โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ทุน-สินค้าจีน’บุกไทย! แนะรัฐเข้ม‘มาตรฐาน-โปร่งใส’เปลี่ยนแรงต้านสู่โอกาสทางเศรษฐกิจ

แนวหน้า

เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

27 พ.ค. 2568 รศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในประเด็นกระแสต่อต้านทุนจีนและสินค้าจีนที่เข้ามาในประเทศไทย ที่เกิดขึ้นอย่างมากในสื่อสังคมออนไลน์ ว่า เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนที่ต้องแยกออกมาทำความเข้าใจ คือ 1.การค้า (Trade) คือนำเข้าส้นค้า ซึ่งจริงๆ ไทยก็นำเข้าสินค้าจากจีนอยู่มาก เพราะตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) คือโรงงานประกอบ ส่วนจีนก็เป็นโรงงานผลิต (Manufacturing) ขนาดใหญ่ ชิ้นส่วนจากจีนจึงถูกนำเข้ามาประกอบในไทยเพื่อส่งออก

ซึ่งปัญหาเรื่องการนำเข้า คำถามแรกที่ต้องคิดคือเหตุใดจึงมาเกิดขึ้นในช่วงนี้? ทั้งที่จีนส่งสินค้าไปขายในตลาดโลก อีกทั้งตลาดภายในประเทศของจีนเองก็ใหญ่เพราะมีประชากรมาก (Economy of Scale) ถึงขั้นที่บางคนบอกว่าต่อให้จีนปิดประเทศซื้อ – ขายกันเองก็อยู่ได้ ดังนั้นก็น่าจะมีปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ในประเทศไทยเองด้วยที่ทำให้เราสู้เขาไม่ได้ ซึ่งตนเชื่อว่าเชื่อมโยงกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และผลกระทบที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่มีแรงที่จะต่อสู้

โดยหากไปดูตัวเลขปริมาณสินเชื่อที่เข้าระบบสินเชื่อภายในประเทศที่ให้แก่ภาคเอกชน (Private Domestic Credit) ของประเทศไทย มีลักษณะเป็นเส้นตรงขนานแกนนอน หรือแบนราบ (Flat) ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กล่าวคือ สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 หากไม่นับปี 2563 ซึ่งปีนั้นจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีไม่มากนัก แต่สถานการณ์มารุนแรงในปี 2564 ที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและต้องล็อกดาวน์กันเกือบตลอดทั้งปี เมื่อระบบสินเชื่อนิ่ง ก็เท่ากับเม็ดเงินจากสินเชื่อที่ไหลเข้าสู่กิจการต่างๆ ให้พวกเขามีแรงสู้ต่อไปได้นั้นย่อมลดลง

“นั่นคือเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยอ่อนแอ แล้วเวลาเจอแบบนี้ก็เหมือนกับลองคิดสภาพว่าเราทำของแข่งกับเขาแล้วเราเจอของถูก วิธีสู้อย่างหนึ่งคือเราหยุดทำของเราบางส่วน เอาของเขามาต่อยอดแล้วดัดแปลงของขาย แต่วันนี้อาการไม่เกิดขึ้นอย่างนี้ ผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งผู้ประกอบการไทยอ่อนแอไม่มีแรงจะสู้ ไม่มีสายป่านจะสู้เลย” รศ.ดร.อาชนัน กล่าว

รศ.ดร.อาชนัน กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยรับมือสถานการณ์โควิด-19 ไม่ถูกวิธี ซึ่งตนไม่โทษใครเพราะเข้าใจว่าเป็นเรื่องใหม่ ทุกคนไม่รู้แล้วก็มองไปว่าเหมือนกับวิกฤติครั้งก่อนๆ เช่น วิกฤติต้มยำกุ้ง มีการพูดกันไปว่ามีโอกาสในวิกฤติ แต่ก็พูดกันไปเรื่อยๆ โดยไม่ช่วยอะไร ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัวทั้งที่สถานการณ์โรคระบาดผ่านพ้นไปแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราไปช่วยกิจการที่ไปไม่รอดแล้ว ในขณะที่กิจการที่ยังอยู่นั้นไม่ได้รับความช่วยเหลือ ผลคือกิจการกลุ่มหลังนี้ก็มีแต่จะตายลงไปเรื่อยๆ

