โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

S&P Global Ratings ชี้ ‘การเมืองไทยไม่นิ่ง-ความไม่แน่นอนภายนอก’ อุปสรรคขวางการอัปเกรดอันดับเครดิตประเทศ

THE STANDARD

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 00.21 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 00.21 น. • thestandard.co
S&P Global Ratings ชี้ ‘การเมืองไทยไม่นิ่ง-ความไม่แน่นอนภายนอก’ อุปสรรคขวางการอัปเกรดอันดับเครดิตประเทศ

Kim Eng Tan กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ S&P Global Ratings กล่าวว่า สภาวะการเมืองไทยที่ไม่นิ่ง และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงอันดับเครดิตประเทศ (Sovereign Credit Rating)

พร้อมระบุว่า “โครงสร้างเศรษฐกิจไทยก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถ่วงตัวชี้วัดด้านเครดิตสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายก็สามารถลดแรงกดดันเหล่านี้ลงได้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันสถานการณ์” Kim Eng Tan กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ “Thailand Credit Spotlight 2025:Navigating Global Trade Shifts” ที่จัดขึ้นโดย S&P Global Ratings และ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด

ปัจจุบัน S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดย S&P คงอันดับประเทศไทยที่ BBB+ มาตั้งแต่ปี 2547 แล้ว

การเมืองไทยไม่นิ่ง ปัจจัยขัดขวางการอัปเกรดเครดิตเรตติ้งประเทศ

Kim Eng Tan ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองปัจจุบัน ยังไม่ทำให้การจัดอันดับความน่าเชื่อถือแย่ลงในตอนนี้ แต่ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้ไทยถูกปรับเพิ่มอันดับเครดิตให้ดีขึ้น

“อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางการเมืองยืดเยื้อออกไปเป็นเวลานาน ก็อาจถึงจุดที่ปัจจัยนี้ฉุดรั้งอันดับความน่าเชื่อถือให้ลดลงได้ในที่สุด แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นนั้น” Kim Eng Tan กล่าว

มอง ‘ภาษีทรัมป์’ ไม่น่าส่งผลต่ออันดับเครดิตไทย

Kim Eng Tan ยอมรับว่า หากสหรัฐฯ มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตราปัจจุบัน ตามที่มีการประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ S&P อาจปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศคู่แข่งได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

อย่างไรก็ตาม S&P ประเมินว่า มาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ไม่น่าจะส่งผลโดยตรงให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มหรืออันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากตัวชี้วัดโดยรวมของไทยยังคงมีความยืดหยุ่นสูง

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน S&P คาดว่า ในปี 2568 และ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ 2.3% และ 2.6% ตามลำดับ แต่ยังต้องจับตาความไม่แน่นอนจากภายนอก โดยเฉพาะนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ

ห่วงโครงสร้างส่งออกไทยกดศักยภาพโตระยะยาว

Kim Eng Tan แสดงความเห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของบางประเทศในภูมิภาคช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญมาจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน แล็ปท็อประดับสูง

ในกรณีของประเทศไทย แม้ปัจจุบันจะมีการส่งออกอุปกรณ์โทรคมนาคมจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึงโทรศัพท์มือถือ แต่ S&P ชี้ให้เห็นว่า การส่งออกส่วนใหญ่ยังคงเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งความต้องการในอนาคตคาดว่าจะไม่แข็งแกร่ง และยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาขาลงอย่างต่อเนื่อง

S&P ประเมินว่า สถานการณ์นี้สะท้อนว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยอาจยังไม่สามารถดึงดูดการส่งออกที่มีมูลค่าสูงได้มากเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยไม่แข็งแกร่งเท่าที่ควร

ชี้โครงสร้างส่งออกไทยไม่เปลี่ยน สวนทางเวียดนามมุ่งสู่สินค้ามูลค่าสูง

Kim Eng Tan มองว่า โครงสร้างการส่งออกของไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ‘ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากนัก’ แตกต่างจากกรณีของเวียดนาม ซึ่งอาจส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

