมิติเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานและทิศทางของประเทศสู่การเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608

สำหรับในไตรมาส 1/2568 กลุ่มบริษัท PCE มีความคืบหน้างานด้าน ESG เช่น ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Corporate Carbon Footprint; CFO) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 โดยมีบริษัท ทูฟ นอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทวนสอบ, กลุ่มธุรกิจโรงงานในเครือ ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 50001 (Energy Management Systems) จากบริษัท ทูฟ นอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 แสดงถึงความมุ่งมั่นปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินการตรวจสอบและทวนสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตตามกฎหมาย EU Deforestation Regulation (EUDR) โดยร่วมมือกับ NECTEC เพื่อให้มั่นใจว่า สินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านอื่น ๆ ได้แก่ การเข้าร่วม SET ESG Ratings และ FTSE Russell ESG Scores และการเตรียมขอรับรอง ISO 45001 เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน

PCE มีทิศทางชัดเจนในการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ EUDR และ GGL เพื่อรองรับการขยายโอกาสทางการตลาดในระยะยาว นอกจากนี้ยังดำเนินงานเชิงรุกร่วมกับชุมชนและหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันผลกระทบจากการจัดการน้ำมันพืชอย่างไม่ถูกวิธี” นายพรพิพัฒน์ กล่าว

โดยไตรมาสแรกปีนี้รวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วได้ 14,964 กิโลกรัม และมีโครงการรับซื้อน้ำมันพืชใช้แล้วกว่า 50,000 กิโลกรัมนำไปต่อยอดผลิตเป็นน้ำมันอากาศยานยั่งยืน และยังได้จัดตั้งจุดรับแลกน้ำมันพืชใช้แล้วกับน้ำมันปาล์มโอเลอิน รินทิพย์ ภายใต้โครงการ “ทิ้งไปเสียดายแย่” ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายครัวเรือนได้กว่า 423,756.00 บาท ขณะที่อนาคตมีแผนขยายความร่วมมือ กับภาควิชาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหน่วยงานราชการ ท้องถิ่น โรงเรียน มหาวิทยาลัยในภาคใต้

ในปี 2568 คาดว่ารายได้จะเติบโตอย่างต่อเนื่องแตะระดับ 30,000 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มที่ดีต่อการส่งออกน้ำมันปาล์มไปยังตลาดจีนและอินเดีย พร้อมเตรียมแผนขยายกำลังการผลิตโดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและขยายช่องทางจัดจำหน่าย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ให้ความสำคัญการพัฒนากลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ผ่านการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ และให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...