โดยหากแบ่งกิจการขนาดเล็ก (S) และขนาดกลาง (M) ออกจากกัน ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางจะมีแรงงานประมาณหลักร้อยคน กลุ่มนี้การปิดกิจการทำได้ลำบากแต่จะอยู่ต่อไปก็เหนื่อยเพราะต้องอุ้มค่าใช้จ่าย แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กมีอะไรเกิดขึ้นก็สามารถปิดกิจการได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่ การตายแล้วเกิดใหม่ของกิจการขนาดเล็กสามารถทำได้ง่ายกว่า

ดังนั้นในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 กิจการขนาดเล็กจึงออกไป ส่วนกิจการขนาดกลางยังติดค้างอยู่ ต้องยอมกลืนเลือดโดยหวังว่าในอนาคตอันใกล้จะดีขึ้น แต่เราไม่ได้ช่วยกิจการกลุ่มหลังนี้ จึงเข้าทำนองเตี้ยอุ้มค่อม เมื่อบวกกับสถานการณ์เศรษฐกิจในจีนที่เกิดฟองสบู่แตก ซึ่งต้องเข้าใจว่าจีนเป็นวิถีคอมมิวนิสต์ เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นสิ่งแรกที่ผู้คนจะทำคือรัดเข็มขัดลดการบริโภคลง ผลคือสินค้าที่ผลิตในจีนเกิดภาวะล้นตลาด จึงทะลักออกมานอกประเทศ

คำถามที่ตามมาคือแล้วสินค้าจีนทะลักไปไหน? หากดูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ใช้ภาษีเป็นเกณฑ์ สิ่งที่ควรจะเป็นคือสินค้าจีนน่าจะต้องไหลไปสิงคโปร์และมาเลเซียมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงกลับไปพบมากในอินโดนีเซีย ไทย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจทำให้ผู้คนในประเทศเหล่านี้เปลี่ยนรสนิยมในการบริโภคสินค้า เน้นราคาถูกเข้าว่าโดยยอมมองข้ามคุณภาพ อย่างในกรณีของไทย ผู้ประกอบการอ่อนแอส่วนหนึ่ง ผู้บริโภคก็ไม่ไหวอีกส่วนหนึ่ง

โดยเหตุที่สิงคโปร์ไม่พบสถานการณ์แบบเดียวกับไทย เพราะวิธีช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 คือการพยายามประคองกิจการที่ยังดิ้นรนต่อสู้อยู่ไม่ให้ปิดตัวลง ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการมั่นใจว่าภาครัฐพร้อมช่วยประคอง ก็จะเริ่มคิดว่าแล้วในส่วนของตนเองจะทำอย่างไรได้บ้างให้กิจการอยู่รอด ต่างจากไทยที่ภาครัฐมุ่งไปช่วยกิจการที่ไม่รอดแล้ว ผลคือมีเสียงร่ำลือกันว่าหลายกิจการเถ้าแก่กับลูกน้องรวมหัวกันแกล้งทำเป็นปิดตัวแต่ไม่ไดแยกย้ายไปไหน เพื่อให้ลูกน้องเข้าข่ายได้รับสิทธิ์ประกันการว่างงานจากประกันสังคม