S&P ระบุว่า โครงสร้างการส่งออกของเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดียวกันนี้ ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มากขึ้น

“เวียดนามมีความกระตือรือร้นอย่างมากกับการยกระดับตัวเองขึ้นไปในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) โดยเห็นได้ชัดว่าเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับนโยบายที่มุ่งผลักดันเรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นในประเทศ”

เปิดปัจจัยหนุนการปรับเพิ่มอันดับเครดิตประเทศ

Kim Eng Tan แสดงความเห็นว่า หากรัฐบาลไทยสามารถ ‘ฟื้นฟูงบดุล’ ให้ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย ‘ปรับปรุงตัวชี้วัดพื้นฐาน’ และเปิดโอกาสให้ S&P สามารถ ‘ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ’ ของประเทศไทยได้ในอนาคต

นอกจากนี้ S&P ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่รัฐบาลจะต้องแสดงให้เห็นถึง ‘ความมุ่งมั่นที่มากขึ้นในการวางแผนระยะยาว’ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ‘การนำแผนไปปฏิบัติให้เกิดผล’ อย่างจริงจัง ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยได้

หนี้ไทยพุ่ง ส่วนหนึ่งมาจาก GDP โตช้า

Kim Eng Tan ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่หนี้ภาครัฐของประเทศส่วนใหญ่มีเสถียรภาพหรือลดลง แต่หนี้สาธารณะไทยกลับ ‘เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ’ โดย S&P อธิบายว่า แม้การขาดดุลงบประมาณของไทยจะไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบแบบปีต่อปี แต่สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้รัฐบาลไทยสูงกว่าในอดีต คือการเติบโตของ GDP ที่ไม่ทันกับการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ

“แม้หนี้สาธารณะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าประเทศอื่น แต่ GDP ไทยเติบโตช้ากว่ามาก อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะแย่ลงได้ แม้ว่าการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลไทยจะค่อนข้างน้อยก็ตาม”

ตามข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะระบุว่า หนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 65.08% ต่อ GDP ณ เดือนพฤษภาคม 2568 จากช่วงก่อนโควิดที่เคยอยู่ระดับราว 41% ต่อ GDP

โดยสถานการณ์เดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับหนี้ครัวเรือนของไทย ซึ่งตอนนี้อยู่ในอันดับสูงอันดับต้นๆ ของโลก Kim Eng Tan เตือนว่า ภาครัฐอาจประเมินสถานการณ์ผิดพลาด หากคุ้นชินกับการเติบโตของ GDP ในอดีตที่เคยสูง (8-9%) และเห็นหนี้ครัวเรือนเติบโตในอัตราใกล้เคียงกัน (10-12%) ก็จะไม่กังวลมากนัก แต่เมื่อการเติบโตของ GDP ชะลอตัวลงเหลือเพียง 3-5% การยอมให้หนี้ครัวเรือนที่สูงเช่นเดิมจึงกลายเป็นการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ และนี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมหนี้ครัวเรือนไทยจึงสูงกว่าหลายประเทศ

‘สุขภาพ-การศึกษา-ดึงดูดลงทุน’ กุญแจสำคัญยกอันดับเครดิตไทย

นอกจากนี้ Kim Eng Tan ยังให้ความเห็นว่า เพื่อจะยกระดับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ (Healthcare) การศึกษา (Education) และการดึงดูดการลงทุน (Investment Attraction)

S&P เน้นย้ำว่า ประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องการ ‘นโยบายที่ชัดเจน’ จากภาครัฐ เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพแรงงาน และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม และนำไปสู่การปรับปรุงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยได้ในที่สุด

อัตราดอกเบี้ยต่ำคือข้อได้เปรียบ

Kim Eng Tan กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญของไทยคือ ‘อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก’ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แม้แต่ประเทศที่มีรายได้สูงก็ยังมีอัตราดอกเบี้ย และอัตราผลตอบแทนระยะยาวที่ต่ำกว่าไทย โดยปัจจัยนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการจัดการกับปัญหาหนี้สินที่สูงของภาครัฐ และเอกชน และทำให้มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...