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ 2.การลงทุน (Invest) มีทุนจีนหลั่งไหลออกมาในลักษณะของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แล้วเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย ที่เป็นแบบนี้เพราะสถานการณ์ภายในประเทศจีน ประชาชนกังวลกับระบอบการปกครองที่ไม่แน่นอน โดยหากย้อนไปดูสมัยเติ้งเสี่ยวผิงเป็นผู้นำสูงสุดของจีน ต้งแต่นั้นมาทิศทางของจีนค่อนข้างชัดเจนว่าเริ่มหันเข้าหาตะวันตก เช่น เปิดเสรีทางการค้า อนุญาตให้ปัจเจกชนถือครองทรัพย์สิน ใครขยันทำมาหากินก็สามารถมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาได้

แต่ ณ ปัจจุบันกลับเริ่มมีจุดเปลี่ยน เริ่มมองเห็นความไม่แน่นอน อย่างประธานสภาหอการค้ายุโรปในจีนก็ยังเคยออกมาพูดว่าสถานการณ์ของจีน ณ เวลานี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว โดยก่อนหน้านี้ค่อนข้างอะลุ้มอล่วย เกิดปัญหาขึ้นเมื่อพูดคุยกับรัฐก็พยายามแก้ไขกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย แต่สถานการณ์ปัจจุบันเริ่มคาดเดาได้ยากขึ้น หรืออย่างกรณีของ แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีชาวจีนเจ้าของบริษัทอาลีบาบา อยู่ดีๆ ก็หายตัวไป เหตุการณ์แบบนี้หมายถึงอะไร แบบนี้คนเป็นนักลงทุนก็งง รวมถึงชาวจีนเองก็งง

“คนที่เคยผ่าน 2 ระบบมา เขารู้ว่าถ้ากลับไประบบเดิมมันเป็นอย่างไร ดังนั้นคนจีนก็จะแห่ออกมาระดับหนึ่ง แห่ออกมาถามว่าผิดไหม? เขาแห่ออกมาไม่ผิด แต่เราเองเรารับมือกับการแห่ออกมาอย่างไร? เรา Treat (ดูแล) เขาอย่างไร? แล้วเรามีช่องโหว่ทางกฎหมายไหม? เราทำให้เขาได้เปรียบคนไทยหรือเปล่า? อย่างเช่นเขามาแล้วเราไปตื่นเต้นกับ Volume (ปริมาณ) ใหญ่ๆ โดยที่ลืมนึกไปว่ากระบวนการผลิตมันไม่มีอะไรเลย อย่างนี้เราขันน็อตตรงนี้ได้ไหม? ซึ่งตรงนี้ผมว่ามันเป็นปัญหาอยู่ที่เราแล้วว่าเราจะ Manage (บริหารจัดการ) เรื่องนี้อย่างไร?” รศ.ดร.อาชนัน ระบุ

รศ.ดร.อาชนัน ยังกล่าวอีกว่า อย่างการก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คำถามคือทางการไทยได้ตรวจสอบกิจการเหล่านี้อย่างไรว่ามีการผลิตจริงมาก – น้อยเพียงใด หากตรวจโดยวิธีการให้หน่วยงานหนึ่งเข้าไปตรวจโรงงาน เห็นมีแม่พิมพ์ เห็นเครื่องยังอุ่นๆ อยู่ แต่ไม่รู้เรื่องเอกสาร (Paperwork) ว่าโรงงานนั้นมีกระบวนการผลิตอย่างไร ขณะที่อีกหน่วยงานหนึ่งไปตรวจตามจุดหรือด่าน (Checkpoint) แล้วเขียนเอกสารขึ้นมา แต่ทั้ง 2 หน่วยงานไม่ได้คุยกัน แบบนี้คือความผิดพลาด

โดยสรุปแล้วทางออกของเรื่องนี้ หากเป็นเรื่องการค้าต้องไปดูเรื่องสินเชื่อ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการสู้ต่อไปได้ และไม่ใช่สินเชื่อแบบพึ่งพาธนาคารเพียงอย่างเดียว อย่างที่ในอดีตประเทศไทยเคยมีการให้สินเชื่อพร้อมเงื่อนไขการปรับโครงสร้าง ผ่านกลไกของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IFCT) ตนมองว่าต้องฟื้นแนวทางดังกล่าวกลับมาเพื่อแก้ปัญหา แม้จะช้าไปแล้ว มีคนเจ็บคนตายแล้ว แต่เริ่มตอนนี้ก็ยังดีกว่าไม่เริ่ม นอกจากนั้นต้องเข้มงวดเรื่องมาตรฐานอุตสาหกรรม เพราะของราคาถูกมักมาพร้อมกับปัญหาเรื่องคุณภาพ

ส่วนเรื่องการลงทุน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปตรวจสอบ เช่น จดทะเบียนอย่างไร จ้างแรงงานอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องคนไม่ใช่สิ่งที่จะแอบซ่อนได้ง่าย อย่างที่มีเสียงร่ำลือกันว่ามีการนำพาชาวจีนเข้ามาทำงานในไทยกันเป็นจำนวนมากๆ เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้หากมีการลงพื้นที่อย่างจริงจัง ดังตัวอย่างของ “ชุดสุดซอย” ที่เป็นทีมงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ไปตรวจสอบโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถขยายผลให้ทำงานในหลายมิติได้ แต่ต้องทำให้รวดเร็วและโปร่งใส

เพราะหากนักลงทุนเข้ามาประกอบกิจการอย่างถูกต้อง สำหรับแรงงานก็เพียงแต่ย้ายโรงงาน ในอดีตเคยมีเถ้าแก่เป็นคนไทยบ้าง คนญี่ปุ่นบ้าง ก็เปลี่ยนเป็นไปอยู่กับโรงงานจีน แบบนี้แรงงานก็ไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย และตรงนี้อยู่ที่บทบาทของภาครัฐซึ่งต้องทำให้ดี อนึ่ง ตนยกตัวอย่างการจัดเก็บข้อมูล เคยเข้าไปดูข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่ามีการลงทุนจากจีนเข้ามาจำนวนมาก แต่มีข้อสังเกตว่ามากถึงร้อยละ 97 ไปอยู่ในหมวดอื่นๆ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

โดยการแกะรอยทุนจีนที่ตนทำนั้นจะใช้ข้อมูล 2 แหล่ง ซึ่งอีกแหล่งคือ Financial Times ที่ว่าด้วยการจดทะเบียนโรงงาน ในส่วนนี้พบกิจการที่ทุนจีนมาจดทะเบียนในไทยมากที่สุดคือ ยาง อสังหาริมทรัพย์ สื่อสารและโลหะ ซึ่งแหล่งข้อมูลหลังนี้ตนยังนำไปเปรียบเทียบข้อมูลการจดทะเบียนโรงงานใหม่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมแล้วพบว่าสอดคล้องกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเริ่มจากจุดนี้ในการเข้าไปตรวจสอบ

เช่น บอกว่าเข้ามาตั้งโรงงานผลิตอาหาร แต่ไม่รู้ว่ากระบวนการผลิตอาหารให้คนบริโภคนั้นทำอย่างไร หรือเข้ามาตั้งโรงงานแล้วจ้างแรงงานอย่างไร จะเรียกว่าสีเทาหรืออะไรก็แล้วแต่ ในขณะที่โรงงานที่ทำกระบวนการผลิตให้ถูกกฎระเบียบกลับต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่า เรื่องการหย่อนทางกฎหมายแล้วทำให้คนที่ทำไม่ถูกต้องเกิดความได้เปรียบ ต้องขันน็อตตรงนี้ขึ้นมา

แล้วทำกระบวนการตรวจสอบให้โปร่งใส ไม่ใช่รีดไถแต่ต้องการให้ทำถูกกฎหมาย ให้อยู่บนบรรทัดฐานเดียวกัน ถ้าจะให้ดีเชิญเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนประจำประเทศไทยไปร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งหากทำแบบนี้ได้ปัญหาก็จะเบาลง โดยการแข่งขันที่อยู่บนบรรทัดฐานของความเป็นธรรมสิ่งที่รับได้เพราะผลประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภค แต่การแข่งขันที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้วัตถุดิบหรือเครื่องมือ – อุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตรายกับผู้บริโภคเพราะเห็นว่ามีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง แบบนี้ไม่ถูกต้อง

ส่วนข้อกังวลที่ว่าหากทางการไทยเข้มงวดเรื่องมาตรฐานการผลิต จะสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีกับทางการจีนหรือไม่ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการกีดกันทางการค้าโดยใช้มาตรการอื่นที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff Barriers) ตนคิดว่าหากทำบนมาตรฐานเดียวกัน แล้วใช้กรอบความร่วมมือ 50 ปีไทย – จีนให้ดี บอกว่าเรามาพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน และใช้มาตรฐานนี้กับทุกคน รวมถึงทำให้โปร่งใสที่สุด ซึ่งหากไทยทำแบบนี้ยังเท่ากับช่วยป้องกันปัญหาให้จีนด้วย

กล่าวคือ ทุกวันนี้ทุนจีนเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าส่งออกไปขายยังประเทศที่ 3 การตรวจสอบอย่างจริงจังและโปร่งใสจะช่วยแยกผู้ประกอบการที่ทำจริงออกจากผู้ประกอบการที่สวมสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันปัญหาการสวมสิทธิ์ยังไม่มีมาก ยังไม่เกินร้อยละ 5 ของการส่งออกทั้งหมด เพราะอย่างไรเสียการสวมสิทธิ์ก็มีต้นทุนในการดำเนินการ ดังนั้นจึงต้องมีแรงจูงใจมากพอให้ทำ

เช่น แผงโซลาร์เซลล์ของจีนที่ถูกสหรัฐอเมริกาตั้งกำแพงภาษีสูงเกิน 100% มาตั้งแต่ปี 2555 และไล่ตรวจสอบไปทั่ว กระทั่งในยุคที่ โจ ไบเดน เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการผ่อนคลายให้บางประเทศในอาเซียนส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ไปขายในสหรัฐฯ ได้ จึงเกิดช่องให้มีการสวมสิทธิ์ ดังนั้นตามสถานการณ์ปัจจุบัน หากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง แรงจูงใจในการสวมสิทธิ์ก็จะยังไม่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

ดังนั้นหากทางการไทยเอาจริงเอาจังเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ขจัดทุนที่เป็นกลุ่มสีเทาออกไป แล้วเชิญทุนจีนเข้ามาโดยบอกว่าเป็นหุ้นส่วน (Partner) กัน ยิ่งทำได้โปร่งใสเท่าไหร่ย่อมขจัดข้อครหาต่างๆ ได้ รวมถึงยังช่วยลบชื่อเสียงในทางไม่ดีของสินค้าจีนและสร้างภาพลักษณ์ (Good View) ที่ดีของจีนในสายตาชาวโลก ทำให้จีนมีโอกาสส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ ได้ด้วย

“วันนี้สหรัฐฯ ลุกจากการเป็นพี่ใหญ่ของโลก คนที่มีศักยภาพที่จะขึ้นมาก็คือจีน ถ้ารัฐบาลเข้าใจเกมนี้แล้วเล่นบทบาทนี้ให้ดีควบคู่ไป บอกกับจีนว่าการเป็นพี่ใหญ่ที่ดีในภูมิภาคมันต้องแบ่งกัน การแบ่งกันก็คือของที่เราผลิต เราจะซื้อก็ต่อเมื่อมันได้คุณภาพที่ดี กินแล้วมันปลอดภัย ถ้าเราเอา Safety (ความปลอดภัย) เป็นตัวยืน มันก็นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ผมว่าถ้าเราเล่นในเรื่องนี้ออกไป ผมว่ามันน่าจะช่วยได้” รศ.ดร.อาชนัน กล่าวทิ้งท้าย

043…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...